เตรียมตัวขึ้นศาล

เป็นบทความที่ผมแปลจากนิตยสารบิชารัต เป็นนิตยสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกุรอานที่มืชื่อเสียงฉบับหนึ่งของอิหร่าน โดยบทความดังกล่าวได้ตีพิมพ์ในนิตยสารสาส์นจากฟากฟ้า ฉบับที่ 1 ด้วย เห็นว่าเป็นบทความบทความที่มีประโยชน์เลยนำมาฝากท่านพี่น้อง

ผู้พิพากษา: อัลลอฮ์ผู้ทรงสิทธิ์ในการตัดสิน

โจทย์: ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)

จำเลย: ประชาชาติอิสลาม

สำนวนคดี: ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงชนชาติของข้าพระองค์ได้ทอดทิ้งกุรอานนี้เสียแล้ว (ซูเราะฮ์ฟุรกอน โองการที่ 33)

คดี: ทอดทิ้งกุรอาน

พยาน: ลิ้นของพวกเขา และมือของพวกเขาและเท้าของพวกเขา (ซูเราะฮ์ นูร โองการที่ 24)

ณ ท้องทุ่งมะฮ์ซัร มนุษย์กำลังถูกสอบสวนตามด่านต่างๆ แต่ด่านนี้มนุษย์ต้องมาตอบคำถามเรื่องหน้าที่ของตนเองที่มีต่อบรรดานบี เสียงร้องตะโกนของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ดังขึ้น ท่านกำลังฟ้องร้องประชาชาติของท่านกับอัลลอฮ์(ซ.บ) ท่านศาสดากำลังฟ้องเรื่องอะไร ท่านกำลังฟ้องร้องเรื่องความอธรรมที่ท่านได้รับใช่หรือไม่? หรือเรื่องที่ประชาชาติของท่านละเลยต่อบทบัญญัติศาสนา? หรือเรื่องการกดขี่ที่ประชาชาติทำกับลูกหลานของท่านศาสดา? หรือเรื่องอะไรกันแน่?

ไม่ใช่เรื่องเหล่านั้นเลย ท่านศาสดากำลังฟ้องต่ออัลลอฮ์(ซ.บ) ถึงเรื่องที่เป็นต้นตอของความชั่วร้ายทั้งหลาย ซึ่งนั่นก็คือการละทิ้งกุรอานและการไม่ปฏิบัติตามคัมภีร์แห่งฟากฟ้า ใช่แล้ว! ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) กำลังฟ้องร้องเรื่องที่ประชาชาติของท่านละทิ้งกุรอาน แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคำร้องเรียนนี้ถูกกล่าวไว้ในกุรอานเองอีกเช่นกัน เหมือนกับว่ากุรอานกำลังร้องเรียนเรื่องนี้ด้วย

หากมุสลิม นั่งนึกถึงภาพวันกิยามะฮ์ ขณะที่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์นึกถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ คงไม่มีมุสลิมคนใดที่จะไม่กลัวต่อสภาพนั้น แน่นอนภาพนั้นจะทำให้มุสลิมได้ตื่นตัวและคิดหาหนทางในวันกิยามะฮ์

จริงๆ แล้วกุรอานกำลังกล่าวถึงใครอยู่ เราอยู่ในกลุ่มคนที่กุรอานกำลังร้อนเรียนนั้นด้วยหรือเปล่า? และกุรอานเป็นปาฏิหาริย์ที่อมตะ, เป็นทางนำสู่ความสำเร็จ, เป็นพื้นฐานสำคัญของศาสนาอิสลาม กำลังถูกประชาชาติอิสลามหลงลืมกระนั้นหรือ? คำว่า ตะฮัจญุร หมายความว่าอะไร? และมุสลิมมีหน้าที่ต่อกรอานอย่างไร?

เป็นที่หน้าเสียใจว่ากุรอาน กำลังถูกหลงลืมจริงๆ คำว่าตะฮัจญุร ในโองการที่กล่าวมาข้างต้น หมายความว่ากุรอานกำลังถูกทอดทิ้ง เรามาดูกันว่ากุรอานถูกทิ้งอยางไร

1. กุรอานจะถูกอ่านในหลุมฝังศพเวลามีคนตาย

2. กุรอานจะถูกนำมาวางเป็นเครื่องประดับในพิธีสมรส

3. กุรอานถูกนำมาเป็นเครื่องสาบานเวลาขึ้นศาล

4. กุรอานจะถูกให้เกียรติโดยถูกวางไว้บนที่สูง

5. กุรอานจะถูกนำมาใช้ให้คนลอดเวลาจะเดินทาง

6. กุรอานจะถูกใช้อ่านเวลาเปิดและปิดงาน

7. กุรอานจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการประชันน้ำเสียง

8. กุรอานจะถูกวางไว้ในมัสยิดโดยไม่ได้รับความสนใจ

9. กุรอานถูกนำมาเป็นเครื่องมือของพวกขอทาน

10. กุรอานจะถูกนำมาเป็นสินสอดที่ไม่มีใครสนใจในพิธีแต่งงาน

เราไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ป็นสิ่งไม่ดี หรือเป็นสิ่งที่บงบอกว่าเราละทิ้งกุรอาน แต่ในสังคมของเราได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นประเด็นหลักโดยหลงลืมเป้าหมายหลักของกุรอาน การทิ้งเป้าหมายหลักนี้ต่างหากคือความหมายของคำว่า “ละทิ้งกุรอาน” หมายความว่าทำไมกุรอานที่เป็น “ยาบำบัดและความเมตตาแก้บรรดาผู้ศรัทธา” “เป็นข่าวดีแก่บรรดามุสลิม” “เป็นการตกเตือนสำหรับผู้ยำเกรงทั้งหลาย” “และที่สำคัญที่สุดเป็นทางนำสำหรับมวลมนุษย์” แต่กลับถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างที่กล่าวมาข้างตนเท่านั้น

กุรอานเป็นความเมตตา การอ่านกุรอานที่จะทำให้เราได้รับการอภัยในความผิดทั้งหลาย แต่ทำไมกุรอานถูกอ่านในหลุมฝังศพเวลามีคนตายเท่านั้นหรือ? หรือว่าความหมายที่ว่ากุรอานเป็นความเมตตาคือเมตตาเฉพาะสำหรับคนตายเท่านั้น

“กุรอานเป็นความเมตตา การอ่านกุรอานจะทำให้เราได้รับการอภัยในความผิดทั้งหลายแต่ทำไมกุรอานถูกอ่านในหลุมฝังศพเวลามีคนตายเท่านั้นหรือ? หรือความหมายที่ว่ากุรอานเป็นความเมตตาคือเมตตาเฉพาะสำหรับคนตายเท่านั้น”

เวลาได้ยินเสียงกุรอานจากสถานที่หนึ่ง ประชาชนจะถามกันและกันว่า มีใครตายหรือ นี่เป็นสิ่งที่หน้าเสียใจยิ่ง

ขอย้ำอีกครั้งว่าการอ่านกุรอานในหลุมฝังศพหรือเวลามีคนตายเป้นสิ่งที่ดี แต่นำกุรอานมาใช้ประโยชน์เวลามีคนเสียชีวิตหรือตามงานมงคลต่างๆ เพียงเท่านั้น คือ “การละทิ้งกุรอาน”

กุรอานคือคัมภีร์แห่งท่างนำ เป็นของขวัญอันล้ำค่าของอัลลอฮ์ที่ทรงมอบให้มนุษย์และเป็นสายเชือกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์ เราอย่าปล่อยของขวัญอันล้ำค่านี้ไว้โดยไม่ให้ความสนใจ

เราหันกับมาสนใจกุรอานกันเถอะก่อนที่กุรอานจะฟ้องร้องเราในวันกิยามะฮ์

วันกิยามะฮ์ วันแห่งการเปิดเผยการกระทำของมนุษย์

อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 15 - 16 ขูเราะฮ์ ฆอฟิร ว่า :

لِيُنْذِرَ يَوْمَ التَّلاقِ يَوْمَ هُمْ بَارِزُونَ لا يَخْفَى عَلَى اللَّهِ مِنْهُمْ شَيْءٌ

เพื่อเป็นการเตือนให้รับรู้เกี่ยวกับวันแห่งการที่มนุษย์จะต้องได้พบกัน วันที่มนุษย์จะปรากฏตัวออกมาโดยที่ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นอัลลอฮ์ได้

โองการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในวันกิยามะฮ์เป็นวันที่บรรดามนุษย์ทั้งหลายได้พบเจอกันและทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยจะไม่มีสิ่งใดถูกปิดบังอีกต่อไป มนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยจะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากหลุมฝังศพ

กุรอานกล่าวเกียวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 43 ซูเราะฮ์มะอาริจว่า :

يَوْمَ يَخْرُجُونَ مِنَ الأجْدَاثِ سِرَاعًا

(วันกิยามะฮ์ ) เป็นวันที่พวกเขา (มนุษย์) ออกมาจากหลุมฝังศพอย่างรีบเร่ง

และวันกิยามะฮ์เป็นวันที่การกระทำทั้งหมดของมนุษย์ที่ทำไว้ในโลกดุนยาจะถูกเปิดเผยและถูกสอบสวนกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการ 40 ซูเราะฮ์ อันนะบะอ์ ว่า -

يَوْمَ يَنْظُرُ الْمَرْءُ مَا قَدَّمَتْ يَدَاهُ
วันที่มนุษย์จะเห็นสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไว้ในโลกดุนยา

เป็นวันที่พื้นดิน ท้องฟ้า และทุกสรรพสิ่งที่รายล้อมรอบกายมนุษย์จะออกมาเป็นพยานให้กับการกระทำทั้งดีและร้ายของมนุษย์ กุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องไว้ในโองการที่ 4 ซูเราะฮ์ ซัลซะละฮ์ ว่า -

يَوْمَئِذٍ تُحَدِّثُ أَخْبَارَهَا
วันนั้นพื้นแผ่นดินจะเปิดเผยข่าวต่าง ๆ ของมันออกมา

จากโองการทั้งหมดนี้คนฉลาดจะรีบปรับปรุงแก้ไขการกระทำของตัวเองก่อนที่จะถึงวันกิยามะฮ์วันที่ไม่สามารถแก้ไจอะไรได้แล้ว

ศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ) คือความเมตตาแห่งมนุษยชาติ

อัลกุรอานโองการที่ 107 ของซูเราะฮ์ อันบิยาอ์ กล่าวว่า “เราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกเสียจากว่าเป็นความเมตตาแก่มนุษยชาติทั้งมวล”

บางท่านอาจจะสงสัยว่าการที่บอกว่าการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เป็นความเมตตาของมนุษยชาติทั้งมวลหมายถึงอะไร ความเมตตาที่ว่านั้นเป็นอย่างไร อันที่จริงแล้วการความเมตตาดังกล่าวนั้นเป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงส่งท่านศาสดา(ศ็อลฯ) โดยที่ท่านมาพร้อมกับบทบัญญัติและคำสอนที่ถ้าหากใครก็ตามยึดมั่นตามบทบัญญัติและคำสอนดังกล่าวผู้นั้นจะได้รับความผาสุขในการดำเนินชีวิตในโลกนี้อีกทั้งในโลกหน้าก็จะได้รับผลรางวัลอันยิ่งใหญ่จากพระผู้เป็นเจ้าด้วย นี่คือความหมายที่ว่า “มุฮัมมัดคือความเมตตาแห่งมนุษยชาติทั้งมวล”

ความหมายของคำว่า وجه اللهพระพักตร์ของอัลลอฮ์

อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 115 ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ว่า: "ทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดเจ้าจะพบกับพระพักตร์ของอัลลอฮ์...."
ซาตของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะซาตของพระองค์ไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด ความคิดหรือความรู้ของมนุษย์ก็เป็นเพียงการจำกัดของเขคทางความคิดของเราให้กับซาตของพระองค์นั่นเอง
คำว่าوجه หมายถึงใบหน้าหรือด้านหน้า สิ่งๆ หนึ่งที่ต้องการเผยหรือฉายภาพให้ผู้อื่นได้เห็นจะเผยด้านหน้าให้ผู้อื่นได้เห็น ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า ด้านหน้าของสิ่งๆ หนึ่งก็คือด้านที่ผู้อื่นสามารถเห็นได้
จากตรงนี้เองคำว่า وجه الله คือคุณลักษณะอันไพจิตรของพระองค์นั่นเอง เป็นคุณสมบัติที่พระองค์ทรงเผยให้บรรดาบ่าวของพระองค์ได้เห็น และคุณลักษณะเหล่านี้นั่นเองที่บ่าวของพระองค์จะสามารถทำความรู้จักกับพระองค์

อัลลอฮ์คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพให้กับสรรพสิ่งทั้งหลาย

อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 6 ซูเราะฮ์ฮูด ว่า:
وَمَا مِنْ دَابَّةٍ فِي الأرْضِ إِلا عَلَى اللَّهِ رِزْقُهَا
ไม่มีสรรพสัตว์ชนิดใดที่อาศัยบนหน้าแผ่นดินนี้นอกเสียจากว่าจะได้รับปัจจัยยังชีพจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)
การประทานปัจจัยยังชีพให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายของอัลลอฮ์เป็นไปในรูปแบบที่แตกต่างกันไปและเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงแมลงตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นดิน หรือแม้กระทั่งบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในซอกหินหรือหุบเหวที่ลึกแสนลึกเหล่านี้ก็ได้รับปัจจัยยังชีพเพื่อการอยู่รอดจากเอกองค์อัลลอฮ์เช่นเดียวกัน
บางทีเราจะเห็นว่าปัจจัยยังชีพหรืออาหารของนกตัวหนึ่งอยู่ที่ซอกฟันของปลาขนาดใหญ่ในท้องทะเล สิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณที่ถูกชี้นำจากเอกองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.) นั่นเอง

