โฉมหน้าของผู้ศรัทธาในมุมมองของกุรอาน

อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในโองการแรกของซูเราะฮ์ อันฟาล โดยได้ย้ำเตือนกับบรรดาผู้ศรัทธาว่า : “ถ้าหากเจ้าเป็นผู้ศรัทธาเจ้าจงภักดีต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์” และในอีกสองโองการถัดไปพระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ศรัทธาซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้รับความกระจ่างได้ เกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่แท้จริง
พระองค์ทรงตรัสว่า : แท้จริงแล้วบรรดาผู้ศรัทธาก็คือผู้ที่เมื่อมีการรำลึกถึงอัลลอฮ์เกิดขึ้นหัวใจของพวกเขาจะมีความหวั่นเกรง
และเมื่อโองการของอัลลอฮ์ถูกอ่านความศรัทธาของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นและพวกเขาจะมอบหมาย(กิจการทั้งหมด)ต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา
พระองค์ทรงตรัสอีกว่า : (พวกเขาคือ) บรรดาผู้ที่ดำรงนมาซและบริจาคสิ่งที่เราประทานในกับพวกเขา
และยังตรัสอีกว่า : พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง สำหรับพวกเขาจะมีฐานะอันสูงส่ง ณ ผู้อภิบาลของเขาและพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษอีกทั้งปัจจัยยังชีพอันมากมาย
สามโองการข้างต้นอธิบายถึงคุณลักษณะพิเศษของผู้ศรัทธาที่แท้จริงรวมทั้งกล่าวถึงสิ่งที่พวกเขาจะได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า คุณลักษณะเหล่านี้ถูกกล่าวถึงเพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงประโยคก่อนหน้าที่พระองค์ทรงตรัสว่า : “จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์และจงประณีประนอมกันในหมู่พวกเจ้าทั้งเลาย” อันที่จริงแล้วยังมีคุณลักษณะของผู้ศรัทธาถูกกล่าวถึงในโองการอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในซูเราะฮ์นี้ถูกหยิบยกมาเพียง 5 คุณลักษณะเท่านั้น ซึ่งใน 5 คุณลักษณะนี้เป็นคุณลักษณะที่ถ้าหากใครมีคุณลักษณะเหล่านี้อยู่ในตัวแล้วหมายถึงบุคคลผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง
คำสั่งที่อัลลอฮ์ให้บ่าวของพระองค์ ”ดำรงการนมาซ” แทนที่จะสั่งให้นมาซเฉย ๆ เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจะชี้ให้เห็นว่าการนมาซนั้นไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติพิธีกรรมธรรมดาแต่มันเป็นการสร้างความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างบ่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของเขา
ส่วนประโยคที่ว่า “จากสิ่งที่เราประทานให้กับพวกเจ้า” เป็นประโยคที่ให้ความหมายที่กว้างมาก ซึ่งหมายรวมถึงสิ่งที่เป็นทั้งวัตถุและสิ่งที่เกี่ยวข้องจิตวิญญานด้วย หมายถึงบรรดาผู้ศรัทธาจะยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างในหนทางของพระเจ้าได้
จะเห็นว่าในโองการข้างต้นนี้กล่าวถึงคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาโดยกล่าวไว้ 5 คุณลักษณะด้วยกัน ในสามคุณลักษณะกล่าวถึงเรื่องทางด้านจิตวิญญานและอีกสองคุณลักษณะกล่าวถึงด้านการปฏิบัติซึ่งจะสามารถแยกออกเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
1 : เกรงกลัวต่อการลงโทษของอัลลอฮ์
2 : เมื่อฟังโองการของอัลลอฮ์อีหม่านจะเพิ่มขึ้น
3 : มอบหมายความสำเร็จในการงานต่าง ๆ ต่ออัลลอฮ์ หมายถึงเชื่อว่าความสำเร็จทุกอย่างเกิดจากการช่วยเหลือและการอนุมัติของอัลลอฮ์
4 : ดำรงและยืนหยัดในการทำนมาซ
5 : บริจาคทาน
จะเห็นได้ว่า 3 คุณลักษณะแรกเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและจิตวิญญานแต่อีก 2 คุณลักษณะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางกายภายซึ่งกุรอานได้กล่าวถึงโดยเรียงลำดับไว้อย่างชัดเจน
ในลำดับแรกกุรอานกล่าวถึงการที่ผู้ศรัทธาที่แท้จริงว่าพวกเขาจะมีปฏิกริยาเมื่อได้ยินการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ดังในกุรอานที่กล่าวว่า – แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาคือผู้ที่เมื่อได้ยินการรำลึกถึงอัลลอฮ์หัวใจของพวกเขาอ่อนไหว “ นั่นเป็นคุณลักษะแรกของผู้ศรัทธาซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเป็นจุดเริ่มที่ทำหัวใจไปสู่หัวใจที่เตรียมพร้อมที่รับทางนำ
ในโองการแรกนี้คำว่า “วะญิลัต” เป็นคำกริยาที่หมายความถึงการเกรงกลัวของมนุษย์ที่มีสาเหตุมาจากสองสิ่งด้วยกัน คือความกลัวที่เกิดจากการรับรู้ถึงผลการที่ไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกมอบหมายเอาไว้จากพระผู้เป็นเจ้าหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าความกลัวที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์นั่นเอง อีกความกลัวหนึ่งก็คือความเกรงกลัวเมื่อรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า
คำว่า “ตะวักกุล” เป็นคำ ๆ หนึ่งที่มีผู้คนเข้าใจผิดอยู่มาก บางคนเข้าใจว่าการตะวักกัล (การมอบหมายกิจการทั้งหมดให้กับอัลลอฮ์) คือการมองข้ามกฏของเหตุและผลทางธรรมชาติทั้งหมด

ถาม : การอ่านกุรอานโดยไม่รู้ความหมายจะให้ประโยชน์กับผู้อ่านหรือไม่ ?

