สิ่งที่ทำให้หลงลืมโลกหน้า (2)

จากผลพวงของการปฏิเสธชีวิตในโลกหน้าและปฏิเสธการตอบแทนผลการกระทำในโลกหน้า ทำให้มนุษย์คิดไปว่าคนดีกับคนชั่วไม่มีอะไรแตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นความผิดอันใหญ่หลวงของมนุษย์ชาติ กุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ หรือบรรดาผู้ที่กระทำความชั่ว คิดหรือว่าเราจะทำให้พวกเขาเป็นเช่นเดียวกับบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย ให้เท่าเทียมกันทั้งในยามที่ชีวิตอยู่และหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิต สิ่งที่พวกเขาตัดสินนั้นมันชั่วแท้ ๆ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 21)

ตามความคิดของพวกเขาที่เชื่อว่า หากเรื่องการมีชีวิตในโลกหน้าและการตอบแทนผลของการกระทำทั้งหลายไม่เป็นความจริง ทุกคนจะสูญสิ้นลงหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วถ้าเป็นเช่นนี้ทุกคนก็เท่าเทียมกันไม่มีใครมีสถานะเหนือกว่าใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะความเหลื่อมล้ำและการที่สิ่งหนึ่งเหนือว่าสิ่งหนึ่งนั้นเป็นคุณสมบัติของสิ่งมีอยู่ หากทุกคนสูญสิ้น กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ไปแล้วหลังจากที่ได้เสียชีวิตลงก็ไม่มีใครมีสถานะภาพที่สู่งส่งกว่าหรือต่ำต้อยกว่าใครใดๆทั้งสิ้น ระหว่างคนกระทำความดีกับคนชั่วทุกคนเท่าเทียมกันหมด นี่เป็นความเชื่อของผู้ที่ปฏิเสธชีวิตในโลกหน้า ซึ่งอันที่จริงพวกเหล่านี้ก็คือบุคคลที่บูชาอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง และพระเจ้าของพวกเขาคือตัณหานั่นเอง กุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดถือเอาอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาเป็นพระเจ้าของเขาบ้างไหม ? และอัลลอฮฺจะทรงให้เขาหลงทางด้วยการรอบรู้ (ของพระองค์) และทรงผนึกการการฟังของเขาและหัวใจของเขาและทรงทำให้มีสิ่งบดบังดวงตาของเขา ดังนั้นผู้ใดเล่าจะชี้แนะแก่เขา(ได้อีก)หลังจากอัลลอฮฺ(ได้ทำให้เขาหลงทางไปแล้ว) พวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 23)

กุรอานกล่าวถึงตรรกของกลุ่มชนเหล่านี้ว่า “ และพวกเขากล่าวว่า ไม่มีชีวิตอื่นใดดอกนอกจากการมีชีวิตของเราในโลกนี้ เราจะตายไปและเราจะมีชีวิตอยู่ และไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายเราได้ (ให้เราตาย) นอกจากกาลเวลาเท่านั้น สำหรับพวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นดอก นอกจากพวกเขาเดาเองเท่านั้น ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 24)
นี่เป็นตรรกของพวกวัตถุนิยมในสมัยของเรา เป็นเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นกับตาและไม่เชื่อว่าบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วจะสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก พวกเขาจึงปฏิเสธการมีชีวิตหลังความตายและการตอบผลของการกระทำในโลกหน้า กุรอานกล่าวเกี่ยวกับตรรกของบุคคลเหล่านี้ว่า “... พวกเขาจะกล่าวว่า จงนำบรรพบุรุษของเราให้คืนชีพกลับมา หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 25)

อัลลอฮ์ทรงตรัสตอบว่า “ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลลอฮฺทรงให้พวกท่านมีชีวิตขึ้นมา และทรงให้พวกท่านตายไป แล้วพระองค์จะทรงรวบรวมพวกท่านในวันกิยามะฮฺ อย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในเรื่องนั้น แต่มนุษย์ส่วนมากไม่รู้ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 26)
ท่านอย่าได้กล่าวว่าธรรมชาติและวันเวลาเป็นตัวทำให้เราสิ้นสลาย เพราะอันที่จริงแล้วถึงแม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรอบตัวเราก็ตาม แต่ระบบระเบียบของสรรพสิ่งทั้งหลายยังคงที่และดำเนินไปตามระบบของมันอย่างไม่เปลี่ยนแปลงหรือมีข้อบกพร่องใด ๆ เพราะผู้ควบคุมระบบทั้งหลายนั้นคือพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงเป็นผู้ให้ชีวิตกับพวกเราอีกครั้งหลังจากที่เราเสียชีวิตไปแล้วและนำเราไปสู่อีกโลกหนึ่ง ชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับมนุษย์ทุกคน มีแต่เพียงพวกที่เขลาเท่านั้นที่ปฏิเสธชีวิตและการตอบแทนผลของการกระทำหลังความตาย กุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ และอำนาจเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นของอัลลอฮฺ วันแห่งการตอบแทนจะจะเกิดขึ้น ในวันนั้นบรรดาผู้ปฏิเสธจะขาดทุนอย่างย่อยยับ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 27)

แน่นอนวันนั้นจะเป็นวันที่บัญชีแห่งการกระทำของมนุษย์จะถูกนำเสนอต่อพระผู้เป็นเจ้า โดยกุรอานกล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “ และเจ้าจะเห็น (กลุ่มชน) ทุกชาติอยู่ในสภาพคุกเข่า ทุกชนชาติจะถูกเรียกมาตามบันทึกของตน วันนี้พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนตามที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 28)

ดังนั้นการระลึกถึงความตายและความเชื่อถึงชีวิตและการตอบแทนการกระทำในโลกหน้าเป็นหน้าที่ของทั้งปัจเจกชนและหน้าที่ของสังคมที่จะต้องตักเตือนให้ระลึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เพราะการระลึกถึงสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้มนุษย์ตกไปสู่การกระทำชั่วหรือทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง .

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น