ความหมายของการสร้างโลกภายใน 6 วัน

อัลกุรอานโองการที่ 7 ของซูเราะฮ์ฮูด กล่าวว่า:
وَهُوَ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ
และพระองค์ผู้ซึ่งสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินภายในเวลาหกวัน
หากดูตามทัศนะของบรรดานักวิชาการที่เชื่อว่าจักรวาลใช้เวลากว่าพันล้านปีจนกว่าจะวิวัฒนาการจนเป็นอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันดังนั้นที่กุรอานกล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายภายในเวลาหกวันมีความหมายว่าอย่างไร?
Earth
คำตอบก็คือคำว่าหกวันที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานหมายถึงหกขั้นตอนในการสร้าง เพราะตั้งแต่แรกไม่มีชั้นฟ้าและแผ่นดินอยู่ที่จะสามารถกำหนดกลางวันกลางคืนได้หรือกำหนดระยะเวลาได้ และอัลกุรอานก็ใช้คำว่า يوم ที่ในภาษาอาหรับแปลว่า วัน ไปในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะไม่ได้มีความหมายถึงวันเวลาที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น อัลกุรอานกล่าวถึงโลกหลังว่าตาย ว่า يوم القيامه (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) ซึ่งวันแห่งการฟื้นคืนชีพและชีวิตหลังความตายเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานแต่อัลกุรอานใช้คำว่าวัน
หรือในบางกรณีอัลกุรอานนับระยะเวลาแห่งการสอบสวนการกระทำของมนุษย์ในวันฟื้นคืนชีพว่าจะใช้เวลาห้าหมื่นปี เช่นในโองการที่ที่ 4 ของซูเราะฮ์ มาอาริจกล่าวว่า
فِي يَوْمٍ كَانَ مِقْدَارُهُ خَمْسِينَ أَلْفَ سَنَةٍ
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำว่า يوم ในกุรอานหมายถึงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นความหมายของการสร้างโลกภายในหกวันที่กุรอานกล่าวถึงจึงหมายความว่า อัลลอฮ์ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินหกขั้นตอนหรือหกช่วงเวลานั่นเอง

การรับใช้กุรอาน

เมื่อเดือนที่แล้วผมมีโอกาสได้พบปะกับท่านมะฮ์ดะวีย์ เมฮร์ รองประธานองค์การการศึกษาอิสลามนานาชาติ ญามิอะตุลมุซตอฟา อัลอาลามียะฮ์โดยท่านได้กล่าวให้โอวาทกับทีมงานของมูลนิธิส่งเสริมการศึกษากุรอาน อัรรอซูลุลอะอ์ซอม คิดว่าน่าจะเ็ป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านเลยแปลมาฝากกัน
ความสำัคัญในการรับใช้อัลกุรอาน
ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีที่เราได้มาพบปะกันในช่วงเดือนชะอ์บานอันจำเริญและเป็นช่วงเวลาแห่งการต้อนรับเข้าสู่เดือนรอมฎอนที่กำลังจะมาถึงและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเดือนรอมฎอนอันยิ่งใหญ่นี้เราจะมีโอกาสได้รับใช้อัลกุรอานและสังคมมุสลิม
การรับใช้กุรอานที่ถือเป็นคำสั่งเสียที่สำคัญของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ที่ท่านได้ฝากไว้กับประชาชาติอิสลาม ดังนั้นคงไม่ต้องย้ำถึงความสำคัญของงานนี้อีก ถ้าหากเราจะมาดูคำนิยามของกุรอานที่บรรดานักวิชาการได้ให้ไว้ที่บอกว่า
“กุรอานคือ สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมาให้กับศาสนทูตของพระองค์คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ทั้งคำ ความหมายและโครงสร้างมาจากพระองค์ทั้งสิ้น โดยที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย"
จากคำนิยามข้างต้นจะเห็นว่า ทั้งคำ ความหมายและโครงสร้างของอัลกุรอาน ถูกประทานมาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องใดทั้งสิ้น ทั้งในการเรื่องการเรียบเรียงคำ ซึ่งท่านจะเห็นว่าในอัลกุรอาน บางโองการเช่น อาลิ อิมรอน 164 ที่กล่าวว่า
اذْ بَعَثَ فِيهِمْ رَسُولا مِنْ أَنْفُسِهِمْ يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِهِ وَيُزَكِّيهِمْ وَيُعَلِّمُهُمُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ
จะเห็นว่า คำว่า وَيُزَكِّيهِمْ มาก่อนคำว่า وَيُعَلِّمُهُمُ หรือ บะเกาะเราะฮ์ 129 ที่กล่าวว่า
رَبَّنَا وَابْعَثْ فِيهِمْ رَسُولا مِنْهُمْ يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِكَ وَيُعَلِّمُهُمُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَيُزَكِّيهِمْ إِنَّكَ أَنْتَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ
คำว่า وَيُعَلِّمُهُمُ มาก่อนคำว่า وَيُزَكِّيهِمْ สิ่งเหล่านี้มาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้นท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่มีสิทธิ์เลือกให้คำใหนมาก่อนหรือคำใหนมาทีหลัง
ดังนั้นเท่ากับว่ากุรอานเป็นของฝากจากพระเจ้าที่ส่งผ่านท่านญิบรออีลทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ลงมาให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งท่านศาสดา เป็นผู้มานำเสนอกับประชาชาติอิสลามในรูปแบบที่สมบูรณ์และไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ทั้งสิ้น จากตรงนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าของฝากดังกล่าวนี้เป็นของฝากที่สำคัญยิ่งแม้กระทั้งศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีสถานะภาพที่สูงส่งที่สุดก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลยในอัลกุรอานนอกจากจะเป็นผู้นำเสนอกุรอานให้กับประชาชาติอิสลามเท่านั้นเอง
อีกประเด็นหนึ่งเราจะเห็นว่าในกุรอานกล่าวว่า เราได้ทำให้กุรอานนั้นง่าย แต่คำว่าง่ายในที่นีไม่ได้หมายถึงการไม่มีความหนักแน่นมั่นคง เพราะในอีกบางโองการก็กล่าวว่า กุรอานคือคำพูดที่หนักแน่นมั่นคง ดังนั้นคำว่าง่ายนั้นหมายถึงง่ายในการอ่านและการทำความเข้าใจแต่ในขณะเดียวกันมีความสูงส่งและยิ่งใหญด้วย
หลังจากที่เราเข้าใจแล้วว่ากุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีความยิ่งใหญ่และมีความสำคัญ ดังนั้นการรับใช้อัลกุรอานจะต้องมีรูปแบบและมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติ เงื่อนไขแรกก็คือ อัลกุรอานกล่าวว่า “ไม่มีใครสัมผัสกุรอานได้นอกเสียจากคน ๆ นั้นต้องมีผู้ที่มีความสะอาดและบริสุทธิ์” จากอายะฮ์ข้างต้นนี้ ถ้าเราจะพิจารณาแบบผิวเผินก็ทำให้เข้าใจได้ว่า คนที่จะสัมผัสกุรอานได้ต้องมีน้ำนมาซเท่านั้น คืออย่างน้อยต้องร่างกายต้องมีความสะอาดเสียก่อน ๆ ที่จะไปสัมผัสกุรอาน แต่อีกความหมายที่มีความลึกซึ้งไปกว่านั้นคือคนที่มีความต้องการมีความผูกพันกับอัลกุรอานและต้องการเข้าใจกุรอานอย่างลึกซึ้งเขาต้องสร้างจิตวิญญานของตัวเองให้มีความสะอาดและบริสุทธิ์เสียก่อน
เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่ว่าบางทีเราจะเห็นว่านักอรรถาธิบายกุรอานบางคนไม่ใช่มุสลิมด้วยซ้ำ อย่างเช่นในประเทศฮอลแลนด์ ในมหาวิทยาลัย ลีเดน มีการจัดกลุ่มเพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับกุรอานและทำงานด้านกุรอานด้วย ข้าพเจ้าเคยเข้าไปชมนิทรรศการกุรอานที่พวกเขาจัดขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยของคริสเตียน กลุ่มนักวิจัยรวมทั้งอาจารย์สอนกุรอานทั้งหมดเป็นคริสเตียน ไม่มีใครเป็นมุสลิมเลยแต่พวกเขาทำงานด้านกุรอานในหลากหลายรูปแบบ ตัฟซีรกุรอาน แปลกุรอาน จัดนิทรรศการกุรอาน คนเหล่านี้เข้าใจกุรอาน รู้ความหมายของกุรอาน ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่รู้ความหมายคงทำงานเหล่านี้ไม่ได้แน่นอน แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีความผูกพันกับกุรอาน และไม่สามารถสร้างความผูกพันกับกุรอานได้ กุรอานกล่าวว่า “แท้จริงอัลกุรอานจะชี้นำทางมนุษย์” จากโองการนี้ การชี้นำดังกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครสามารถเข้าใจกุรอานได้ ทุกคนสามารถทำความเข้าใจกุรอานได้แต่ไม่ใช่ว่าใครที่เข้าใจกุรอานได้จะได้รับทางนำ ดังนั้นการเข้าใจกุรอานกับการได้รับทางนำจากอัลกุรอานเป็นเรื่องคนละประเด็นกัน สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร ก็เพราะบางทีเข้าใจอย่างเดียวแต่ไม่ได้มีความผูกพัน คนที่ไม่มีความผูกพันกับอัลกุรอานกุรอานก็ไม่มีผลอะไรกับเขา นอกจากไม่มีผลแล้วยังเป็นโทษด้วยซ้ำ
อัลกุรอานกล่าวว่า กุรอานคือยารักษาโรค แต่ยารักษาโรคที่ว่าต้องถูกกับโรคที่ต้องการรักษาด้วย ดังนั้นคนที่เข้าหากุรอานแต่ไม่ต้องการผูกพันกับกุรอาน อีกทั้งไม่ต้องการได้รับทางนำจากกุรอาน กุรอานก็จะไม่มีผลอะไรกับพวกเขา อีกทั้งยังจะเป็นโทษด้วยซ้ำ แล้วเราต้องทำอย่างไร หน้าที่ของเราคืออะไร หน้าที่ของเราคือต้องสร้างจิตวิญญานของเราให้มีความสะอาดบริสุทธิ์เพื่อที่จะเข้าถึงทางนำแห่งอัลกุรอาน และนอกจากจะสร้างจิตวิญญานตัวเองแล้วต้องสร้างให้สังคมมีที่เราอยู่มีความพร้อมในการได้รับทางนำจากกุรอานด้วย
ดังนั้นคนที่สะอาดบริสุทธิ์เท่านั้นจะได้รับทางนำจากกุรอานและได้รับประโยชน์จากกุรอาน การจะได้รับทางนำและใช้ประโยชน์จากอัลกุรอานมี ขั้นตอนของมันอยู่เหมือนกัน ขั้นตอนแรกคือต้องอ่านกุรอานเป็นเสียก่อน การอ่านกุรอานและการฟังกุรอานก็ถือเป็นสิ่งสำคัญและมีผลเหมือนกัน ข้าพเจ้าจำได้หลังการปฏิวัติใหม่ ๆ มีบางกลุ่มที่ต่อต้านรัฐอิสลาม คือมีความคิดและความเชื่อไปในทางพวกคอมมิวนิสต์ บางครั้งไปก่อเหตุสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองและประชาชน ทางรัฐบาลจึงต้องจับกุม ข้าพเจ้ามีเพื่อนเป็นผู้คุมในสถานกักกันแห่งหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ทุกวันเราเทปกุรอานที่อ่านโดยท่านเชคอับดุลบาสิฏให้คนที่ถูกคุมขังฟังทุกวัน ทำแบบนี้ไประยะหนึ่งเราเห็นความเปลี่ยนของคนเหล่านี้ คนที่เคยต่อต้านศาสนาอิสลาม ต่อต้านรัฐบาลอิสลาม คนที่เคยแม้กระทั้งฆ่าคนมาแล้วเมือได้ฟังกุรอาน หัวใจของพวกเขาอ่อนลง เปลี่ยนแปลง จนในที่สุดเข้ารับอิสลาม จะเห็นได้ว่าการอ่านและการฟังก็มีผลเหมือนกัน
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญคือ กุรอานจะมีความแตกต่างกับคัมภีร์อื่น ๆ ตรงที่ว่า กุรอานถูกพิทักษ์รักษาเป็นอย่างดีไม่มีการถูกเปลี่ยนแปลง ตัดทอนหรือเพิ่มเติมใด ๆ ทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปในหลายรูปแบบด้วยกัน เช่นบางทีคำถูกเปลี่ยนแปลง บางทีมีการเปลี่ยนแปลงประเด็นเช่น คัมภีร์เดิมถูกประทานมาเกี่ยวกับประเด็นหนึ่งแต่ต่อมาภายหลังถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้ในอีกประเด็นหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มีในคัมภีร์อื่น ๆ แต่ไม่มีในกุรอาน ดังนั้นกุรอานเป็นคัมภีร์เล่มสุดท้ายจากพระผู้เป็นเจ้าจึงถือเป็นบันทัดฐานตรวจสอบความถูกต้องให้กับคัมภีร์อื่น ๆ กุรอานกล่าวแนะนำตัวเองไว้ว่า – เป็นเครื่องยืนยันถึงความถูกต้องของคัมภีร์เตารอตและอินญีล หมายถึงกุรอานจะเป็นตัวตรวจสอบความถูกต้องของคัมภีร์อื่น ถ้าหากไปอ่านคัมภีร์เล่มอื่น มีประเด็นใดที่สอดคล้องกับกุรอาน ถือว่าถูกต้อง หากประเด็นใดขัดแย้งกับกุรอานถือว่าไม่ถูกต้องและอาจมีการถูกเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกันกุรอานก็เป็นบันทัดฐานในการตรวจสอบฮะดิษด้วย ฮะดิษใดที่สอดคล้องกับกุรอานถือวถูกต้อง แต่ถ้าขัดแย้งถือว่าไม่ถูกต้อง ให้ทิ้งฮะดิษนั้นไปเสีย
กุรอานที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นคัมภีร์ที่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย ซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ความมหัศจรรย์ดังกล่าวของกุรอานเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่มีคัมภีร์ใด ๆ มีคุณสมบัติเช่นนี้ อีกทั้งเป็นความมหัศจรรย์ที่เหนือความมหัศจรรย์ทั้งหลาย เราจะเห็นว่าในศาสนาอิสลามกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของในหลายรูปแบบด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของท่านศาสดาอีซา (อ) การเกิดของท่านเป็นความมหัศจรรย์ท่านเกิดมาโดยไม่มีบิดา เกิดโดยคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าแต่ความมหัศจรรย์นั้นก็หมดไป แต่ก็มีบางสิ่งเช่นกันเกิดมาแบบธรรมดาไม่ได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์แต่การคงอยู่ของมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ยกตัวอย่างเช่นกะอ์บะฮ์ รูปแบบการเกิดขึ้นมาของมันไม่ได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์เลย ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ธรรมดา แต่การคงอยู่ของมันจนถึงปัจจุบันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่มีหลายครั้งที่ถูกจ้องทำลายแต่ก็ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ แต่กุรอานทั้งการเกิดขึ้นมาของมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์และการคงอยู่ของมันก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ด้วย ไม่มีใครสามารถทำลายกุรอานได้จนถึงทุกวันนี้ อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ในกุรอานว่า “เราได้ประทานกุรอานและเราจะพิทักษ์รักษากุรอานไว้เอง”
กุรอานกับคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นที่ยอมรับของมุสลิมทุกคน ความมหัศจรรย์ของกุรอานเป็นความเชื่อชองทั้งมุสลิมซุนนีย์และชีอะฮ์ ไม่มีมุสลิมคนใดปฏิเสธสิ่งดังกล่าวเลย ซึ่งแตกต่างกับคัมภีร์อี่น ลองไปในหมู่คนที่เชื่อคัมภีร์อินญีล จะเห็นว่าพวกเขาแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ มีความเชื่อต่อคัมภีร์อินญีลที่แตกต่างกันไป บางกลุ่มเชื่อว่าที่ถูกต้องคืออินญีลลูกา บางคนเชื่อโญฮันนาอีกบางคนเชื่อฉบับอื่นๆ ที่เห็นมีอยู่ 4 ฉบับด้วยกันที่เชื่อกัน ทั้ง ๆ ที่อัลลอฮ์ทรงประทานอินญีลมาแค่ฉบับเดียว แต่กุรอานที่มุสลิมในเมืองไทยใช้อ่านกัน กุรอานเล่มเดียวกันนี้ก็ใช้อ่านในซาอุฯ อิหร่าน จอร์แดน อเมริกา และในประเทศอื่น ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก การที่กุรอานเป็นจุดศูนย์รวมของดวงใจทั้งหลาย มันหมายถึงกุรอานคือกุญแจที่ไขไปสู่ความเป็นเอกภาพของมุสลิมทั้งหลาย เอกภาพที่ท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) พยายามสร้างมันมาทั้งชีวิต กุรอานเองก็ย้ำถึงประเด็นเอกภาพในหลาย ๆ โองการด้วยกัน ในขณะที่ความแตกแยกในหมู่มุสลิมเป็นสิ่งที่ถูกคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะอะไร ก็เพราะกิเลสที่มีอยู่ในคนทุกคน ต่างคนต่างต้องการในสิ่งที่ตนเองอยากได้ ด้วยความอยากอันนี้เองพวกเขาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาเปลี่ยนแปลงฮะดิษ เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่พวกเขาเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือกุรอาน เราเห็นความแตกแยกในเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าประวัติศาสตร์มากมาย แต่สิ่งเดียวที่มุสลิมไม่มีความแตกแยกกันเลยคือเรื่องกุรอาน
ลองดูในกุรอานว่าอัลลอฮ์ทรงกล่าวกับชาวคัมภีร์ว่าอย่างไร ? พระองค์ทรงตรัสว่า – “มุฮัมมัด จงกล่าวเถิด โอ้ชาวคัมภีร์ทั้งหลาย จงมากล่าวถึงคำ ๆ หนึ่งที่เรามีความเชื่อเหมือนกัน คือเราจะไม่กราบไหว้สิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์” ระหว่างเรากับชาวคัมภีร์มีความเชื่อเดียวกันคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ แต่ในระหว่างพวกเรามุสลิมด้วยกันมิสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่านั้น นั่นก็คือความเชื่อในกุรอาน ด้วยเหตุนี้เองศัตรูของมุสลิมกำลังจ้องทำลายความเชื่ออันนี้ จ้องทำลายความเป็นเอกภาพของเรามุสลิม พวกศัตรูมากล่อมพี่น้องซุนนะฮ์ว่า ชีอะฮ์เชื่อว่ากุรอานถูกเปลี่ยนแปลง แต่มาบอกพี่น้องชีอะฮ์ว่าพี่น้องซุนนะฮ์เป็นคนเปลี่ยนแปลงกุรอาน และพวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้มุสลิมเชื่อว่ากุรอานมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ถึงขนาดที่ว่าเวลาเราบอกพวกเขาว่านี่ไงกุรอานก็เหมือนกันทั้งหมด พวกเขาจะบอกว่าอย่าไปเชื่อชีอะฮ์ซ่อนกุรอานของพวกมันเอาไว้ นี่เป็นความพยายามที่ศัตรูมุสลิมกำลังทำอยู่
แต่เป็นที่น่าเสียใจว่ามุสลิมเราบางคนก็เชื่อไปตามนั้นด้วย แต่คนเหล่านี้ลืมนึกไปว่า ความเชื่อในกุรอานก็เปรียบเหมือนเรือลำหนึ่งถ้ามันรั่วที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วคนในเรือก็ต้องจมน้ำทั้งหมด ไม่ใช่ว่าถ้ามันรั่วตรงฝั่งชีอะฮ์ซุนนีย์จะรอด หรือรั่วตรงฝั่งซุนนีย์ชีอะฮ์จะรอด ถ้าความเชื่อในกุรอานถูกทำลายทั้งซุนนีย์ชีอะฮ์จมน้ำทั้งหมด ถ้าหากชีอะฮ์คนหนึ่งเชื่อว่าซุนนีย์เปลี่ยนแปลงกุรอาน ชีอะฮ์คนนั้นจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ากุรอานในมือเขาจะเป็นกุรอานที่ถูกต้อง หรือในทางกลับกันซุนนีย์คนหนึ่งเชื่อว่าชีอะฮ์เปลี่ยนแปลงกุรอานเขาจะรู้ได้อย่างไรว่ากุรอานในมือเขาไม่ถูกเปลี่ยนแปลง เมื่อกุรอานถูกทำลาย ถูกจาบจ้วง ถูกดูหมิ่น เวลานั้นไม่มีซุนนีย์ไม่มีชีอะฮ์แล้ว มีแต่มุสลิมที่ต้องออกมาปกป้อง ดังนั้นความเชื่อนี้เราต้องปกป้องรักษาไว้อย่าให้ศัตรูหน้าใหนมาทำลายได้