ถาม : การอ่านกุรอานโดยไม่รู้ความหมายจะให้ประโยชน์กับผู้อ่านหรือไม่ ?
ตอบ :ถ้าหากเรารู้ถึงความสำคัญของการอ่านกุรอานและถ้าเรารู้ว่าการอ่านกุรอานคือการสนทนากับพระผู้เป็นเจ้าเราจะไม่มีวันทิ้งกุรอานเลยแม้แต่วินาทีเดียวอีกทั้งเราจะไม่วันทิ้งโอกาสที่จะได้รับความจำเริญในการอ่านกุรอานวันละ 50 โองการตามคำสั่งของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เลย
กุรอานได้นำเสนอว่าศาสดามุฮัมมัดเป็นผู้ที่อยู่ใต้อำนาจคุ้มครองของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) โดยในกุรอานโองการที่ 196 ซูเราะฮ์ อะอ์รอฟกล่าวว่า : “แท้จริงผู้ปกครองของฉันคือผู้ทรงประทานกุรอานและพระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองบรรรดาผู้ประพฤติดี” โองการนี้มี 3 ประเด็นที่น่าสนใจคือ
1 : อัลลอฮ์คือผู้ปกครองของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)
2 : พระองค์อัลลอฮ์ผู้ที่เป็นผู้ปกครองของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) คือผู้ประทานอัลกุรอาน
3 : อัลลอฮ์คือผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้ปฏิบัติดีทั้งหลาย
จาก 3 ประเด็นข้างต้นทำให้เราเข้าใจได้ว่า การที่อัลลอฮ์คือผู้ปกครองและผู้ดูแลมนุษย์ทั้งหลายนั้นไม่ได้หมายถึงมนุษย์ทุกคน แต่หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติดีเท่านั้นที่จะได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของอัลลอฮ์ และการที่มนุษย์จะกลายเป็นผู้ปฏิบัติดีได้ก็ต่อเมื่อเขารักและมีความผูกพันกับกุรอานเท่านั้น
การที่กุรอานกล่าวว่า : “แท้จริงผู้ปกครองของฉันคือผู้ทรงประทานกุรอาน” นั้นเป็นคำสั่งที่พระองค์ทรงให้ผู้ที่ต้องการจะอยู่ในกลุ่มผู้ปฏิบัติดีนั้นต้องมีความรักและความผูกพันกับอัลกุรอานซึ่งคำสั่งดังกล่าวแฝงอยู่ในประโยคที่อธิบายถึงคุณลักษณะของพรองค์อัลลอฮ์นั่นเอง และด้วยเหตุนี้เองพระองค์จึงตรัสไว้ในโองการที่ 20 ซูเราะฮ์ มุซซัมมิลว่า :พวกท่านทั้งหลายจงอ่านกุรอานตามที่พวกท่านมีความสามารถ (จะอ่านได้) และการอ่านนี้เองจะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การมีความผูกพันกับอัลกุรอานถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจความหมายของอัลกุรอานก็ตาม เพราะกุรอานไม่ใช่คำพูดของมนุษย์ธรรมดาที่ถ้าไม่รู้ความหมายก็ไม่มีผลอะไร แต่กุรอานเป็นรัศมีจากเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) เพียงแค่อ่านอย่างเดียวก็เป็นอิบาดะฮ์แล้ว
ถาม : หนทางที่ดีที่สุดในการอ่านและการทำความเข้าใจกุรอานคืออะไร ?
ตอบ : การอ่านกุรอานที่ดีที่สุดคือการอ่านพร้อมกับทำความเข้าใจกับอัลกุรอานไปด้วย การทำความเข้าใจกุรอานคือในขณะที่เราอ่านกุรอานให้เราประมวลภาพความหมายของโองการต่าง ๆ เข้ามาในสมองของเราและให้เราใช้คำสั่งห้ามหรือคำสั่งใช้รวมทั้งอุทาหรณ์สอนใจที่มีอยู่ในโองการต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเสมือนคำสอนที่กำลังสนทนากับตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่นเมื่ออ่านถึงโองการที่เกี่ยวกับการลงโทษให้เราจินตนาการเสมือนกำลังถูกลงโทษเพื่อให้เราหมั่นขออภัยโทษต่อพระองค์
ทุกครั้งที่เราได้ยินกุรอานให้เราซึมซับความหมายของอัลกุรอานโดยให้มันฝังลึกลงในจิตวิญญานของเรา แต่มันก็ขึ้นอยู่กับใจของเราด้วย หากจิตใจของเราขุ่นมัวจากการทำบาปกุรอานไม่มีวันซึมซับเข้าไปในจิตใจของเราอย่างแน่นอน ซึ่งกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนไว้ในโองการที่ 24 ซูเราะฮ์มุฮัมมัด ว่า :“พวกเขาไม่ได้ใคร่ครวญในกุรอานเลยหรือ หรือว่าในหัวใจของพวกเขาปิดกลั้นไว้”
การทำบาป การหลงลืมอัลลอฮ์ การหลงใหลในสิ่งล่อลวงของโลกดุนยาจะทำให้หัวใจของเราถูกปิดกลั้นให้พ้นจากทางนำของอัลกุรอาน ความรู้และความจำเริญจากอัลกุรอานจะไม่มีวันเข้าไปมีผลต่อจิตใจของเราได้ ดังนั้นเราจะต้องขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากตัวเราให้ได้การขขัดสิ่งเหล่านี้เท่านั้นจะเป็นต้นเหตุไปสู่การเข้าใจความหมายที่แท้จริงของอัลกุรอานนี่คือหนทางที่ดีที่สุดในการอ่านและทำความเข้าใจกุรอาน