กุรอานถูกประทานมาเพื่อชาวอาหรับเท่านั้นหรือว่ากุรอานประทานมาเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด ?

ถาม – กุรอานถูกประทานมาเพื่อชาวอาหรับเท่านั้นหรือกุรอานประทานมาเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด ?
ตอบ – กุรอานเป็นคัมภีร์ที่ชี้นำมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย รัศมีแห่งการชี้นำของกุรอานครอบคลุมและแผ่กระจายไปยังมนุษย์ทุกคน กุรอานกล่าวเกี่ยวเรื่องนี้ไว้ในซูเราะฮ์ มุดดัซซิร โองการที่ 31 ว่า -
وَمَا هِيَ إِلا ذِكْرَى لِلْبَشَرِ
(คำสอนของกุรอาน) มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นข้อเตือนสำหรับมนุษย์ทุกคน
และในซูเราะฮ์ อัลกอลัม โองการที่ 52 ว่า -
وَمَا هُوَ إِلا ذِكْرٌ لِلْعَالَمِينَ
กุรอานมิใช่อื่นใดเลยนอกจากเป็นข้อเตือนใจสำหรับมนุษย์ทั้งมวล
และคำสอนของกุรอานยังใช้ได้กับทุกสมัยและทุกช่วงเวลาด้วย
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงอธิบายถึงสาส์นของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยตรัสไว้ในซูเราะฮ์ สะบะอ์ โองการที่ 28 ว่า -
وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلا كَافَّةً لِلنَّاسِ
และเรามิได้ส่งเจ้ามา (เพื่อกลุ่มชนใดโดยเฉพาะ) นอกจากเพื่อมนุษย์ทั้งมวล
ดังนั้นสาส์นของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ครอบคลุมไปทั่วทุกมุมโลกและทุกช่วงสมัย
อีกทั้งคัมภีร์ที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นำมาก็เป็นคัมภีร์ที่มีผลต่อมนุษยชาติทั้งมวลไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่กลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งหรือชนเผ่าใดเผ่าหนึ่งเท่านั้นโดยกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในซูเราะฮ์ ฟุรกอน โองการที่ 1 ว่า -
تَبَارَكَ الَّذِي نَزَّلَ الْفُرْقَانَ عَلَى عَبْدِهِ لِيَكُونَ لِلْعَالَمِينَ نَذِيرًا
พระผู้ทรงประทานอัลกุรอานลงมายังบ่าวของพระองค์เพื่อเขา (ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) จะได้เป็นผู้ตักเตือนแก่ชาวโลกทั้งปวง
ดังนั้นคัมภีร์ที่ชี้นำมนุษยชาติทั้งมวลและมีผลต่อคนทุกยุคทุกสมัยจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ 2 ข้อต่อไปนี้
1 – จะใช้ภาษาที่เป็นสากลที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าใจใช้ประโยชน์จากกุรอานได้ และไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่า ภาษาของกุรอานเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจกับคำสอนของกุรอาน ซึ่งภาษาสากลที่อัลกุรอานใช้ก็คือภาษา “ฟิตเราะฮ์” เป็นภาษาแห่งธรรมชาติในความเป็นมนุษย์ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นภาษาที่ใช้กับวัฒนธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบของเชื้อชาติภาษาขนบธรรมเนียมหรือประเพณีใด
2 – มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเสมือนสายน้ำที่ให้ชีวิตกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใดก็ตามไม่ต้องการน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต
ดังนั้นสรุปได้ว่าเมื่อพิจารณาถึงประเด็นทั้งสองนี้มีเพียงอัลกุรอานเท่านั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าวดังนั้นจึงเป็นคัมภีร์ของมนุษยชาติมิใช่เป็นคัมภีร์ของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง

คนโง่

ในหนังสือวิชาตรรกศาสตร์ของอิสลามกล่าวไว้ว่า คนโง่ มี 2 จำพวกด้วยกัน
คนโง่ธรรมดา คือคนที่ไม่รู้ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งแต่ก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่รู้จริง ๆ
คนโง่ดักดาน หรือในภาษาอาหรับว่า "جاهل مرکب" หมายถึงคนที่ไม่รู้ประเด็นใดประเด็นหนึ่งแต่ยังดันทุรังว่าตนเองรู้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วน่าจะเรียกว่า "คนโง่ซ้ำซ้อน" มากกว่า
จะว่าไปในสังคมของเราก็มีคนประเภทนี้เยอะมาก ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีบทบาทในสังคมก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แบบนั้น คนโง่ประเภทนี้กลับมามีบทบาทในสังคม เป็นผู้นำบ้าง เป็นนักวิชาการบ้าง หรือมีหน้าที่สำคัญ ๆ ในสังคมบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายมาก

โฉมหน้าของผู้ศรัทธาในมุมมองของกุรอาน

อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในโองการแรกของซูเราะฮ์ อันฟาล โดยได้ย้ำเตือนกับบรรดาผู้ศรัทธาว่า : “ถ้าหากเจ้าเป็นผู้ศรัทธาเจ้าจงภักดีต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์” และในอีกสองโองการถัดไปพระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ศรัทธาซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้รับความกระจ่างได้ เกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่แท้จริง
พระองค์ทรงตรัสว่า : แท้จริงแล้วบรรดาผู้ศรัทธาก็คือผู้ที่เมื่อมีการรำลึกถึงอัลลอฮ์เกิดขึ้นหัวใจของพวกเขาจะมีความหวั่นเกรง
และเมื่อโองการของอัลลอฮ์ถูกอ่านความศรัทธาของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นและพวกเขาจะมอบหมาย(กิจการทั้งหมด)ต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา
พระองค์ทรงตรัสอีกว่า : (พวกเขาคือ) บรรดาผู้ที่ดำรงนมาซและบริจาคสิ่งที่เราประทานในกับพวกเขา
และยังตรัสอีกว่า : พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง สำหรับพวกเขาจะมีฐานะอันสูงส่ง ณ ผู้อภิบาลของเขาและพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษอีกทั้งปัจจัยยังชีพอันมากมาย
สามโองการข้างต้นอธิบายถึงคุณลักษณะพิเศษของผู้ศรัทธาที่แท้จริงรวมทั้งกล่าวถึงสิ่งที่พวกเขาจะได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า คุณลักษณะเหล่านี้ถูกกล่าวถึงเพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงประโยคก่อนหน้าที่พระองค์ทรงตรัสว่า : “จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์และจงประณีประนอมกันในหมู่พวกเจ้าทั้งเลาย” อันที่จริงแล้วยังมีคุณลักษณะของผู้ศรัทธาถูกกล่าวถึงในโองการอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในซูเราะฮ์นี้ถูกหยิบยกมาเพียง 5 คุณลักษณะเท่านั้น ซึ่งใน 5 คุณลักษณะนี้เป็นคุณลักษณะที่ถ้าหากใครมีคุณลักษณะเหล่านี้อยู่ในตัวแล้วหมายถึงบุคคลผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง
คำสั่งที่อัลลอฮ์ให้บ่าวของพระองค์ ”ดำรงการนมาซ” แทนที่จะสั่งให้นมาซเฉย ๆ เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจะชี้ให้เห็นว่าการนมาซนั้นไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติพิธีกรรมธรรมดาแต่มันเป็นการสร้างความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างบ่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของเขา
ส่วนประโยคที่ว่า “จากสิ่งที่เราประทานให้กับพวกเจ้า” เป็นประโยคที่ให้ความหมายที่กว้างมาก ซึ่งหมายรวมถึงสิ่งที่เป็นทั้งวัตถุและสิ่งที่เกี่ยวข้องจิตวิญญานด้วย หมายถึงบรรดาผู้ศรัทธาจะยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างในหนทางของพระเจ้าได้
จะเห็นว่าในโองการข้างต้นนี้กล่าวถึงคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาโดยกล่าวไว้ 5 คุณลักษณะด้วยกัน ในสามคุณลักษณะกล่าวถึงเรื่องทางด้านจิตวิญญานและอีกสองคุณลักษณะกล่าวถึงด้านการปฏิบัติซึ่งจะสามารถแยกออกเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
1 : เกรงกลัวต่อการลงโทษของอัลลอฮ์
2 : เมื่อฟังโองการของอัลลอฮ์อีหม่านจะเพิ่มขึ้น
3 : มอบหมายความสำเร็จในการงานต่าง ๆ ต่ออัลลอฮ์ หมายถึงเชื่อว่าความสำเร็จทุกอย่างเกิดจากการช่วยเหลือและการอนุมัติของอัลลอฮ์
4 : ดำรงและยืนหยัดในการทำนมาซ
5 : บริจาคทาน
จะเห็นได้ว่า 3 คุณลักษณะแรกเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและจิตวิญญานแต่อีก 2 คุณลักษณะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางกายภายซึ่งกุรอานได้กล่าวถึงโดยเรียงลำดับไว้อย่างชัดเจน
ในลำดับแรกกุรอานกล่าวถึงการที่ผู้ศรัทธาที่แท้จริงว่าพวกเขาจะมีปฏิกริยาเมื่อได้ยินการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ดังในกุรอานที่กล่าวว่า – แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาคือผู้ที่เมื่อได้ยินการรำลึกถึงอัลลอฮ์หัวใจของพวกเขาอ่อนไหว “ นั่นเป็นคุณลักษะแรกของผู้ศรัทธาซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเป็นจุดเริ่มที่ทำหัวใจไปสู่หัวใจที่เตรียมพร้อมที่รับทางนำ
ในโองการแรกนี้คำว่า “วะญิลัต” เป็นคำกริยาที่หมายความถึงการเกรงกลัวของมนุษย์ที่มีสาเหตุมาจากสองสิ่งด้วยกัน คือความกลัวที่เกิดจากการรับรู้ถึงผลการที่ไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกมอบหมายเอาไว้จากพระผู้เป็นเจ้าหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าความกลัวที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์นั่นเอง อีกความกลัวหนึ่งก็คือความเกรงกลัวเมื่อรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า
คำว่า “ตะวักกุล” เป็นคำ ๆ หนึ่งที่มีผู้คนเข้าใจผิดอยู่มาก บางคนเข้าใจว่าการตะวักกัล (การมอบหมายกิจการทั้งหมดให้กับอัลลอฮ์) คือการมองข้ามกฏของเหตุและผลทางธรรมชาติทั้งหมด

ถาม : การอ่านกุรอานโดยไม่รู้ความหมายจะให้ประโยชน์กับผู้อ่านหรือไม่ ?

ถาม : การอ่านกุรอานโดยไม่รู้ความหมายจะให้ประโยชน์กับผู้อ่านหรือไม่ ?
ตอบ :ถ้าหากเรารู้ถึงความสำคัญของการอ่านกุรอานและถ้าเรารู้ว่าการอ่านกุรอานคือการสนทนากับพระผู้เป็นเจ้าเราจะไม่มีวันทิ้งกุรอานเลยแม้แต่วินาทีเดียวอีกทั้งเราจะไม่วันทิ้งโอกาสที่จะได้รับความจำเริญในการอ่านกุรอานวันละ 50 โองการตามคำสั่งของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เลย
กุรอานได้นำเสนอว่าศาสดามุฮัมมัดเป็นผู้ที่อยู่ใต้อำนาจคุ้มครองของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) โดยในกุรอานโองการที่ 196 ซูเราะฮ์ อะอ์รอฟกล่าวว่า : “แท้จริงผู้ปกครองของฉันคือผู้ทรงประทานกุรอานและพระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองบรรรดาผู้ประพฤติดี” โองการนี้มี 3 ประเด็นที่น่าสนใจคือ
1 : อัลลอฮ์คือผู้ปกครองของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)
2 : พระองค์อัลลอฮ์ผู้ที่เป็นผู้ปกครองของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) คือผู้ประทานอัลกุรอาน
3 : อัลลอฮ์คือผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้ปฏิบัติดีทั้งหลาย
จาก 3 ประเด็นข้างต้นทำให้เราเข้าใจได้ว่า การที่อัลลอฮ์คือผู้ปกครองและผู้ดูแลมนุษย์ทั้งหลายนั้นไม่ได้หมายถึงมนุษย์ทุกคน แต่หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติดีเท่านั้นที่จะได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของอัลลอฮ์ และการที่มนุษย์จะกลายเป็นผู้ปฏิบัติดีได้ก็ต่อเมื่อเขารักและมีความผูกพันกับกุรอานเท่านั้น
การที่กุรอานกล่าวว่า : “แท้จริงผู้ปกครองของฉันคือผู้ทรงประทานกุรอาน” นั้นเป็นคำสั่งที่พระองค์ทรงให้ผู้ที่ต้องการจะอยู่ในกลุ่มผู้ปฏิบัติดีนั้นต้องมีความรักและความผูกพันกับอัลกุรอานซึ่งคำสั่งดังกล่าวแฝงอยู่ในประโยคที่อธิบายถึงคุณลักษณะของพรองค์อัลลอฮ์นั่นเอง และด้วยเหตุนี้เองพระองค์จึงตรัสไว้ในโองการที่ 20 ซูเราะฮ์ มุซซัมมิลว่า :พวกท่านทั้งหลายจงอ่านกุรอานตามที่พวกท่านมีความสามารถ (จะอ่านได้) และการอ่านนี้เองจะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การมีความผูกพันกับอัลกุรอานถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจความหมายของอัลกุรอานก็ตาม เพราะกุรอานไม่ใช่คำพูดของมนุษย์ธรรมดาที่ถ้าไม่รู้ความหมายก็ไม่มีผลอะไร แต่กุรอานเป็นรัศมีจากเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) เพียงแค่อ่านอย่างเดียวก็เป็นอิบาดะฮ์แล้ว
ถาม : หนทางที่ดีที่สุดในการอ่านและการทำความเข้าใจกุรอานคืออะไร ?
ตอบ : การอ่านกุรอานที่ดีที่สุดคือการอ่านพร้อมกับทำความเข้าใจกับอัลกุรอานไปด้วย การทำความเข้าใจกุรอานคือในขณะที่เราอ่านกุรอานให้เราประมวลภาพความหมายของโองการต่าง ๆ เข้ามาในสมองของเราและให้เราใช้คำสั่งห้ามหรือคำสั่งใช้รวมทั้งอุทาหรณ์สอนใจที่มีอยู่ในโองการต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเสมือนคำสอนที่กำลังสนทนากับตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่นเมื่ออ่านถึงโองการที่เกี่ยวกับการลงโทษให้เราจินตนาการเสมือนกำลังถูกลงโทษเพื่อให้เราหมั่นขออภัยโทษต่อพระองค์
ทุกครั้งที่เราได้ยินกุรอานให้เราซึมซับความหมายของอัลกุรอานโดยให้มันฝังลึกลงในจิตวิญญานของเรา แต่มันก็ขึ้นอยู่กับใจของเราด้วย หากจิตใจของเราขุ่นมัวจากการทำบาปกุรอานไม่มีวันซึมซับเข้าไปในจิตใจของเราอย่างแน่นอน ซึ่งกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนไว้ในโองการที่ 24 ซูเราะฮ์มุฮัมมัด ว่า :“พวกเขาไม่ได้ใคร่ครวญในกุรอานเลยหรือ หรือว่าในหัวใจของพวกเขาปิดกลั้นไว้”
การทำบาป การหลงลืมอัลลอฮ์ การหลงใหลในสิ่งล่อลวงของโลกดุนยาจะทำให้หัวใจของเราถูกปิดกลั้นให้พ้นจากทางนำของอัลกุรอาน ความรู้และความจำเริญจากอัลกุรอานจะไม่มีวันเข้าไปมีผลต่อจิตใจของเราได้ ดังนั้นเราจะต้องขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากตัวเราให้ได้การขขัดสิ่งเหล่านี้เท่านั้นจะเป็นต้นเหตุไปสู่การเข้าใจความหมายที่แท้จริงของอัลกุรอานนี่คือหนทางที่ดีที่สุดในการอ่านและทำความเข้าใจกุรอาน

กุรอานกับฮะดิษ 7 อักษร

ในฉบับนี้จะพูดถึงประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่นักวิชาการ อุลูมกุรอาน มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางนั่นก็คือเรื่องราวของการประทานอัลกุรอานด้วย 7 อักษร ประเด็นมีอยู่ว่า มีฮะดิษจำนวนหนึ่งทั้งทางฝั่งซุนนีย์และฝั่งชีอะฮ์ที่กล่าวเกี่ยวกับการประทานกุรอานด้วย เจ็ด อักษร
ในหมู่นักวิชาการซุนนีย์เชื่อว่าฮะดิษเหล่านี้เป็นฮะดิษมุตะวาติร (ฮะดิษที่มีสายรายงานมากจนเป็นที่น่าเชื่อถือ) ซึ่งมีการบันทึกฮะดิษเหล่านี้ไว้ในหนังสือฮะดิษที่มีชื่อเสียงมากมายและไม่มีนักวิจารณ์ฮะดิษคนใดออกมาวิจารณ์ฮะดิษเหล่านี้ในทางเสียหายเลยยิ่งไปกว่านั้นยังมีการยืนยันถึงความถูกต้องของฮะดิษเหล่านี้ด้วย
สุยูฏีย์นักวิชาการชื่อดังด้านอุลูมกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหนังสือ อัล อิตกอน เล่ม 1 หน้า 46 ว่า : ฮะดิษที่กล่าวเกี่ยวกับการประทานกุรอานด้วย 7 อักษรเหล่านี้ถูกรายงานจากบรรดาซอฮาบะฮ์จำนวนหนึ่ง เช่น อุบัย บิน กะอ์ อะนัส บิน มาลิก ฮุซัยฟะฮ์ บิน ยะมาน เซด บิน อัรกอม ซะมะเราะฮ์ บิน ญุนดับ และคนอื่น ๆ อีกจำนวน 21 คน
ฏอบรีย์ นักวิชาการชื่อดังอีกท่านหนึ่งกล่าวไว้ในบทนำ หนังสือ ตัฟซีร ฏอบรีย์ หน้า 6 ว่า : “ฮะดิษที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมายเหลือเกิน.....” หลังจากนั้นฏอบรีย์ได้รายงานฮะดิษ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจำนวนกว่า 50 ฮะดิษ และฏอบรีย์ก็ได้กล่าวถึงคำกล่าวของ ฮาฟิซ อะบูยะอ์ลา ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านเองเกี่ยวกับฮะดิษเหล่านี้ว่า มีรายงานว่า - วันหนึ่งท่านอุศมานได้ขึ้นบนมิมบัรสอบถามประชาชนว่า ใครเคยได้ยินฮะดิษนี้ (ฮะดิษ 7 อักษร) จากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ ) บ้าง ประชาชนจำนวนมากลุกขึ้นยืน และยืนยันว่าได้ยินฮะดิษนี้ อุศมานเองก็ลุกขึ้นยืนเพื่อยืนยันว่าตนเองก็ได้ยินฮะดิษนี้ด้วยเช่นกัน
พอจะสรุปได้ว่าฮะดิษที่เกี่ยวกับการประทานกุรอานด้วย 7 อักษรในทัศนะของนักวิชาการฝ่ายซุนนีย์เชื่อว่าเป็นฮะดิษมุตะวาติรเชื่อถือได้ จากตรงนี้ผู้เขียนขอยกรายงานฮะดิษจำนวนหนึ่งทั้งของฝ่ายซุนนีย์และชีอะฮ์เพื่อมาดูกันก่อนว่าฮะดิษมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง
- รายงานจากท่านบุคคอรีย์ ในหนังสือ เศาะฮีฮ์ บุคคอรีย์ เล่ม 6 หน้า 227 ว่า - รายงานจาก ซะอีด บิน อุฟัยร์ จาก ลัยษ์ จาก อะกีล จาก อุบับดิลลาฮ์ บิน อับดุลลอฮ์ รายงานจาก อิบนิ อับบาส กล่าวว่า : ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า : ญิบรออีลให้ฉันอ่านด้วยอักษรเดียว ฉันกล่าวกับญิบรออีลว่า อักษรเดียวน้อยไป ญิบรออีลจึงเพิ่มอักษรขึ้นจนถึง 7 อักษร
- รายงานจากบุคคอรีย์ จากซะอีด บิน อุฟัยร์ จากอะกีล จากอิบนิ ชะฮาบ จากอุรวะฮ์ บิน ซุบัยร์ จาก มะซูร บิน มุคอรรอมะฮ์ ว่า อับดุลเราะฮ์มาน บิน อับดุลกอดิร กล่าวว่า : ท่านอุมัรเคยกล่าวว่า : วันหนึ่งฉันเห็น ฮิชาม บิน ฮะกีม กำลังอ่านกุรอานซูเราะฮ์ ฟุรกอนอยู่ ฉันนั่งฟังโดยฉันเห็นว่าเขาอ่านโดยใช้อักษรหลายอักษรด้วยกันซึ่งสำหรับฉันไม่เคยได้ยินท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อ่านแบบนี้มาก่อน ฉันนั่งฟังอยู่สักพักหนึ่งจนเขานมาซเสร็จ จึงเข้าไปดึงเสื้อของเขาและกล่าวถามว่า : ใครให้อนุญาติท่านให้อ่านกุรอานแบบนั้น เขากล่าวว่า : ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อนุญาติฉัน ฉันกล่าวกับเขาว่า : โกหก ท่านศาสดาไม่เคยอ่านแบบนี้ให้พวกเราฟัง จากนั้นเองฉันจึงพาเขาไปหาท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : เขาอ่านกุรอานแบบนี้ (พร้อมอ่านเป็นตัวอย่าง) ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า : จงปล่อยเขาเถิด และท่านศาสดายังกล่าวกับฮิชามว่า : เจ้าจงอ่านแบบที่เจ้าอ่านให้เขาฟังซิ ฮิชามจึงอ่านกุรอานตามแบบของเขาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ฟัง หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงกล่าวว่า : กุรอานถูกประทานลงมาในรูปแบบนี้ (ตามที่ฮิชามอ่าน) หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยังกล่าวอีกว่า - กุรอานถูกประทานลงมาด้วย 7 อักษรเจ้าจงอ่านตามอักษรใดก็ได้ตามความสามารถของเจ้า
- ท่านอัลลามะฮ์ มัจลิซีย์ รายงานว่า ฮุมาด บิน อุศมานกล่าวว่า : ฉันกล่าวถามท่านอิมามศอดิก (อ) ว่า มีรายงานฮะดิษจากท่านเอง (เกี่ยวกับเรื่อง การประทานกุรอาน 7 อักษร) มากมายและแตกต่างกันเหลือเกิน( มันเป็นอย่างไรหรือ) ท่านอิมามกล่าวว่า : “กุรอานถูกประทานมา 7 อักษร ... ทุก 7 อักษรสามารถอธิบายได้เป็น 7 แบบ......”
จากฮะดิษข้างต้นเราเห็นกันแล้วว่า กุรอานถูกประทานมา 7 อักษรจริง ๆ แต่หลังจากที่อ่านฮะดิษแล้วหลายคนคงตั้งคำถามว่า คำว่า 7 อักษรที่ถูกกล่าวในฮะดิษมีความหมายว่าอะไร ?
ความหมายของคำว่า 7 อักษร
หลังจากที่เราพิจารณาเนื้อหาฮะดิษแล้วประเด็นสำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และเป็นประเด็นที่มีนักวิชาการถกเถียงกันมากที่สุดคือ ความหมายของคำว่า 7 อักษร ว่าอันที่จริงแล้วมีความหมายว่าอย่างไร นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า : คำว่า 7 อักษร หมายถึง 7 คำ (ที่มีรูปคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน) ซึ่งแต่ละคำไม่ได้มีความหมายที่ทำให้บทบัญญัติดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงหรือสับสนได้ ซึ่งในช่วงแรกมุสลิมสามารถเลือกได้ว่าจะอ่านในรูปแบบคำใดก็ได้ แต่ภายหลังเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องอ่านให้เหมือนกันจึงมีรูปแบบการอ่านแบบเดียวในปัจจุบัน
นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า : ความหมายของ 7 อักษรเป็นการกล่าวถึงความแตกต่างทางภาษาของชาวอาหรับในสมัยของการประทานอัลกุรอาน ซึ่งดูในตำราประวัติศาสตร์จะเห็นว่าในแต่ชนเผ่าอาหรับเองมีภาษาที่แตกต่างกันดังนั้น 7 อักษร คือ 7 ภาษาของอาหรับที่มีความสวยงามที่สุด
นี่เป็นทัศนะบางส่วนของบรรดานักวิชาการอุลูมกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ อันที่จริงแล้วบางคนมองลึกว่าสาเหตุของการมีทัศนะที่แตกต่างกันของนักวิชาการมีต้นเหตุมาจากการอ่านที่แตกต่างกันบรรดาผู้รวบรวมกุรอานในยุคแรกโดยเฉพาะความแตกต่างในเรื่องการอ่านของอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด และ อุบัย บิน กะอ์ และบางคนก็มองว่าความแตกต่างของบุคคลเหล่านี้เป็นสาเหตุของการมีฮะดิษเหล่านี้เกิดขึ้นนั่นเอง
ผู้รวบรวมกุรอานเหล่านี้เองเชื่อว่าคำว่า 7 อักษรหมายถึง หมายถึง 7 คำ (ที่มีรูปคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน) ตามทัศนะแรกที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นในการอ่านพวกเขาจึงเปลี่ยนคำที่มีความหมายเหมือนกันมาใช้อ่านในอัลกุรอานด้วย
เช่นมีรายงานกล่าวว่า ในโองการ 20 ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ที่อ่านว่า
كُلَّمَا أَضَاء لَهُم مَّشَوْاْ فِيهِ
อุบัย บิน กะอ์ เปลี่ยนประโยค مَّشَوْاْ فِيه เป็น مَرّوا به ส่วนอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ในโองการที่ 13 ซูเราะฮ์ ฮะดีดที่ กล่าวว่า
يَوْمَ يَقُولُ الْمُنَافِقُونَ وَالْمُنَافِقَاتُ لِلَّذِينَ آمَنُوا انظُرُونَا
เปลี่ยนประโยค انظُرُونَا เป็น اَمهلونا หรือบางครั้งก็เปลี่ยนเป็น اخرونا (บันทึกในหนังสือ อัลอิตกอน เล่ม 1 หน้า 46 )
จากรายงานต่าง ๆ ข้างต้นทำให้เข้าใจได้ว่า อิบนิ มัสอูด และพวกพ้องเชื่อว่า คำว่า 7 อักษรหมายความว่า 7 คำ (คือสามารถนำคำอื่นที่มีความหมายเดียวกันมาอ่านแทนกันได้) และจากรายงานทางประวัติศาสตร์ทำให้เข้าใจได้อีกว่าการอ่านกุรอาน 7 แบบดังกล่าวนั้นเริ่มต้นตั้งแต่สมัยอุศมานและเลยจนมาถึงสมัยต่อ ๆ มา ทั้ง ๆ ที่ในหมู่นักวิชาการเป็นที่รู้กันว่าการอ่าน 7 แบบนั้นถูกสั่งห้ามแล้วในสมัยอุศมานโดยอุศมานสั่งให้มุสลิมทั้งหลายอ่านแบบเดียวเหมือนกันให้หมดโดยมีรายงานฮะดิษยืนยันดังนี้
รายงานจากท่านบุคคอรีย์ในหนังสือ เศาะฮีฮ์ บุคคอรีย์ เล่ม 6 หน้า 226 ว่า : ฮุซัยฟะฮ์ บิน ยะมานได้เข้าพบอุศมานในสงครามกับอาร์มาเนียและอาเซอร์ไบจาน ซึ่งในสงครามดังกล่าวมุสลิมชาวอิรักและชาม (ซีเรีย) เข้าร่วมสงครามด้วย มุสลิมทั้งสองกลุ่มต่างขัดแย้งกันในเรื่องการอ่านกุรอาน ฮุซัยฟะฮ์กลัวความขัดแย้งจะบานปลายจึงร้องเรียนกับอุศมานว่าให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย ก่อนที่มุสลิมจะกลายเป็นเหมือนชนชาติอื่นที่ขัดแย้งกันในเรื่องคัมภีร์ของตนเอง หลังจากนั้นเองอุศมานมีคำสั่งให้ส่งคนไปหาท่านหญิงฮัฟเศาะฮ์ โดยให้ไปนำกุรอานต้นฉบับที่เก็บรักษาไว้โดยให้ เซด บิน ซาบิต อับดุลลอฮ์ บิน ซุบัยร์ ซะอ์ บิน อาซ อับดุลเราะฮ์มาน บิน ฮาริษ บิน ฮิชามลอกจากต้นฉบับเดิมและเมื่อลอกเสร็จให้นำต้นฉบับไปคืนดังเดิม และหลังจากนั้นก็สั่งให้นำกุรอานฉบับอื่นไปเผาทิ้งเสีย
อิบนิ ฮะญัร อัซเกาะลานีย์ กล่าวอธิบายฮะดิษดังกล่าวนี้ไว้ในหนังสือ ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 9 หน้า 14 : 15 ว่า : มีรายงานจาก อัมมาเราะฮ์ บิน เคาะซียะฮ์ ว่า : เมื่อฮุซัยฟะฮ์ เดินทางกลับจากสงคราม ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านฮุซัยฟะฮ์ ได้ไปหาอุศมาน พร้อมกับกล่าวว่า : หลังจากที่ฉันมาจากสงครามฉันเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ฉันกลัวเป็นอย่างยิ่ง โอ้ท่านอุศมาน ท่านจงดูแลประชาชาติอิสลามด้วยพวกเขากำลังขัดแย้งกันแล้ว ชาวชาม (ซีเรีย) อ่านกุรอานตามการอ่านของ อุบัย บิน กะอ์ ซึ่งเป็นการอ่านที่ชาวอิรักไม่เคยได้ยินมาก่อนส่วนชาวอิรักเองก็อ่านตามแบบของ อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ซึ่งชาวชาวชามก็ไม่เคยได้ยินการอ่านแบบนี้มาก่อนจึงเป็นเหตุให้ต่างคนต่างใส่ร้ายกันว่าเป็นกาเฟร (ผู้ปฏิเสธ) (เนื่องจากอ่านกุรอานผิด)
จากทั้งสองรายงานข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีคำสั่งจากท่านอุสมานแล้วให้มุสลิมทั้งหลายอ่านกุรอานรูปแบบเดียวกันและทำให้เหมือนกันทั้งหมด การอ่านโดยใช้คำที่มีความหมายเหมือนกันมาแทนที่คำในกุรอานตามที่อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด และหรือคนอื่น ๆ กระทำนั้นต้องถูกห้ามไม่ให้ทำต่อไป
และนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าการกระทำของอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด และคนอื่น ๆ ถือเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อกุรอานและอิสลามเป็นอย่างยิ่ง เท่ากับว่าคำต่าง ๆ ของกุรอานมาอยู่ในการควบคุมของมนุษย์ มนุษย์สามารถที่จะตัดคำหรือเพิ่มคำที่มีความหมายเหมือนกันใส่ไปแทนที่ได้ ต่อไปกุรอานก็จะไม่เป็นที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้อัลลอฮ์ทรงตรัสห้ามไว้อย่างชัดเจนในซูเราะฮ์ยูนุสโองการที่ 15 ว่า -
“... จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ไม่สมควรแก่ฉันที่จะเปลี่ยนแปลง (กุรอาน) ด้วยตัวฉันเอง (โดยพละการ) .....”
มาถึงตรงนี้คงพอสรุปได้ว่าความหมายคำว่า 7 อักษรคงไม่ใช่ความหมายตามที่กล่าวมาข้างต้นอย่างแน่นอน แต่มันจะคืออะไรขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาประเด็นต่อไปนี้
อิมามมะอ์ซูมกับการอธิบายฮะดิษ 7 อักษร
บรรดาอิมามมะอ์ซูมมีทัศนะเกี่ยวกับความหมายของฮะดิษ 7 อักษรแตกต่างออกไปจากทัศนะที่นักวิชาการซุนนีย์ได้อธิบายไว้ โดยมีรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ) ว่า : มีสาวกคนหนึ่งกล่าวถามท่านอิมามว่า : ตามที่คนทั่วไปกล่าวว่ากุรอานสามารถอ่านได้ 7 อักษรถูกต้องหรือไม่ ท่านอิมามซอดิกกล่าวตอบว่า : ไม่ถูกต้อง สิ่งที่คนทั่วไปกล่าวเป็นเรื่องโกหก จากนั้นท่านอิมามซอดิกก็กล่าวว่า : กุรอานถูกประทานมาเพียงอักษรเดียวจากพระผู้ทรงเอกะ (อุซูลุลกาฟีย์ เล่ม 2 บท อัลนะวาดิร)
อีกรายงานจากท่านอิมาม บาเก็ร (อ) กล่าวว่า : กุรอานมีอักษรเดียว รูปแบบเดียว โดยถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ ส่วนความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากความขัดแย้งของนักรายงานฮะดิษเอง (อุซูลุลกาฟีย์ เล่ม 2 บท อัลนะวาดิร)
จากรายงานข้างต้นชัดเจนว่าท่านอิมามปฏิเสธทัศนะที่ว่า 7 อักษรหมายถึง 7 คำ (ที่มีรูปคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน) และที่ท่านอิมามกล่าวว่า ความแตกต่างเกิดจากความขัดแย้งของนักรายงานฮะดิษความหมายของอิมามก็คือ ความขัดแย้งระหว่าง อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด กับอุบัย บิน กะอ์นั่นเอง
แต่การปฏิเสธของอิมามไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบทหรือสายรายงานของฮะดิษ ตามคำกล่าวของ มัรฮูม ฟะกีฮ์ ฮะมะดานีย์ ในหนังสือ มิสบาฮุลฟะกีฮ์ หน้า 274 ในบทที่ว่าด้วยเรื่องของการนมาซ ว่า : ท่านอิมามไม่ได้ปฏิเสธสายรายงานฮะดิษ และยังเชื่อว่าฮะดิษดังกล่าวเป็นฮะดิษ มุตะวาติรด้วย แต่สิ่งที่อิมามปฏิเสธคือการให้ความหมายฮะดิษตามที่กล่าวข้างต้นต่างหาก
ทีนี้เรามาดูว่าเมื่อท่านอิมามมะอ์ซูมให้ความหมายคำว่า 7 อักษรว่าอย่างไร ในเรื่องนี้ผมขอยกตัวอย่างรายงานฮะดิษมากำกับดังนี้
ท่านอัลลามะฮ์ มัจลิซีย์ รายงานจาก ซุรอเราะฮ์ ว่า ท่านอิมามบาเก็ร กล่าวว่า - กุรอานสามารถอธิบายได้ 7 แบบด้วยกัน ซึ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแต่บางอย่างยังไม่เกิดขึ้น ..... (บิฮารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 83 )
จากฮะดิษข้างต้นบรรดานักวิชาการของชีอะฮ์เห็นพ้องต้องกันว่า คำว่า 7 อักษรหมายถึง 7 ความหมายหมายถึงคำหนึ่งคำของกุรอานสามารถอธิบายได้ 7 ความหมายซึ่งในที่นี้หากคำว่า 7 ในฮะดิษมีความหมายตามคำเดิมของมัน แต่หากคำว่า 7 ให้ความหมายในเชิงเปรียบเทียบ เช่นคำว่า 70 ในบางฮะดิษที่ให้ความหมายว่า มากมายจนนับไม่ถ้วน คำว่า 7 ก็สามารถมีความหมายว่า นับไม่ถ้วนได้เช่นเดียวกัน
จากตรงเองเราสามารถสรุปได้ดังนี้ว่า คำว่า 7 อักษรในฮะดิษหมายถึง 7 ความหมาย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความลึกซึ้งของอัลกุรอานที่ทุกคนสามารถทำความเข้าใจได้ขึ้นอยู่กับระดับความรู้ของผู้อ่านนั่นเอง