กุรอานกับฮะดิษ 7 อักษร

ในฉบับนี้จะพูดถึงประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่นักวิชาการ อุลูมกุรอาน มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางนั่นก็คือเรื่องราวของการประทานอัลกุรอานด้วย 7 อักษร ประเด็นมีอยู่ว่า มีฮะดิษจำนวนหนึ่งทั้งทางฝั่งซุนนีย์และฝั่งชีอะฮ์ที่กล่าวเกี่ยวกับการประทานกุรอานด้วย เจ็ด อักษร
ในหมู่นักวิชาการซุนนีย์เชื่อว่าฮะดิษเหล่านี้เป็นฮะดิษมุตะวาติร (ฮะดิษที่มีสายรายงานมากจนเป็นที่น่าเชื่อถือ) ซึ่งมีการบันทึกฮะดิษเหล่านี้ไว้ในหนังสือฮะดิษที่มีชื่อเสียงมากมายและไม่มีนักวิจารณ์ฮะดิษคนใดออกมาวิจารณ์ฮะดิษเหล่านี้ในทางเสียหายเลยยิ่งไปกว่านั้นยังมีการยืนยันถึงความถูกต้องของฮะดิษเหล่านี้ด้วย
สุยูฏีย์นักวิชาการชื่อดังด้านอุลูมกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหนังสือ อัล อิตกอน เล่ม 1 หน้า 46 ว่า : ฮะดิษที่กล่าวเกี่ยวกับการประทานกุรอานด้วย 7 อักษรเหล่านี้ถูกรายงานจากบรรดาซอฮาบะฮ์จำนวนหนึ่ง เช่น อุบัย บิน กะอ์ อะนัส บิน มาลิก ฮุซัยฟะฮ์ บิน ยะมาน เซด บิน อัรกอม ซะมะเราะฮ์ บิน ญุนดับ และคนอื่น ๆ อีกจำนวน 21 คน
ฏอบรีย์ นักวิชาการชื่อดังอีกท่านหนึ่งกล่าวไว้ในบทนำ หนังสือ ตัฟซีร ฏอบรีย์ หน้า 6 ว่า : “ฮะดิษที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมายเหลือเกิน.....” หลังจากนั้นฏอบรีย์ได้รายงานฮะดิษ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจำนวนกว่า 50 ฮะดิษ และฏอบรีย์ก็ได้กล่าวถึงคำกล่าวของ ฮาฟิซ อะบูยะอ์ลา ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านเองเกี่ยวกับฮะดิษเหล่านี้ว่า มีรายงานว่า - วันหนึ่งท่านอุศมานได้ขึ้นบนมิมบัรสอบถามประชาชนว่า ใครเคยได้ยินฮะดิษนี้ (ฮะดิษ 7 อักษร) จากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ ) บ้าง ประชาชนจำนวนมากลุกขึ้นยืน และยืนยันว่าได้ยินฮะดิษนี้ อุศมานเองก็ลุกขึ้นยืนเพื่อยืนยันว่าตนเองก็ได้ยินฮะดิษนี้ด้วยเช่นกัน
พอจะสรุปได้ว่าฮะดิษที่เกี่ยวกับการประทานกุรอานด้วย 7 อักษรในทัศนะของนักวิชาการฝ่ายซุนนีย์เชื่อว่าเป็นฮะดิษมุตะวาติรเชื่อถือได้ จากตรงนี้ผู้เขียนขอยกรายงานฮะดิษจำนวนหนึ่งทั้งของฝ่ายซุนนีย์และชีอะฮ์เพื่อมาดูกันก่อนว่าฮะดิษมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง
- รายงานจากท่านบุคคอรีย์ ในหนังสือ เศาะฮีฮ์ บุคคอรีย์ เล่ม 6 หน้า 227 ว่า - รายงานจาก ซะอีด บิน อุฟัยร์ จาก ลัยษ์ จาก อะกีล จาก อุบับดิลลาฮ์ บิน อับดุลลอฮ์ รายงานจาก อิบนิ อับบาส กล่าวว่า : ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า : ญิบรออีลให้ฉันอ่านด้วยอักษรเดียว ฉันกล่าวกับญิบรออีลว่า อักษรเดียวน้อยไป ญิบรออีลจึงเพิ่มอักษรขึ้นจนถึง 7 อักษร
- รายงานจากบุคคอรีย์ จากซะอีด บิน อุฟัยร์ จากอะกีล จากอิบนิ ชะฮาบ จากอุรวะฮ์ บิน ซุบัยร์ จาก มะซูร บิน มุคอรรอมะฮ์ ว่า อับดุลเราะฮ์มาน บิน อับดุลกอดิร กล่าวว่า : ท่านอุมัรเคยกล่าวว่า : วันหนึ่งฉันเห็น ฮิชาม บิน ฮะกีม กำลังอ่านกุรอานซูเราะฮ์ ฟุรกอนอยู่ ฉันนั่งฟังโดยฉันเห็นว่าเขาอ่านโดยใช้อักษรหลายอักษรด้วยกันซึ่งสำหรับฉันไม่เคยได้ยินท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อ่านแบบนี้มาก่อน ฉันนั่งฟังอยู่สักพักหนึ่งจนเขานมาซเสร็จ จึงเข้าไปดึงเสื้อของเขาและกล่าวถามว่า : ใครให้อนุญาติท่านให้อ่านกุรอานแบบนั้น เขากล่าวว่า : ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อนุญาติฉัน ฉันกล่าวกับเขาว่า : โกหก ท่านศาสดาไม่เคยอ่านแบบนี้ให้พวกเราฟัง จากนั้นเองฉันจึงพาเขาไปหาท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : เขาอ่านกุรอานแบบนี้ (พร้อมอ่านเป็นตัวอย่าง) ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า : จงปล่อยเขาเถิด และท่านศาสดายังกล่าวกับฮิชามว่า : เจ้าจงอ่านแบบที่เจ้าอ่านให้เขาฟังซิ ฮิชามจึงอ่านกุรอานตามแบบของเขาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ฟัง หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงกล่าวว่า : กุรอานถูกประทานลงมาในรูปแบบนี้ (ตามที่ฮิชามอ่าน) หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยังกล่าวอีกว่า - กุรอานถูกประทานลงมาด้วย 7 อักษรเจ้าจงอ่านตามอักษรใดก็ได้ตามความสามารถของเจ้า
- ท่านอัลลามะฮ์ มัจลิซีย์ รายงานว่า ฮุมาด บิน อุศมานกล่าวว่า : ฉันกล่าวถามท่านอิมามศอดิก (อ) ว่า มีรายงานฮะดิษจากท่านเอง (เกี่ยวกับเรื่อง การประทานกุรอาน 7 อักษร) มากมายและแตกต่างกันเหลือเกิน( มันเป็นอย่างไรหรือ) ท่านอิมามกล่าวว่า : “กุรอานถูกประทานมา 7 อักษร ... ทุก 7 อักษรสามารถอธิบายได้เป็น 7 แบบ......”
จากฮะดิษข้างต้นเราเห็นกันแล้วว่า กุรอานถูกประทานมา 7 อักษรจริง ๆ แต่หลังจากที่อ่านฮะดิษแล้วหลายคนคงตั้งคำถามว่า คำว่า 7 อักษรที่ถูกกล่าวในฮะดิษมีความหมายว่าอะไร ?
ความหมายของคำว่า 7 อักษร
หลังจากที่เราพิจารณาเนื้อหาฮะดิษแล้วประเด็นสำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และเป็นประเด็นที่มีนักวิชาการถกเถียงกันมากที่สุดคือ ความหมายของคำว่า 7 อักษร ว่าอันที่จริงแล้วมีความหมายว่าอย่างไร นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า : คำว่า 7 อักษร หมายถึง 7 คำ (ที่มีรูปคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน) ซึ่งแต่ละคำไม่ได้มีความหมายที่ทำให้บทบัญญัติดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงหรือสับสนได้ ซึ่งในช่วงแรกมุสลิมสามารถเลือกได้ว่าจะอ่านในรูปแบบคำใดก็ได้ แต่ภายหลังเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องอ่านให้เหมือนกันจึงมีรูปแบบการอ่านแบบเดียวในปัจจุบัน
นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า : ความหมายของ 7 อักษรเป็นการกล่าวถึงความแตกต่างทางภาษาของชาวอาหรับในสมัยของการประทานอัลกุรอาน ซึ่งดูในตำราประวัติศาสตร์จะเห็นว่าในแต่ชนเผ่าอาหรับเองมีภาษาที่แตกต่างกันดังนั้น 7 อักษร คือ 7 ภาษาของอาหรับที่มีความสวยงามที่สุด
นี่เป็นทัศนะบางส่วนของบรรดานักวิชาการอุลูมกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ อันที่จริงแล้วบางคนมองลึกว่าสาเหตุของการมีทัศนะที่แตกต่างกันของนักวิชาการมีต้นเหตุมาจากการอ่านที่แตกต่างกันบรรดาผู้รวบรวมกุรอานในยุคแรกโดยเฉพาะความแตกต่างในเรื่องการอ่านของอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด และ อุบัย บิน กะอ์ และบางคนก็มองว่าความแตกต่างของบุคคลเหล่านี้เป็นสาเหตุของการมีฮะดิษเหล่านี้เกิดขึ้นนั่นเอง
ผู้รวบรวมกุรอานเหล่านี้เองเชื่อว่าคำว่า 7 อักษรหมายถึง หมายถึง 7 คำ (ที่มีรูปคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน) ตามทัศนะแรกที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นในการอ่านพวกเขาจึงเปลี่ยนคำที่มีความหมายเหมือนกันมาใช้อ่านในอัลกุรอานด้วย
เช่นมีรายงานกล่าวว่า ในโองการ 20 ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ที่อ่านว่า
كُلَّمَا أَضَاء لَهُم مَّشَوْاْ فِيهِ