อิลมุล กิรออะฮ์ และนักอ่านทั้ง 7

อิลมุล กิรออะฮ์ เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่อง กฏเกณฑ์ในการอ่านออกเสียง การหยุด การเริ่มต้น การอ่านควบตัวอักษร รวมทั้งกล่าวถึงการอ่านคำในกุรอานในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ถือเป็นครูสอนกุรอานคนแรกของโลกอิสลามบรรดาซอฮาบะฮ์บางท่านเช่น ท่านอิมามอาลี (อ) ได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) บรรดาสาวกที่เรียนรู้กุรอานแล้วก็มีหน้าที่สอนกุรอานให้กับสาวกคนอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งบรรดาชนรุ่นหลังที่ไม่ได้อยู่ในช่วงสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็เรียนกุรอานกับบรรดาซอฮาบะฮ์
ในช่วงเวลาการถ่ายทอดวิชาความรู้จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งนี้เองได้กำเนิดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการอ่านกุรอานเกิดขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่บรรดามุสลิมมีจำนวนมากขึ้น ต่างคนต่างต้องการที่จะเรียนรู้กุรอาน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้หลงใหลในกุรอาน
ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานและได้รายงานการอ่านที่ถูกต้องจากบรรดาซอฮาบะฮ์ อีกทั้งแต่ละคนก็มีลูกศิษย์ที่แตกแขนงออกไปมากมาย จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าศาสตร์การอ่านกุรอานถูกถ่ายทอดมาจากแหล่งเดียวคือจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยผ่านบรรดาศอฮาบะฮ์ และตาบิอีน แต่เราจะเห็นการอ่านที่หลากหลายและแตกต่างกัน มีคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
มีคนตั้งสมมุติฐานว่าอาจเป็นเพราะว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เองอนุญาติให้สามารถอ่านคำบางคำในกุรอานได้หลากหลายรูปแบบ หรือจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าอัลลอฮ์ทรงประทานกุรอานโดยอนุญาติให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อ่านคำบางคำได้หลายรูปแบบตั้งแต่แรกแล้ว แต่บางคนก็เชื่อว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากการรายงานฮะดิษเกี่ยวกับการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ที่แตกต่างกันของนักรายงานฮะดิษ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือมุสลิมทุกคนพยายามอย่างที่สุดที่จะให้การอ่านของตนเองใกล้เคียงการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยเหตุนี้เองบางคนต้องเดินทางด้วยความลำบากเพื่อเสาะหาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาศาสตร์การอ่านจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยตรง
ในช่วงแรกนักอ่านและผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านจะถ่ายทอดวิธีการอ่านแบบตัวต่อตัวแต่ต่อมาภายหลังได้มีการเขียนกฏเกณฑ์ทั้งหมดเป็นรูปแบบของหนังสือโดยเชื่อกันว่าหนังสือเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับกฏเกณฑ์ต่าง ๆ นี้คือหนังสือของ ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกุรรอ ซับอะฮ์ ด้วย
ในหมู่ซอฮาบะฮ์และตาบิอีนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 และ 2 มีจำนวน 10 คนที่รับการยกย่องให้เป็นผุ้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านการอ่านกุรอาน ซึ่งในจำนวน 10 คนดังกล่าวนั้นมีอยู่ 7 ท่านด้วยกันที่มีชื่อเสียงมากทีสุดซึ่งต่อมาภายหลัง 7 ท่านนี้เองได้รับฉายานามว่า กุรรออ์ ซับอะฮ์ (นักอ่านทั้ง 7) ซึ่งก็มีรายนามพร้อมประวัติโดยสังเขปดังต่อไปนี้

อิบนิอามิร
ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ บิน อามิร บิน ยะซีด ยะฮ์ซุบีย์ มีฉายานามว่า อะบูอิมรอน เป็นชาวซีเรีย มีเชื้อสายตระกูลเป็นชาวเยเมน ท่านเรียนการอ่านมาจากท่าน มุฆีเราะฮ์ บิน อะบี ชะฮาบ มัคซูมีย์ ซึ่งท่านมุฆีเราะฮ์สืบทอดการอ่านมาจากท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน
ท่านอิบนิอามิรถือเป็นนักอ่านที่เคร่งครัดในการออกเสียงพยัญชนะให้ชัดเจนและเคร่งครัดในหลักตัจวีดเป็นอย่างมาก ซึ่งนักวิชาการด้านการอ่านถือเป็นจุดเด่นสำคัญของการอ่านของท่านอิบนิอามีร รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิอามิร มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างเพียงบางส่วนเช่น ในการอ่านคำว่า لکن จะมีการเพิ่มตัวพยัญชนะ ا (อะลิฟ) เมื่อต้องการอ่านเชื่อกับประโยคอื่น เช่นในโองการที่ 9 ซูเราะฮ์ โรมที่กล่าวว่า
فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنْ كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ จะอ่านเป็น فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنا كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าได้รับอิทธิพลมาจากการอ่านของชาวซีเรีย
ลูกศิษย์คนสำคัญของท่านอิบนิอามิรที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่การอ่านของท่านคือ ยะฮ์ยา บิน ฮาริซ ซะมารีย์ ท่านอิบนิอามิรมีนักรายงานการอ่าน 2 ท่านด้วยกันคือ ฮิชาม บิน อัมมาร และ อิบนิ ซิกวาน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน ฮาริซ การอ่านของท่าน อิบนิ อามิรแพร่หลายในประซีเรียและบางส่วนของประเทศอิยิปต์

อิบนิ กะซีร
ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ กะซีร ดารี มักกีย์ เป็นนักกอรีจากเมืองมักกะฮ์ คำว่าดารีเป็นฉายาของท่านหมายถึงพ่อค้าน้ำหอมซึ่งมาจากการที่ช่วงเวลาหนึ่งท่านมีอาชีพเป็นพ่อค้าน้ำหอมอยู่ในตลาดเมืองมักกะฮ์ ท่านเป็นชาวมักกะฮ์โดยกำเนิดและเสียชีวิตที่เมืองนี้ด้วย
ท่านอิบนิกะซีร เรียนกุรอานในรูปแบบ อัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) จากอับดุลลอฮ์ บิน ซาอิบ (เป็นซอฮาบะฮ์สมัยนบี) จากท่านมุญาฮิด และจากท่าน ดาร์บาส คนรับใช้ของท่านอิบนิอับบาส ในบางโองการในอัลกุรอานท่านอิบนิกะซีร จะอ่านตามรูปแบบกุรอานที่บันทึกโดยชาวมักกะฮ์ซึ่งจะมีข้อแตกต่างเล็กน้อยกับกุรอานฉบับอื่น ๆ
รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิกะซีรจะมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางตอนดังต่อไปนี้
- ในกรณีที่เป็นกฏ อิดฆอม มุตะกอริบัยน์ ในตัวอักษร د (ดาล) หรือตัวอักษร ذ (ซาล) ท่านอิบนิกะซีรจะอ่านออกเสียง ตัว د (ดาล) ในประโยคเช่น ما عبدتم แทนการออกเสียงตัว ت (ตาอ์) หรือในประโยคเช่น اذ ظلموا จะออกเสียงตัว ذ (ซาล) แทนตัว ظ (ซอ)
- ในกรณีอ่าน คำสรรพนาม هم ที่มีตัวอักษร ญัร นำหน้า เช่น بهم หรือ اليهم โดยใส่สระ ฎอมมะฮ์ ที่ตัว م (มีม) ในกรณีที่มีประโยคอื่นตามหลังเช่นประโยคที่ว่า إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمْ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا จะอ่านเป็น
إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمُ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا หรือประโยคที่ว่า وَإِذَا مَرُّوا بِهِمْ يَتَغَامَزُونَ จะอ่านเป็น وَإِذَا مَرُّوا بِهِمُ يَتَغَامَزُونَ
มีนักรายงานฮะดิษรายงานการอ่านของท่านอิบนิกะซีร 2 ท่านด้วยกันคือ มุฮัมมัด บิน ท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน หรือที่รู้จักกันในนาม กอมบัล และ อะฮ์มัด บิน มุฮัมมัด บัซซีย์

อาซิม
ท่านชื่อ อบูบักร อาซิม บิน อะบิลนุญูด อัล อะซะดีย์ ท่านเป็นนักอ่านที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่นักอ่านทั้ง 7 ท่านเป็นชาวกูฟะฮ์ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอาหรับด้วย ท่านอาซิมเรียนกุรอานในรูปแบบอัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) กับ ท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์
ท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานให้กับนักอ่านชาวกูฟะฮ์เป็นอย่างมากซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์โดยตรงของท่านอิมาม อะลี บิน อะบีฏอลิบ ซึ่งลูกศิษย์คนสำคัญของท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มานซุลละมีย์ก็คือท่านอาซิมนั่นเอง
ท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ ได้รับความไว้วางใจจากท่านอิมามอาลี บิน อะบีฏอลิบในเรื่องการอ่านจนถึงขั้นที่ว่าท่านอิมามอาลีตั้งให้เป็นครูสอนกุรอานให้กับบุตรชายของท่านทั้งสองคืออิมามฮาซัน และ อิมามฮุเซนอีกด้วย
จากตรงนี้เส้นทางการสืบทอดศาสตร์แห่งการอ่านของท่านอาซิมสามารถกล่าวได้ดังนี้
ท่านอาซิม --- ท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ --- ท่านอิมามอาลี บิน อะบีฏอลิบ --- ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ)
จะเห็นว่าท่านอาซิมเรียนการอ่านกุรอานโดยผ่านสื่อกลางเพียงสองท่านเท่านั้นจนถึงท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งเรื่องดังกล่าวในหมู่นักวิชาการถือว่าเป็นการสืบทอดที่เรียกกันว่า “ซิลซิละตุซซะฮับ” เป็นสายที่ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของท่านอาซิมด้วย
ท่านอาซิม มีนักรายงานการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันคือ ซุอ์บะฮ์ หรือ อะบูบักร์ บิน อัยยาช และ ฮัฟซ์ บิน สุไลมาน ท่านอะบูบักร์ บิน อัยยาช กล่าวเกี่ยวกับท่านอาซิมว่า – ท่านอาซิมกล่าวกับฉันว่า – ฉันไม่เคยเรียนกุรอานกับใครเลยนอกจากท่านอะบูท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มาน
ในหมู่นักวิชาการด้านการอ่านเชื่อว่า รายงานของท่านฮัฟซ์ บิน สุไลมาน จะมีความน่าเชื่อถือกว่ารายงานของท่าน อะบูบักร์ บิน อัยยาช โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากท่านฮัฟซ์ เป็นลูกของนางรอบีบ ซึ่งเป็นลูกติดแม่ ของท่านอาซิม โดยได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านอาซิม ด้วยเหตุนี้เองรายงานของท่านจึงน่าเชื่อถือกว่า การอ่านของท่านอาซิมเป็นรูปแบบการอ่านที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

อะบูอัมร์
ท่านชื่อ ซับบาน บิน อะลา บิน อามิร บินอุรยาน ท่านเป็นคนเดียวใน 7 ท่านที่เป็นชาวอาหรับดั้งเดิม ท่านอบูอัมร์เรียนกุรอานกับอาจารย์หลายท่านด้วยกันซึ่งอาจารย์ของท่านมีทั้งใน บัศเราะฮ์ กูฟะฮ์ มักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าการมีอาจารย์มากนี้เองถือเป็นจุดเด่นของท่านอะบูอัมร์ โดยอิบนิเญาซีย์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ไม่มีนักกอรีคนใดใน 7 ท่านที่มีอาจารย์มากมายขนาดนี้
อาจารย์ของท่านอะบูอัมร์ มีหลายต่อหลายท่านด้วนซึ่งคงไม่สามารถกล่าวรายนามของท่านได้ทั้งหมดจึงจะขอกล่าวรายชื่อเพียงบางท่านเท่านั้นเช่น มุญาฮิด บิน ญับร์ ซะอด์ บิน ญุบัยร์ อักรอมะฮ์ บิน คอลิด อะฏอ อิบนิ อะบีรอยยาฮ์ อิบนิ กะซีร อิบนิ มะฮีซีน
ท่านอะบูอัมร์ มีรูปแบบการอ่านที่เอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากนักอ่านท่านอื่น ๆ เช่นในกฏของอิดฆอม มุตะกอริบันย์ ในคำว่า مَقعَد صِّدقٍ อ่านควบตัว د (ดาล) ไปในตัว ص (ซ็อด) หรือ ในคำว่า رَبَّک قَّدِيرًا จะอ่านควบตัว ک (กาฟ) ไปในตัว ق (กอฟ) จากตรงนี้ถ้าเราเปรียบเทียบรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์กับท่านอิบนิกะซีรจะเห็นว่าค่อนข้างจะใกล้เคียงกันก็เนื่องจากว่าท่านอิบนิกะซีรเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของท่านอะบูอัมร์นั่นเอง
ท่านอะบูอัมร์มีลูกศิษย์คนสำคัญซึ่งเป็นผู้สืบทอดรูปแบบการอ่านของท่านคือ ท่านอะบูมุฮัมมัด หรือยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก ยะซีดีย์ และมีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์ 2 ท่านคือ ท่านฮัฟซ์ บิน อุมัรและอะบูชุอัยบ์ หรือซอลิฮ์ บิน ซิยาด ซูซีย์ ซึ่งทั้งสองท่านนี้เป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก

ฮัมซะฮ์
ท่านมีชื่อว่า ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ท่านมีฉายาว่าซิยาต เป็นชาวกูฟะฮ์ แต่ถือกำเนิดในอิหร่าน ท่านใช้ชีวิตอยู่ในสมัยเดียวกับซอฮาบะฮ์และเคยได้พบกับซอฮาบะฮ์บางท่านด้วย ท่านเคยได้เข้าพบท่านอิมามซอดิก (อ) ได้อ่านกุรอานให้ท่านอิมามซอดิก (อ) ฟังด้วย ท่านเชคฏูซีย์ นักวิชาการชื่อดังของชีอะฮ์กล่าวว่า ท่านฮัมซะฮ์ เป็นสาวกคนหนึ่งของท่าน อิมามซอดิก (อ)
ในหนังสือประวัติศาสตร์บันทึกว่า เหตุที่ท่านได้รับฉายานามว่า ซิยาต (คนขายน้ำมัน) ก็เพราะว่า ท่านมีอาชิพนำน้ำมันจากกูฟะฮ์ ไปขายในเมือง ฮัลวาน ท่านฮัมซะฮ์นอกจากจะเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการอ่านแล้วท่านยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลามด้วย ซึ่งมีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า ท่านอบูฮะนีฟะฮ์เคยกล่าวกับท่านฮัมซะฮ์ว่า มีอยู่สองเรื่องที่ฉันไม่กล้าที่จะถกเถียงกับท่านอย่างแรกคือเรื่องกุรอานเรื่องที่สองคือหลักนิติศาสตร์อิสลาม
เส้นทางการสืบทอดศาสตร์แห่งการอ่านกุรอานของท่านฮัมซะฮ์สามารถกล่าวได้ดังนี้
ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ – อะบูมุฮัมมัด สุไลมาน บิน มะฮ์รอน อะอ์มัช – ยะฮ์ยา บิน วะซาบ – ซัร บิน ฮะบีช – อะลี บิน อะบีฏอลิบ – ท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ็อล ฯ)
นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า หลังจาก ซัร บิน ฮะบีช ท่านฮัมซะฮ์ เรียนกุรอานจากท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน แต่บางคนก็เชื่อว่าท่านฮัมซะฮ์เรียนจากท่าน อิบนิ มัสอูด
มีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันคือ เคาะลัฟ บิน ฮิชาม และ ค็อลลาด บิน คอลิด ซึ่งทั้งสองได้เรียนการอ่านจากท่านฮัมซะฮ์โดยตรงด้วย

นาฟิอ์
ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ นาฟิอ์ บิน อับดุรเราะฮ์มาน บิน อาบี นาอีม มะดะนีย์ ท่านเป็นคนอิสฟาฮานโดยกำเนิด มาอาศัยในมะดีนะฮ์ และเสียชีวิตในมะดีนะฮ์ ท่านมีฉายานามว่า อะบี รอวีม ท่านเรียนกุรอานจาก อะบูมัยมูนะฮ์ ซึ่งเป็นคนรับใช้ของ อุมมุซะละมะฮ์ ภรรยาของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีนักรายงานที่รายงานรูปแบบการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันได้แก่ อีซา บิน มีนา หรือที่รู้จักกันในนาม กอลูน ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของท่านนาฟิอ์เอง และอีกคนคือ อุศมาน บิน ซะอีด หรือที่รู้จักกันในนาม วัรช์ การอ่านของท่านแพร่หลายในประเทศโมร็อคโค และอาหรับบางประเทศ

กะซาอีย์
ท่านมีชื่อว่า อะลี บิน ฮัมซะฮ์ กะซาอีย์ เป็นชาวเปอร์เซียโดยกำเนิดมีรายงานกล่าวว่า ท่านเสียชีวิตในเมืองเรย์ทางเหนือของอิหร่าน ท่านกะซาอีย์เป็นผู้มีชื่อเสียงด้านไวยากรณ์อาหรับโดยได้รับการแต่งตั้งให้เเป็นอาจารย์สอนไวยากรณ์อาหรับให้กับลูก ๆ ของฮารูณ รอชีด คอลีฟะฮ์ราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ด้วย ท่านอิมามชาฟิอีย์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า – ในเรื่องความรู้ด้านไวยกรณ์อาหรับไม่มีใครเทียบกะซาอีย์ได้อีกแล้ว
ท่านยังมีชื่อเสียงด้านจริยธรรมและกริยามารยาทที่งดงาม ท่านอิมามอะฮ์มัด บิน ฮัมบัลเคยกล่าวไว้เมื่อได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับท่านกะซาอีย์ว่า – ฉันไม่เคยเห็นใครเป็นคนซื่อสัตย์และมีมารยาทงดงามเท่ากับท่านฮัมซะฮ์กะซาอีย์อีกแล้ว
ในหนังสือฟิฮ์ริซ ของท่านอิบนินะดีม รายงานว่า ท่านกะซาอีย์เรียนการอ่านมาจากท่านฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ด้วยเหตุนี้การอ่านของท่านจึงคล้ายคลึงกับการอ่านของท่านฮัมซะฮ์แต่ก็มีบางกฏเกณฑ์ที่ท่านอ่านตามรูปแบบการอ่านของอาจารย์อีกท่านหนึ่งนั่นก็คือท่านอิบนิ อะบี ลัยลา ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านอิมามอาลี
มีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่าน 2 คนคือ ลัยซ์ บิน คอลิด และ ฮัฟซ์ บิน อุมัร ซึ่งท่านฮัฟซ์ เป็นนักรายงานของ อะบูอัมร์ด้วยเช่นกัน

ผู้จดบันทึกกุรอาน

ตามที่บรรดามุสลิมเราทราบกันดีอยู่แล้วก็คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เลยว่าท่านเขียนหรือท่านอ่านสิ่งใด ด้วยเหตุนี้เองในหมู่ชาวอาหรับ ท่านจึงได้รับฉายาว่า อุมมี (ผู้ไม่รู้หนังสือ) กุรอานเองก็กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ในลักษณะนี้เช่นเดียวกันโดยกล่าวไว้ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟในโองการที่ 157 – 158 ว่า :

“พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสทูตผู้ไม่รู้หนังสือของพระองค์”

คำว่า อุม ในทางภาษามีความหมายว่า “แม่” แต่ในทางวิชาการให้ความหมายว่า คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียนตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดานั่นเอง และความไม่รู้หนังสือของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นี่เองคือมิติหนึ่งของความมหัศจรรย์ของกุรอาน แต่สิ่งที่เป็นการแสดงถึงความมหัศจรรย์ของกุรอานคือการไม่เขียนและการไม่อ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่การที่ท่านศาสดาไม่สามารถอ่านได้หรือไม่สามารถเขียนได้ อัลกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :

“เจ้าไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อนหน้านี้เลยเพราะไม่เช่นนั้นแล้วพวกที่คิดร้ายจะต้องสงสัย(ในสิ่งที่เจ้านำมาแน่)....”

ในโองการนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาไม่เคยอ่านและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความสามารถในการเขียนหรืออ่าน เพราะเพียงแค่การพิสูจน์ว่าท่านไม่อ่านไม่เขียนก็สามารถที่จะตอบข้อสงสัยของพวกที่คิดร้ายได้แล้ว เพราะบุคคลเหล่านั้นก็ไม่เคยคิดว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นคนมีความรู้อยู่แล้ว

ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : อายะฮ์ข้างต้นนี้แสดงถึงการปฏิเสธการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ได้อ่านและเขียน ไม่ได้หมายถึงท่านไม่มีความสามารถอ่านและเขียนได้

นอกเหนือไปจากนั้นการมีความสามารถในการอ่านและเขียนถือเป็นความโดดเด่นและเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่ง และการไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นความบกพร่องและแน่นอนอัลลอฮ์ทรงมีความประสงค์ให้ศาสนทูตของพระองค์มีความสมบูรณ์และมีความโดดเด่นในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วยว่าการอ่านออกเขียนได้ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่ได้มาจากการที่ท่านไปเรียนหรือไปศึกษากับอาจารย์คนใดคนหนึ่งแต่เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้มาพร้อมตำแหน่งศาสนทูตต่างหาก ดังนั้นการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนไม่มีความสามารถที่จะอ่านออกหรือเขียนได้ก็เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองในประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกบันทึกไว้สักครั้งเดียวว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้เขียนหรือจดบันทึกสิ่งใด รวมทั้งการจดบันทึกวะฮ์ยูที่ถูกประทานลงมาด้วย

ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการอ่านและการเขียนมาเป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ที่ถูกประทานจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางศาสนทูตของพระองค์ และบุคคลแรกในเมืองมักกะฮ์ที่ถูกเลือกสรรให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอานก็คือ ท่าน อาลี บิน อะบีฏอลิบ และท่านอาลีเองก็รับหน้าที่ดังกล่าวนี้จนกระทั่งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) สิ้นชีวิตไป

ซะลีม บิน เกซ ฮิลาลีย์ ได้รายงานว่า : ครั้งหนึ่งฉันนั่งอยู่กับอาลีในมัสยิดกูฟะฮ์ มีคนเข้ามาห้อมล้อมอาลีเป็นจำนวนมาก อาลีกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่พวกท่านก็จงถามฉันเถิดเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าไม่มีโองการใดที่ถูกประทานลงมาเลยนอกเสียจากว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะอ่านโองการนั้นให้ฉันฟังพร้อมทั้งอรรถาธิบายความหมายของโองการนั้นให้ฉันฟังด้วย อับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ ยัชการีย์ กล่าวถามกับท่านอาลีว่า แล้วโองการที่ถูกประทานลงมาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในขณะที่ท่านไม่ได้อยู่ด้วยละโองการเหล่านี้เป็นอย่างไร ? ท่านอาลีกล่าวตอบว่า ทุกครั้งที่ฉันได้เข้าพบท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็จะกล่าวกับฉันว่ามีโองการถูกประทานลงมาให้ฉันในขณะที่เจ้าไม่อยู่ด้วย แล้วท่านก็จะอ่านโองการพร้อมทั้งอธิบายความหมายให้ฉันฟังด้วย”

ส่วนชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอาน คือ อุบัย บิน กะอบ์ อันศอรีย์ เนื่องจากในสมัยญาฮิลียะฮ์ ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียน มุฮัมมัด บิน ซะอด์ กล่าวว่า : ในหมู่ชาวอาหรับสมัยญาฮิลียะฮ์ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา มีน้อยคนนักที่จะรู้หนังสือซึ่งอุบัย บิน กะอบ์ เป็นคนหนึ่งที่มีความรู้

อิบนุ อับดุล บิร กล่าวว่า : อุบัย บิน กะอบ์ เป็นชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน อีกทั้งเป็นคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์คอยเขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอุบัย บิน กะอบ์ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ฟังอัลกุรอานจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในสมัยของท่านอุศมานที่ต้องการให้มีการรวบรวมกุรอานขึ้นใหม่ ท่านอุบัยจึงได้รับหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ โดยที่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ท่านอุบัยสามารถไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกุรอานได้ทั้งหมด