อุบัย บิน กะอ์ เปลี่ยนประโยค مَّشَوْاْ فِيه เป็น مَرّوا به ส่วนอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ในโองการที่ 13 ซูเราะฮ์ ฮะดีดที่ กล่าวว่า
يَوْمَ يَقُولُ الْمُنَافِقُونَ وَالْمُنَافِقَاتُ لِلَّذِينَ آمَنُوا انظُرُونَا
เปลี่ยนประโยค انظُرُونَا เป็น اَمهلونا หรือบางครั้งก็เปลี่ยนเป็น اخرونا (บันทึกในหนังสือ อัลอิตกอน เล่ม 1 หน้า 46 )
จากรายงานต่าง ๆ ข้างต้นทำให้เข้าใจได้ว่า อิบนิ มัสอูด และพวกพ้องเชื่อว่า คำว่า 7 อักษรหมายความว่า 7 คำ (คือสามารถนำคำอื่นที่มีความหมายเดียวกันมาอ่านแทนกันได้) และจากรายงานทางประวัติศาสตร์ทำให้เข้าใจได้อีกว่าการอ่านกุรอาน 7 แบบดังกล่าวนั้นเริ่มต้นตั้งแต่สมัยอุศมานและเลยจนมาถึงสมัยต่อ ๆ มา ทั้ง ๆ ที่ในหมู่นักวิชาการเป็นที่รู้กันว่าการอ่าน 7 แบบนั้นถูกสั่งห้ามแล้วในสมัยอุศมานโดยอุศมานสั่งให้มุสลิมทั้งหลายอ่านแบบเดียวเหมือนกันให้หมดโดยมีรายงานฮะดิษยืนยันดังนี้
รายงานจากท่านบุคคอรีย์ในหนังสือ เศาะฮีฮ์ บุคคอรีย์ เล่ม 6 หน้า 226 ว่า : ฮุซัยฟะฮ์ บิน ยะมานได้เข้าพบอุศมานในสงครามกับอาร์มาเนียและอาเซอร์ไบจาน ซึ่งในสงครามดังกล่าวมุสลิมชาวอิรักและชาม (ซีเรีย) เข้าร่วมสงครามด้วย มุสลิมทั้งสองกลุ่มต่างขัดแย้งกันในเรื่องการอ่านกุรอาน ฮุซัยฟะฮ์กลัวความขัดแย้งจะบานปลายจึงร้องเรียนกับอุศมานว่าให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย ก่อนที่มุสลิมจะกลายเป็นเหมือนชนชาติอื่นที่ขัดแย้งกันในเรื่องคัมภีร์ของตนเอง หลังจากนั้นเองอุศมานมีคำสั่งให้ส่งคนไปหาท่านหญิงฮัฟเศาะฮ์ โดยให้ไปนำกุรอานต้นฉบับที่เก็บรักษาไว้โดยให้ เซด บิน ซาบิต อับดุลลอฮ์ บิน ซุบัยร์ ซะอ์ บิน อาซ อับดุลเราะฮ์มาน บิน ฮาริษ บิน ฮิชามลอกจากต้นฉบับเดิมและเมื่อลอกเสร็จให้นำต้นฉบับไปคืนดังเดิม และหลังจากนั้นก็สั่งให้นำกุรอานฉบับอื่นไปเผาทิ้งเสีย
อิบนิ ฮะญัร อัซเกาะลานีย์ กล่าวอธิบายฮะดิษดังกล่าวนี้ไว้ในหนังสือ ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 9 หน้า 14 : 15 ว่า : มีรายงานจาก อัมมาเราะฮ์ บิน เคาะซียะฮ์ ว่า : เมื่อฮุซัยฟะฮ์ เดินทางกลับจากสงคราม ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านฮุซัยฟะฮ์ ได้ไปหาอุศมาน พร้อมกับกล่าวว่า : หลังจากที่ฉันมาจากสงครามฉันเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ฉันกลัวเป็นอย่างยิ่ง โอ้ท่านอุศมาน ท่านจงดูแลประชาชาติอิสลามด้วยพวกเขากำลังขัดแย้งกันแล้ว ชาวชาม (ซีเรีย) อ่านกุรอานตามการอ่านของ อุบัย บิน กะอ์ ซึ่งเป็นการอ่านที่ชาวอิรักไม่เคยได้ยินมาก่อนส่วนชาวอิรักเองก็อ่านตามแบบของ อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ซึ่งชาวชาวชามก็ไม่เคยได้ยินการอ่านแบบนี้มาก่อนจึงเป็นเหตุให้ต่างคนต่างใส่ร้ายกันว่าเป็นกาเฟร (ผู้ปฏิเสธ) (เนื่องจากอ่านกุรอานผิด)
จากทั้งสองรายงานข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีคำสั่งจากท่านอุสมานแล้วให้มุสลิมทั้งหลายอ่านกุรอานรูปแบบเดียวกันและทำให้เหมือนกันทั้งหมด การอ่านโดยใช้คำที่มีความหมายเหมือนกันมาแทนที่คำในกุรอานตามที่อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด และหรือคนอื่น ๆ กระทำนั้นต้องถูกห้ามไม่ให้ทำต่อไป
และนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าการกระทำของอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด และคนอื่น ๆ ถือเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อกุรอานและอิสลามเป็นอย่างยิ่ง เท่ากับว่าคำต่าง ๆ ของกุรอานมาอยู่ในการควบคุมของมนุษย์ มนุษย์สามารถที่จะตัดคำหรือเพิ่มคำที่มีความหมายเหมือนกันใส่ไปแทนที่ได้ ต่อไปกุรอานก็จะไม่เป็นที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้อัลลอฮ์ทรงตรัสห้ามไว้อย่างชัดเจนในซูเราะฮ์ยูนุสโองการที่ 15 ว่า -
“... จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ไม่สมควรแก่ฉันที่จะเปลี่ยนแปลง (กุรอาน) ด้วยตัวฉันเอง (โดยพละการ) .....”
มาถึงตรงนี้คงพอสรุปได้ว่าความหมายคำว่า 7 อักษรคงไม่ใช่ความหมายตามที่กล่าวมาข้างต้นอย่างแน่นอน แต่มันจะคืออะไรขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาประเด็นต่อไปนี้
อิมามมะอ์ซูมกับการอธิบายฮะดิษ 7 อักษร
บรรดาอิมามมะอ์ซูมมีทัศนะเกี่ยวกับความหมายของฮะดิษ 7 อักษรแตกต่างออกไปจากทัศนะที่นักวิชาการซุนนีย์ได้อธิบายไว้ โดยมีรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ) ว่า : มีสาวกคนหนึ่งกล่าวถามท่านอิมามว่า : ตามที่คนทั่วไปกล่าวว่ากุรอานสามารถอ่านได้ 7 อักษรถูกต้องหรือไม่ ท่านอิมามซอดิกกล่าวตอบว่า : ไม่ถูกต้อง สิ่งที่คนทั่วไปกล่าวเป็นเรื่องโกหก จากนั้นท่านอิมามซอดิกก็กล่าวว่า : กุรอานถูกประทานมาเพียงอักษรเดียวจากพระผู้ทรงเอกะ (อุซูลุลกาฟีย์ เล่ม 2 บท อัลนะวาดิร)
อีกรายงานจากท่านอิมาม บาเก็ร (อ) กล่าวว่า : กุรอานมีอักษรเดียว รูปแบบเดียว โดยถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ ส่วนความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากความขัดแย้งของนักรายงานฮะดิษเอง (อุซูลุลกาฟีย์ เล่ม 2 บท อัลนะวาดิร)
จากรายงานข้างต้นชัดเจนว่าท่านอิมามปฏิเสธทัศนะที่ว่า 7 อักษรหมายถึง 7 คำ (ที่มีรูปคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน) และที่ท่านอิมามกล่าวว่า ความแตกต่างเกิดจากความขัดแย้งของนักรายงานฮะดิษความหมายของอิมามก็คือ ความขัดแย้งระหว่าง อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด กับอุบัย บิน กะอ์นั่นเอง
แต่การปฏิเสธของอิมามไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบทหรือสายรายงานของฮะดิษ ตามคำกล่าวของ มัรฮูม ฟะกีฮ์ ฮะมะดานีย์ ในหนังสือ มิสบาฮุลฟะกีฮ์ หน้า 274 ในบทที่ว่าด้วยเรื่องของการนมาซ ว่า : ท่านอิมามไม่ได้ปฏิเสธสายรายงานฮะดิษ และยังเชื่อว่าฮะดิษดังกล่าวเป็นฮะดิษ มุตะวาติรด้วย แต่สิ่งที่อิมามปฏิเสธคือการให้ความหมายฮะดิษตามที่กล่าวข้างต้นต่างหาก
ทีนี้เรามาดูว่าเมื่อท่านอิมามมะอ์ซูมให้ความหมายคำว่า 7 อักษรว่าอย่างไร ในเรื่องนี้ผมขอยกตัวอย่างรายงานฮะดิษมากำกับดังนี้
ท่านอัลลามะฮ์ มัจลิซีย์ รายงานจาก ซุรอเราะฮ์ ว่า ท่านอิมามบาเก็ร กล่าวว่า - กุรอานสามารถอธิบายได้ 7 แบบด้วยกัน ซึ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแต่บางอย่างยังไม่เกิดขึ้น ..... (บิฮารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 83 )
จากฮะดิษข้างต้นบรรดานักวิชาการของชีอะฮ์เห็นพ้องต้องกันว่า คำว่า 7 อักษรหมายถึง 7 ความหมายหมายถึงคำหนึ่งคำของกุรอานสามารถอธิบายได้ 7 ความหมายซึ่งในที่นี้หากคำว่า 7 ในฮะดิษมีความหมายตามคำเดิมของมัน แต่หากคำว่า 7 ให้ความหมายในเชิงเปรียบเทียบ เช่นคำว่า 70 ในบางฮะดิษที่ให้ความหมายว่า มากมายจนนับไม่ถ้วน คำว่า 7 ก็สามารถมีความหมายว่า นับไม่ถ้วนได้เช่นเดียวกัน
จากตรงเองเราสามารถสรุปได้ดังนี้ว่า คำว่า 7 อักษรในฮะดิษหมายถึง 7 ความหมาย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความลึกซึ้งของอัลกุรอานที่ทุกคนสามารถทำความเข้าใจได้ขึ้นอยู่กับระดับความรู้ของผู้อ่านนั่นเอง

อิลมุล กิรออะฮ์ และนักอ่านทั้ง 7

อิลมุล กิรออะฮ์ เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่อง กฏเกณฑ์ในการอ่านออกเสียง การหยุด การเริ่มต้น การอ่านควบตัวอักษร รวมทั้งกล่าวถึงการอ่านคำในกุรอานในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ถือเป็นครูสอนกุรอานคนแรกของโลกอิสลามบรรดาซอฮาบะฮ์บางท่านเช่น ท่านอิมามอาลี (อ) ได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) บรรดาสาวกที่เรียนรู้กุรอานแล้วก็มีหน้าที่สอนกุรอานให้กับสาวกคนอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งบรรดาชนรุ่นหลังที่ไม่ได้อยู่ในช่วงสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็เรียนกุรอานกับบรรดาซอฮาบะฮ์
ในช่วงเวลาการถ่ายทอดวิชาความรู้จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งนี้เองได้กำเนิดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการอ่านกุรอานเกิดขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่บรรดามุสลิมมีจำนวนมากขึ้น ต่างคนต่างต้องการที่จะเรียนรู้กุรอาน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้หลงใหลในกุรอาน
ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานและได้รายงานการอ่านที่ถูกต้องจากบรรดาซอฮาบะฮ์ อีกทั้งแต่ละคนก็มีลูกศิษย์ที่แตกแขนงออกไปมากมาย จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าศาสตร์การอ่านกุรอานถูกถ่ายทอดมาจากแหล่งเดียวคือจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยผ่านบรรดาศอฮาบะฮ์ และตาบิอีน แต่เราจะเห็นการอ่านที่หลากหลายและแตกต่างกัน มีคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
มีคนตั้งสมมุติฐานว่าอาจเป็นเพราะว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เองอนุญาติให้สามารถอ่านคำบางคำในกุรอานได้หลากหลายรูปแบบ หรือจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าอัลลอฮ์ทรงประทานกุรอานโดยอนุญาติให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อ่านคำบางคำได้หลายรูปแบบตั้งแต่แรกแล้ว แต่บางคนก็เชื่อว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากการรายงานฮะดิษเกี่ยวกับการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ที่แตกต่างกันของนักรายงานฮะดิษ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือมุสลิมทุกคนพยายามอย่างที่สุดที่จะให้การอ่านของตนเองใกล้เคียงการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยเหตุนี้เองบางคนต้องเดินทางด้วยความลำบากเพื่อเสาะหาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาศาสตร์การอ่านจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยตรง
ในช่วงแรกนักอ่านและผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านจะถ่ายทอดวิธีการอ่านแบบตัวต่อตัวแต่ต่อมาภายหลังได้มีการเขียนกฏเกณฑ์ทั้งหมดเป็นรูปแบบของหนังสือโดยเชื่อกันว่าหนังสือเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับกฏเกณฑ์ต่าง ๆ นี้คือหนังสือของ ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกุรรอ ซับอะฮ์ ด้วย
ในหมู่ซอฮาบะฮ์และตาบิอีนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 และ 2 มีจำนวน 10 คนที่รับการยกย่องให้เป็นผุ้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านการอ่านกุรอาน ซึ่งในจำนวน 10 คนดังกล่าวนั้นมีอยู่ 7 ท่านด้วยกันที่มีชื่อเสียงมากทีสุดซึ่งต่อมาภายหลัง 7 ท่านนี้เองได้รับฉายานามว่า กุรรออ์ ซับอะฮ์ (นักอ่านทั้ง 7) ซึ่งก็มีรายนามพร้อมประวัติโดยสังเขปดังต่อไปนี้

อิบนิอามิร
ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ บิน อามิร บิน ยะซีด ยะฮ์ซุบีย์ มีฉายานามว่า อะบูอิมรอน เป็นชาวซีเรีย มีเชื้อสายตระกูลเป็นชาวเยเมน ท่านเรียนการอ่านมาจากท่าน มุฆีเราะฮ์ บิน อะบี ชะฮาบ มัคซูมีย์ ซึ่งท่านมุฆีเราะฮ์สืบทอดการอ่านมาจากท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน
ท่านอิบนิอามิรถือเป็นนักอ่านที่เคร่งครัดในการออกเสียงพยัญชนะให้ชัดเจนและเคร่งครัดในหลักตัจวีดเป็นอย่างมาก ซึ่งนักวิชาการด้านการอ่านถือเป็นจุดเด่นสำคัญของการอ่านของท่านอิบนิอามีร รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิอามิร มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างเพียงบางส่วนเช่น ในการอ่านคำว่า لکن จะมีการเพิ่มตัวพยัญชนะ ا (อะลิฟ) เมื่อต้องการอ่านเชื่อกับประโยคอื่น เช่นในโองการที่ 9 ซูเราะฮ์ โรมที่กล่าวว่า
فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنْ كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ จะอ่านเป็น فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنا كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าได้รับอิทธิพลมาจากการอ่านของชาวซีเรีย
ลูกศิษย์คนสำคัญของท่านอิบนิอามิรที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่การอ่านของท่านคือ ยะฮ์ยา บิน ฮาริซ ซะมารีย์ ท่านอิบนิอามิรมีนักรายงานการอ่าน 2 ท่านด้วยกันคือ ฮิชาม บิน อัมมาร และ อิบนิ ซิกวาน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน ฮาริซ การอ่านของท่าน อิบนิ อามิรแพร่หลายในประซีเรียและบางส่วนของประเทศอิยิปต์

อิบนิ กะซีร
ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ กะซีร ดารี มักกีย์ เป็นนักกอรีจากเมืองมักกะฮ์ คำว่าดารีเป็นฉายาของท่านหมายถึงพ่อค้าน้ำหอมซึ่งมาจากการที่ช่วงเวลาหนึ่งท่านมีอาชีพเป็นพ่อค้าน้ำหอมอยู่ในตลาดเมืองมักกะฮ์ ท่านเป็นชาวมักกะฮ์โดยกำเนิดและเสียชีวิตที่เมืองนี้ด้วย
ท่านอิบนิกะซีร เรียนกุรอานในรูปแบบ อัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) จากอับดุลลอฮ์ บิน ซาอิบ (เป็นซอฮาบะฮ์สมัยนบี) จากท่านมุญาฮิด และจากท่าน ดาร์บาส คนรับใช้ของท่านอิบนิอับบาส ในบางโองการในอัลกุรอานท่านอิบนิกะซีร จะอ่านตามรูปแบบกุรอานที่บันทึกโดยชาวมักกะฮ์ซึ่งจะมีข้อแตกต่างเล็กน้อยกับกุรอานฉบับอื่น ๆ
รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิกะซีรจะมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางตอนดังต่อไปนี้
- ในกรณีที่เป็นกฏ อิดฆอม มุตะกอริบัยน์ ในตัวอักษร د (ดาล) หรือตัวอักษร ذ (ซาล) ท่านอิบนิกะซีรจะอ่านออกเสียง ตัว د (ดาล) ในประโยคเช่น ما عبدتم แทนการออกเสียงตัว ت (ตาอ์) หรือในประโยคเช่น اذ ظلموا จะออกเสียงตัว ذ (ซาล) แทนตัว ظ (ซอ)
- ในกรณีอ่าน คำสรรพนาม هم ที่มีตัวอักษร ญัร นำหน้า เช่น بهم หรือ اليهم โดยใส่สระ ฎอมมะฮ์ ที่ตัว م (มีม) ในกรณีที่มีประโยคอื่นตามหลังเช่นประโยคที่ว่า إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمْ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا จะอ่านเป็น
إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمُ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا หรือประโยคที่ว่า وَإِذَا مَرُّوا بِهِمْ يَتَغَامَزُونَ จะอ่านเป็น وَإِذَا مَرُّوا بِهِمُ يَتَغَامَزُونَ
มีนักรายงานฮะดิษรายงานการอ่านของท่านอิบนิกะซีร 2 ท่านด้วยกันคือ มุฮัมมัด บิน ท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน หรือที่รู้จักกันในนาม กอมบัล และ อะฮ์มัด บิน มุฮัมมัด บัซซีย์

อาซิม
ท่านชื่อ อบูบักร อาซิม บิน อะบิลนุญูด อัล อะซะดีย์ ท่านเป็นนักอ่านที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่นักอ่านทั้ง 7 ท่านเป็นชาวกูฟะฮ์ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอาหรับด้วย ท่านอาซิมเรียนกุรอานในรูปแบบอัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) กับ ท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์
ท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานให้กับนักอ่านชาวกูฟะฮ์เป็นอย่างมากซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์โดยตรงของท่านอิมาม อะลี บิน อะบีฏอลิบ ซึ่งลูกศิษย์คนสำคัญของท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มานซุลละมีย์ก็คือท่านอาซิมนั่นเอง
ท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ ได้รับความไว้วางใจจากท่านอิมามอาลี บิน อะบีฏอลิบในเรื่องการอ่านจนถึงขั้นที่ว่าท่านอิมามอาลีตั้งให้เป็นครูสอนกุรอานให้กับบุตรชายของท่านทั้งสองคืออิมามฮาซัน และ อิมามฮุเซนอีกด้วย
จากตรงนี้เส้นทางการสืบทอดศาสตร์แห่งการอ่านของท่านอาซิมสามารถกล่าวได้ดังนี้
ท่านอาซิม --- ท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ --- ท่านอิมามอาลี บิน อะบีฏอลิบ --- ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ)
จะเห็นว่าท่านอาซิมเรียนการอ่านกุรอานโดยผ่านสื่อกลางเพียงสองท่านเท่านั้นจนถึงท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งเรื่องดังกล่าวในหมู่นักวิชาการถือว่าเป็นการสืบทอดที่เรียกกันว่า “ซิลซิละตุซซะฮับ” เป็นสายที่ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของท่านอาซิมด้วย
ท่านอาซิม มีนักรายงานการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันคือ ซุอ์บะฮ์ หรือ อะบูบักร์ บิน อัยยาช และ ฮัฟซ์ บิน สุไลมาน ท่านอะบูบักร์ บิน อัยยาช กล่าวเกี่ยวกับท่านอาซิมว่า – ท่านอาซิมกล่าวกับฉันว่า – ฉันไม่เคยเรียนกุรอานกับใครเลยนอกจากท่านอะบูท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน
ในหมู่นักวิชาการด้านการอ่านเชื่อว่า รายงานของท่านฮัฟซ์ บิน สุไลมาน จะมีความน่าเชื่อถือกว่ารายงานของท่าน อะบูบักร์ บิน อัยยาช โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากท่านฮัฟซ์ เป็นลูกของนางรอบีบ ซึ่งเป็นลูกติดแม่ ของท่านอาซิม โดยได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านอาซิม ด้วยเหตุนี้เองรายงานของท่านจึงน่าเชื่อถือกว่า การอ่านของท่านอาซิมเป็นรูปแบบการอ่านที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

อะบูอัมร์
ท่านชื่อ ซับบาน บิน อะลา บิน อามิร บินอุรยาน ท่านเป็นคนเดียวใน 7 ท่านที่เป็นชาวอาหรับดั้งเดิม ท่านอบูอัมร์เรียนกุรอานกับอาจารย์หลายท่านด้วยกันซึ่งอาจารย์ของท่านมีทั้งใน บัศเราะฮ์ กูฟะฮ์ มักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าการมีอาจารย์มากนี้เองถือเป็นจุดเด่นของท่านอะบูอัมร์ โดยอิบนิเญาซีย์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ไม่มีนักกอรีคนใดใน 7 ท่านที่มีอาจารย์มากมายขนาดนี้
อาจารย์ของท่านอะบูอัมร์ มีหลายต่อหลายท่านด้วนซึ่งคงไม่สามารถกล่าวรายนามของท่านได้ทั้งหมดจึงจะขอกล่าวรายชื่อเพียงบางท่านเท่านั้นเช่น มุญาฮิด บิน ญับร์ ซะอด์ บิน ญุบัยร์ อักรอมะฮ์ บิน คอลิด อะฏอ อิบนิ อะบีรอยยาฮ์ อิบนิ กะซีร อิบนิ มะฮีซีน
ท่านอะบูอัมร์ มีรูปแบบการอ่านที่เอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากนักอ่านท่านอื่น ๆ เช่นในกฏของอิดฆอม มุตะกอริบันย์ ในคำว่า مَقعَد صِّدقٍ อ่านควบตัว د (ดาล) ไปในตัว ص (ซ็อด) หรือ ในคำว่า رَبَّک قَّدِيرًا จะอ่านควบตัว ک (กาฟ) ไปในตัว ق (กอฟ) จากตรงนี้ถ้าเราเปรียบเทียบรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์กับท่านอิบนิกะซีรจะเห็นว่าค่อนข้างจะใกล้เคียงกันก็เนื่องจากว่าท่านอิบนิกะซีรเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของท่านอะบูอัมร์นั่นเอง
ท่านอะบูอัมร์มีลูกศิษย์คนสำคัญซึ่งเป็นผู้สืบทอดรูปแบบการอ่านของท่านคือ ท่านอะบูมุฮัมมัด หรือยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก ยะซีดีย์ และมีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์ 2 ท่านคือ ท่านฮัฟซ์ บิน อุมัรและอะบูชุอัยบ์ หรือซอลิฮ์ บิน ซิยาด ซูซีย์ ซึ่งทั้งสองท่านนี้เป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก

ฮัมซะฮ์
ท่านมีชื่อว่า ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ท่านมีฉายาว่าซิยาต เป็นชาวกูฟะฮ์ แต่ถือกำเนิดในอิหร่าน ท่านใช้ชีวิตอยู่ในสมัยเดียวกับซอฮาบะฮ์และเคยได้พบกับซอฮาบะฮ์บางท่านด้วย ท่านเคยได้เข้าพบท่านอิมามซอดิก (อ) ได้อ่านกุรอานให้ท่านอิมามซอดิก (อ) ฟังด้วย ท่านเชคฏูซีย์ นักวิชาการชื่อดังของชีอะฮ์กล่าวว่า ท่านฮัมซะฮ์ เป็นสาวกคนหนึ่งของท่าน อิมามซอดิก (อ)
ในหนังสือประวัติศาสตร์บันทึกว่า เหตุที่ท่านได้รับฉายานามว่า ซิยาต (คนขายน้ำมัน) ก็เพราะว่า ท่านมีอาชิพนำน้ำมันจากกูฟะฮ์ ไปขายในเมือง ฮัลวาน ท่านฮัมซะฮ์นอกจากจะเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการอ่านแล้วท่านยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลามด้วย ซึ่งมีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า ท่านอบูฮะนีฟะฮ์เคยกล่าวกับท่านฮัมซะฮ์ว่า มีอยู่สองเรื่องที่ฉันไม่กล้าที่จะถกเถียงกับท่านอย่างแรกคือเรื่องกุรอานเรื่องที่สองคือหลักนิติศาสตร์อิสลาม
เส้นทางการสืบทอดศาสตร์แห่งการอ่านกุรอานของท่านฮัมซะฮ์สามารถกล่าวได้ดังนี้
ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ – อะบูมุฮัมมัด สุไลมาน บิน มะฮ์รอน อะอ์มัช – ยะฮ์ยา บิน วะซาบ – ซัร บิน ฮะบีช – อะลี บิน อะบีฏอลิบ – ท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ็อล ฯ)
นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า หลังจาก ซัร บิน ฮะบีช ท่านฮัมซะฮ์ เรียนกุรอานจากท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน แต่บางคนก็เชื่อว่าท่านฮัมซะฮ์เรียนจากท่าน อิบนิ มัสอูด
มีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันคือ เคาะลัฟ บิน ฮิชาม และ ค็อลลาด บิน คอลิด ซึ่งทั้งสองได้เรียนการอ่านจากท่านฮัมซะฮ์โดยตรงด้วย

นาฟิอ์
ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ นาฟิอ์ บิน อับดุรเราะฮ์มาน บิน อาบี นาอีม มะดะนีย์ ท่านเป็นคนอิสฟาฮานโดยกำเนิด มาอาศัยในมะดีนะฮ์ และเสียชีวิตในมะดีนะฮ์ ท่านมีฉายานามว่า อะบี รอวีม ท่านเรียนกุรอานจาก อะบูมัยมูนะฮ์ ซึ่งเป็นคนรับใช้ของ อุมมุซะละมะฮ์ ภรรยาของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีนักรายงานที่รายงานรูปแบบการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันได้แก่ อีซา บิน มีนา หรือที่รู้จักกันในนาม กอลูน ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของท่านนาฟิอ์เอง และอีกคนคือ อุศมาน บิน ซะอีด หรือที่รู้จักกันในนาม วัรช์ การอ่านของท่านแพร่หลายในประเทศโมร็อคโค และอาหรับบางประเทศ

กะซาอีย์
ท่านมีชื่อว่า อะลี บิน ฮัมซะฮ์ กะซาอีย์ เป็นชาวเปอร์เซียโดยกำเนิดมีรายงานกล่าวว่า ท่านเสียชีวิตในเมืองเรย์ทางเหนือของอิหร่าน ท่านกะซาอีย์เป็นผู้มีชื่อเสียงด้านไวยากรณ์อาหรับโดยได้รับการแต่งตั้งให้เเป็นอาจารย์สอนไวยากรณ์อาหรับให้กับลูก ๆ ของฮารูณ รอชีด คอลีฟะฮ์ราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ด้วย ท่านอิมามชาฟิอีย์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า – ในเรื่องความรู้ด้านไวยกรณ์อาหรับไม่มีใครเทียบกะซาอีย์ได้อีกแล้ว
ท่านยังมีชื่อเสียงด้านจริยธรรมและกริยามารยาทที่งดงาม ท่านอิมามอะฮ์มัด บิน ฮัมบัลเคยกล่าวไว้เมื่อได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับท่านกะซาอีย์ว่า – ฉันไม่เคยเห็นใครเป็นคนซื่อสัตย์และมีมารยาทงดงามเท่ากับท่านฮัมซะฮ์กะซาอีย์อีกแล้ว
ในหนังสือฟิฮ์ริซ ของท่านอิบนินะดีม รายงานว่า ท่านกะซาอีย์เรียนการอ่านมาจากท่านฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ด้วยเหตุนี้การอ่านของท่านจึงคล้ายคลึงกับการอ่านของท่านฮัมซะฮ์แต่ก็มีบางกฏเกณฑ์ที่ท่านอ่านตามรูปแบบการอ่านของอาจารย์อีกท่านหนึ่งนั่นก็คือท่านอิบนิ อะบี ลัยลา ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านอิมามอาลี
มีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่าน 2 คนคือ ลัยซ์ บิน คอลิด และ ฮัฟซ์ บิน อุมัร ซึ่งท่านฮัฟซ์ เป็นนักรายงานของ อะบูอัมร์ด้วยเช่นกัน

ผู้จดบันทึกกุรอาน

ตามที่บรรดามุสลิมเราทราบกันดีอยู่แล้วก็คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เลยว่าท่านเขียนหรือท่านอ่านสิ่งใด ด้วยเหตุนี้เองในหมู่ชาวอาหรับ ท่านจึงได้รับฉายาว่า อุมมี (ผู้ไม่รู้หนังสือ) กุรอานเองก็กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ในลักษณะนี้เช่นเดียวกันโดยกล่าวไว้ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟในโองการที่ 157 – 158 ว่า :

“พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสทูตผู้ไม่รู้หนังสือของพระองค์”

คำว่า อุม ในทางภาษามีความหมายว่า “แม่” แต่ในทางวิชาการให้ความหมายว่า คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียนตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดานั่นเอง และความไม่รู้หนังสือของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นี่เองคือมิติหนึ่งของความมหัศจรรย์ของกุรอาน แต่สิ่งที่เป็นการแสดงถึงความมหัศจรรย์ของกุรอานคือการไม่เขียนและการไม่อ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่การที่ท่านศาสดาไม่สามารถอ่านได้หรือไม่สามารถเขียนได้ อัลกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :

“เจ้าไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อนหน้านี้เลยเพราะไม่เช่นนั้นแล้วพวกที่คิดร้ายจะต้องสงสัย(ในสิ่งที่เจ้านำมาแน่)....”

ในโองการนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาไม่เคยอ่านและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความสามารถในการเขียนหรืออ่าน เพราะเพียงแค่การพิสูจน์ว่าท่านไม่อ่านไม่เขียนก็สามารถที่จะตอบข้อสงสัยของพวกที่คิดร้ายได้แล้ว เพราะบุคคลเหล่านั้นก็ไม่เคยคิดว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นคนมีความรู้อยู่แล้ว

ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : อายะฮ์ข้างต้นนี้แสดงถึงการปฏิเสธการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ได้อ่านและเขียน ไม่ได้หมายถึงท่านไม่มีความสามารถอ่านและเขียนได้

นอกเหนือไปจากนั้นการมีความสามารถในการอ่านและเขียนถือเป็นความโดดเด่นและเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่ง และการไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นความบกพร่องและแน่นอนอัลลอฮ์ทรงมีความประสงค์ให้ศาสนทูตของพระองค์มีความสมบูรณ์และมีความโดดเด่นในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วยว่าการอ่านออกเขียนได้ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่ได้มาจากการที่ท่านไปเรียนหรือไปศึกษากับอาจารย์คนใดคนหนึ่งแต่เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้มาพร้อมตำแหน่งศาสนทูตต่างหาก ดังนั้นการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนไม่มีความสามารถที่จะอ่านออกหรือเขียนได้ก็เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองในประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกบันทึกไว้สักครั้งเดียวว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้เขียนหรือจดบันทึกสิ่งใด รวมทั้งการจดบันทึกวะฮ์ยูที่ถูกประทานลงมาด้วย

ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการอ่านและการเขียนมาเป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ที่ถูกประทานจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางศาสนทูตของพระองค์ และบุคคลแรกในเมืองมักกะฮ์ที่ถูกเลือกสรรให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอานก็คือ ท่าน อาลี บิน อะบีฏอลิบ และท่านอาลีเองก็รับหน้าที่ดังกล่าวนี้จนกระทั่งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) สิ้นชีวิตไป

ซะลีม บิน เกซ ฮิลาลีย์ ได้รายงานว่า : ครั้งหนึ่งฉันนั่งอยู่กับอาลีในมัสยิดกูฟะฮ์ มีคนเข้ามาห้อมล้อมอาลีเป็นจำนวนมาก อาลีกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่พวกท่านก็จงถามฉันเถิดเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าไม่มีโองการใดที่ถูกประทานลงมาเลยนอกเสียจากว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะอ่านโองการนั้นให้ฉันฟังพร้อมทั้งอรรถาธิบายความหมายของโองการนั้นให้ฉันฟังด้วย อับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ ยัชการีย์ กล่าวถามกับท่านอาลีว่า แล้วโองการที่ถูกประทานลงมาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในขณะที่ท่านไม่ได้อยู่ด้วยละโองการเหล่านี้เป็นอย่างไร ? ท่านอาลีกล่าวตอบว่า ทุกครั้งที่ฉันได้เข้าพบท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็จะกล่าวกับฉันว่ามีโองการถูกประทานลงมาให้ฉันในขณะที่เจ้าไม่อยู่ด้วย แล้วท่านก็จะอ่านโองการพร้อมทั้งอธิบายความหมายให้ฉันฟังด้วย”

ส่วนชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอาน คือ อุบัย บิน กะอบ์ อันศอรีย์ เนื่องจากในสมัยญาฮิลียะฮ์ ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียน มุฮัมมัด บิน ซะอด์ กล่าวว่า : ในหมู่ชาวอาหรับสมัยญาฮิลียะฮ์ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา มีน้อยคนนักที่จะรู้หนังสือซึ่งอุบัย บิน กะอบ์ เป็นคนหนึ่งที่มีความรู้

อิบนุ อับดุล บิร กล่าวว่า : อุบัย บิน กะอบ์ เป็นชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน อีกทั้งเป็นคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์คอยเขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอุบัย บิน กะอบ์ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ฟังอัลกุรอานจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในสมัยของท่านอุศมานที่ต้องการให้มีการรวบรวมกุรอานขึ้นใหม่ ท่านอุบัยจึงได้รับหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ โดยที่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ท่านอุบัยสามารถไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกุรอานได้ทั้งหมด

ท่าน เซด บิน ซาบิต เป็นชาวมะดีนะฮ์อีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ท่านเชด มีบ้านอยู่ข้างบ้านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการเขียน ในช่วงแรก ๆ ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนบางสิ่งบางอย่างและท่านอุบัย บิน กะอบ์ก็ไม่ได้อยู่ด้วย ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะก็เรียกใช้ท่านเชด ซึ่งเวลาต่อมาได้รับเลือกให้เป็นอาลักษณ์ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างเป็นทางการจนกระทั่งว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีคำสั่งให้ท่านเชดไปเรียนภาษาฮิบรูเพื่อที่จะได้เขียนและแปลจดหมายเป็นภาษาฮิบรูให้แก่ท่าน ท่านเซดเป็นสาวกอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาอยู่กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดอีกทั้งยังถือว่าท่านเซดเป็นผู้ที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยคนหนึ่งด้วย

บุคคลทั้งสามท่านที่ถูกกล่าวถึงข้างต้นนี้คือผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจดบันทึกอัลกุรอาน และเป็นอาลักษณ์ระดับต้น ๆ ของอิสลาม แต่นอกจากสามท่านที่กล่าวมีแล้วยังมีผู้ที่รับหน้าที่ดังกล่าวนี้อีกจำนวนหนึ่ง

อิบนิอะซีร กล่าวว่า : หนึ่งในบุคคลที่ได้รับหน้าที่จดบันทึกกุรอานคือ อับดุลลอฮ์ บิน อัรกอม ซะฮ์รี เขาได้รับหน้าที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ส่วนหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอาลีจะรับหน้าที่เขียนให้มีสาวกอีกจำนวนหนึ่งที่บางครั้งได้รับคำสั่งให้ทำการจดบันทึกกุรอาน เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุศมาน ท่านเซด บิน อะวาม ท่านคอลิดและอะบาน บิน ซะอีด บิน อาซ ฮันซอละฮ์ อะลาอ์ บิน ฮัฎรอมี คอลิด บิน วะลีด อับดุลลอฮ์ บิน รอวาฮะฮ์ มุอาวียะฮ์ บิน อบูซุฟยาน และ ฯลฯ

อิบนิอะซีรยังกล่าวอีกว่า – ชาวกุเรชคนแรกที่ได้รับหน้าที่อาลักษณ์ให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ แต่หลังจากนั้นต่อมาได้ออกจากอิสลามและกลับไปอยู่ที่มักกะฮ์ โดยที่โองการที่ 93 ซูเราะฮ์อันอามที่กล่าวว่า :

ถูกประทานลงมาให้อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ นั่นเอง

บุคคลที่กล่าวชื่อมาข้างต้นเป็นบุคคลที่ในสมัยนั้นมีความรู้ด้านการอ่านเขียนซึ่งบางครั้งก็ได้รับคำสั่งจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ให้ทำการจดบันทึกกุรอานแต่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งอาลักษณ์อย่างเป็นทางการคือ ท่านอาลี บิน อะบีฏอลิบ ท่านอุบัย บิน กะอบ์ ท่านเซด บิน ซาบิต และท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัรกอมเท่านั้น

ส่วนรูปแบบการเขียนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะเขียนกุรอานลงบนวัสดุที่สามารถบันทึกตัวหนังสือลงบนนั้นได้ เช่นก้านอินทผาลัม หินชนวน หนังสัตว์ กระดาษ โดยหลังจากนั้นวัสดุที่ถูกบันทึกกุรอานแล้วจะถูกเก็บรวมรวมที่บ้านท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)