ท่าน เซด บิน ซาบิต เป็นชาวมะดีนะฮ์อีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ท่านเชด มีบ้านอยู่ข้างบ้านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการเขียน ในช่วงแรก ๆ ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนบางสิ่งบางอย่างและท่านอุบัย บิน กะอบ์ก็ไม่ได้อยู่ด้วย ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะก็เรียกใช้ท่านเชด ซึ่งเวลาต่อมาได้รับเลือกให้เป็นอาลักษณ์ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างเป็นทางการจนกระทั่งว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีคำสั่งให้ท่านเชดไปเรียนภาษาฮิบรูเพื่อที่จะได้เขียนและแปลจดหมายเป็นภาษาฮิบรูให้แก่ท่าน ท่านเซดเป็นสาวกอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาอยู่กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดอีกทั้งยังถือว่าท่านเซดเป็นผู้ที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยคนหนึ่งด้วย

บุคคลทั้งสามท่านที่ถูกกล่าวถึงข้างต้นนี้คือผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจดบันทึกอัลกุรอาน และเป็นอาลักษณ์ระดับต้น ๆ ของอิสลาม แต่นอกจากสามท่านที่กล่าวมีแล้วยังมีผู้ที่รับหน้าที่ดังกล่าวนี้อีกจำนวนหนึ่ง

อิบนิอะซีร กล่าวว่า : หนึ่งในบุคคลที่ได้รับหน้าที่จดบันทึกกุรอานคือ อับดุลลอฮ์ บิน อัรกอม ซะฮ์รี เขาได้รับหน้าที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ส่วนหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอาลีจะรับหน้าที่เขียนให้มีสาวกอีกจำนวนหนึ่งที่บางครั้งได้รับคำสั่งให้ทำการจดบันทึกกุรอาน เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุศมาน ท่านเซด บิน อะวาม ท่านคอลิดและอะบาน บิน ซะอีด บิน อาซ ฮันซอละฮ์ อะลาอ์ บิน ฮัฎรอมี คอลิด บิน วะลีด อับดุลลอฮ์ บิน รอวาฮะฮ์ มุอาวียะฮ์ บิน อบูซุฟยาน และ ฯลฯ

อิบนิอะซีรยังกล่าวอีกว่า – ชาวกุเรชคนแรกที่ได้รับหน้าที่อาลักษณ์ให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ แต่หลังจากนั้นต่อมาได้ออกจากอิสลามและกลับไปอยู่ที่มักกะฮ์ โดยที่โองการที่ 93 ซูเราะฮ์อันอามที่กล่าวว่า :

ถูกประทานลงมาให้อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ นั่นเอง

บุคคลที่กล่าวชื่อมาข้างต้นเป็นบุคคลที่ในสมัยนั้นมีความรู้ด้านการอ่านเขียนซึ่งบางครั้งก็ได้รับคำสั่งจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ให้ทำการจดบันทึกกุรอานแต่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งอาลักษณ์อย่างเป็นทางการคือ ท่านอาลี บิน อะบีฏอลิบ ท่านอุบัย บิน กะอบ์ ท่านเซด บิน ซาบิต และท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัรกอมเท่านั้น

ส่วนรูปแบบการเขียนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะเขียนกุรอานลงบนวัสดุที่สามารถบันทึกตัวหนังสือลงบนนั้นได้ เช่นก้านอินทผาลัม หินชนวน หนังสัตว์ กระดาษ โดยหลังจากนั้นวัสดุที่ถูกบันทึกกุรอานแล้วจะถูกเก็บรวมรวมที่บ้านท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)

บาปใหญ่

บาปใหญ่หมายถึงความผิดที่กระทำแล้วมีบทลงโทษที่แน่นอนและถูกกำหนดไว้แล้วจากอัลลอฮ์ ผมเลยขอเรีย้บเรียงมาให้ท่านพี่น้องได้อ่านกันโดยตามที่ผมค้นมามี 61 ประเภทด้วยกันนั่นก็คือ
1.การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์
2. การแหนงหน่ายต่อความเมตตาของอัลลอฮ์
3. การหมดหวังในความเมตตาต่ออัลลอฮ์
4. การเชื่อว่าสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์
5. การสังหารชีวิตผู้ไม่มีความผิด
6. การเนรคุณต่อมารดาและบิดา
7. การตัดขาดจากญาติพี่น้อง
8. การกินทรัพย์สินของลูกกำพร้าโดยอธรรม
9. การกินดอกเบี้ย
10. การผิดประเวณี
11. การรักร่วมเพศระหว่างชาย
12. การใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ว่าทำผิดประเวณีหรือรักร่วมเพศ
13. การดื่มสุราเมรัยหรือทำการใดที่เกี่ยวข้องกับสุราเมรัย
14. เล่นการพนัน
15. การอยู่กับการละเล่นบันเทิง
16. การฟังหรือขับร้องเพลงและเล่นดนตรี
17. การพูดเท็จ
18. การสาบานเท็จ
19. การเป็นพยานเท็จ
20. การไม่ยอมให้การหรือเป็นพยาน
21. การผิดสัญญา
22. การทำลายไม่รับผิดชอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย
23. การโขมยลักทรัพย์
24. การหลอกลวง
25. การกินของฮะรอม
26. การไม่ยอมจ่ายหนี้หรือเหนี่ยวรั้งทรัพย์สินของผู้อื่น
27. การการหนีจากสงครามศาสนา
28. การกลับคืนสู่อวิชชาหลังจากได้เรียนรู้สัจธรรมอิสลามแล้ว
29. การฝักใฝ่กับผู้อธรรม
30. การไม่ช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม
31. การเรียนและทำคุณไสย
32. ความฟุ่มเฟือย
33. ความเย่อหยิ่งทรนง
34. การต่อสู้กับศรัทธาชน
35. รับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่ไม่ได้ถูกเชือดตามหลักศาสนา
36. การละทิ้งการนมาซ
37. การไม่จ่ายศะกาต
38. การไม่ใยดีต่อการทำหัจญ์
39. การละทิ้งกฏบัญญัติศาสนา เช่น การถือศีลอด ญิฮาด การสั่งทำความดี การห้ามทำความชั่ว การภักดีต่อบรรดาอิมาม การผละตนออกจากศัตรูบรรดาอิมาม
40. การทำบาปเล็กบาปน้อยจนเป็นกิจวัตร
41. การนินทา
42. การยุยงให้ผู้คนแตกแยกกัน
43. การวางแผนหลอกลวงผู้อื่น
44. อิจฉาริษยา
45. การกักตุนสินค้าจนทำให้ข้าวยากหมากแพง
46. การตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศรัทธาชน
47. การรักร่วมเพศระหว่างหญิง
48. การเป็นแมงดาหรือแม่เล้าติดต่อให้แก่โสเภณี การยินยอมให้ภารยาและบุตรีผิดประเวณี
49. การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง
50. การทำการอุตริในศาสนา
51. การพิพากษาคดีด้วยความฉ้อฉล
52. การทำสงครามในเดือนต้องห้ามทั้งสี่ คือ ซุลกออิดะห์ ซุลฮิจญะห์ มุฮัรรอม รอญับ นอกจากจะเป็นฝ่ายถูกรุกราน
53. การล่วงละเมิดสิทธิของศรัทธาชนด้วยการล้อเล่น เหยียดหยาม ด่าทอ
54. การหักห้ามกีดกันผู้อื่นเข้าสู่สัจธรรม
55. การเนรคุณต่อคุณงามความดีของอัลลอฮ์
56. การก่อเหตุวุ่นวายในสังคม
57. การขายอาวุธแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธา
58. การใส่ร้ายผู้อื่น
59. การไม่ให้ความเคารพต่ออัลลอฮ์
60. การไม่ให้เกียรติต่อกะอฺบะฮ์
61. การไม่ให้้เกียรติต่อมัสยิด
ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อให้พ้นจากความผิดบาปเหล่านี้

ผู้จดบันทึกกุรอาน

บทความของท่านชะฮีดมุเฏาะฮ์ฮารีย์ที่น่าสนใจอีกบทความหนึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาฝากท่านพี่น้อง
ตามที่บรรดามุสลิมเราทราบกันดีอยู่แล้วก็คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เลยว่าท่านเขียนหรือท่านอ่านสิ่งใด ด้วยเหตุนี้เองหมู่ชาวอาหรับ ท่านจึงได้รับฉายาว่า อุมมี (ผู้ไม่รู้หนังสือ) กุรอานเองก็กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ในลักษณะนี้เช่นเดียวกันโดยกล่าวไว้ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟในโองการที่ 157 – 158 ว่า :

“พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสทูตผู้ไม่รู้หนังสือของพระองค์”

คำว่า อุม ในทางภาษามีความหมายว่า “แม่” แต่ในทางวิชาการให้ความหมายว่า คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียนตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดานั่นเอง และความไม่รู้หนังสือของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นี่เองคือมิติหนึ่งของความมหัศจรรย์ของกุรอาน แต่สิ่งที่เป็นการแสดงถึงความมหัศจรรย์ของกุรอานคือการไม่เขียนและการไม่อ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่การที่ท่านศาสดาไม่สามารถอ่านได้หรือไม่สามารถเขียนได้ อัลกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :

“เจ้าไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อนหน้านี้เลยเพราะไม่เช่นนั้นแล้วพวกที่คิดร้ายจะต้องสงสัย(ในสิ่งที่เจ้านำมาแน่)....”

ในโองการนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาไม่เคยอ่านและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความสามารถในการเขียนหรืออ่าน เพราะเพียงแค่การพิสูจน์ว่าท่านไม่อ่านไม่เขียนก็สามารถที่จะตอบข้อสงสัยของพวกที่คิดร้ายได้แล้ว เพราะบุคคลเหล่านั้นก็ไม่เคยคิดว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นคนมีความรู้อยู่แล้ว

ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : อายะฮ์ข้างต้นนี้แสดงถึงการปฏิเสธการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ได้อ่านและเขียน ไม่ได้หมายถึงท่านไม่มีความสามารถอ่านและเขียนได้

นอกเหนือไปจากนั้นการมีความสามารถในการอ่านและเขียนถือเป็นความโดดเด่นและเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่ง และการไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นความบกพร่องและแน่นอนอัลลอฮ์ทรงมีความประสงค์ให้ศาสนทูตของพระองค์มีความสมบูรณ์และมีความโดดเด่นในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วยว่าการอ่านออกเขียนได้ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่ได้มาจากการที่ท่านไปเรียนหรือไปศึกษากับอาจารย์คนใดคนหนึ่งแต่เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้มาพร้อมตำแหน่งศาสนทูตต่างหาก ดังนั้นการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนไม่มีความสามารถที่จะอ่านออกหรือเขียนได้ก็เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองในประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกบันทึกไว้สักครั้งเดียวว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้เขียนหรือจดบันทึกสิ่งใด รวมทั้งการจดบันทึกวะฮ์ยูที่ถูกประทานลงมาด้วย

ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการอ่านและการเขียนมาเป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ที่ถูกประทานจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางศาสนทูตของพระองค์ และบุคคลแรกในเมืองมักกะฮ์ที่ถูกเลือกสรรให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอานก็คือ ท่าน อาลี บิน อะบีฏอลิบ และท่านอาลีเองก็รับหน้าที่ดังกล่าวนี้จนกระทั่งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) สิ้นชีวิตไป

ซะลีม บิน เกซ ฮิลาลีย์ ได้รายงานว่า : ครั้งหนึ่งฉันนั่งอยู่กับอาลีในมัสยิดกูฟะฮ์ มีคนเข้ามาห้อมล้อมอาลีเป็นจำนวนมาก อาลีกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่พวกท่านก็จงถามฉันเถิดเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าไม่มีโองการใดที่ถูกประทานลงมาเลยนอกเสียจากว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะอ่านโองการนั้นให้ฉันฟังพร้อมทั้งอรรถาธิบายความหมายของโองการนั้นให้ฉันฟังด้วย อับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ ยัชการีย์ กล่าวถามกับท่านอาลีว่า แล้วโองการที่ถูกประทานลงมาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในขณะที่ท่านไม่ได้อยู่ด้วยละโองการเหล่านี้เป็นอย่างไร ? ท่านอาลีกล่าวตอบว่า ทุกครั้งที่ฉันได้เข้าพบท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็จะกล่าวกับฉันว่ามีโองการถูกประทานลงมาให้ฉันในขณะที่เจ้าไม่อยู่ด้วย แล้วท่านก็จะอ่านโองการพร้อมทั้งอธิบายความหมายให้ฉันฟังด้วย”

ส่วนชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอาน คือ อุบัย บิน กะอบ์ อันศอรีย์ เนื่องจากในสมัยญาฮิลียะฮ์ ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียน มุฮัมมัด บิน ซะอด์ กล่าวว่า : ในหมู่ชาวอาหรับสมัยญาฮิลียะฮ์ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา มีน้อยคนนักที่จะรู้หนังสือซึ่งอุบัย บิน กะอบ์ เป็นคนหนึ่งที่มีความรู้

อิบนุ อับดุล บิร กล่าวว่า : อุบัย บิน กะอบ์ เป็นชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน อีกทั้งเป็นคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์คอยเขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอุบัย บิน กะอบ์ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ฟังอัลกุรอานจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในสมัยของท่านอุศมานที่ต้องการให้มีการรวบรวมกุรอานขึ้นใหม่ ท่านอุบัยจึงได้รับหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ โดยที่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ท่านอุบัยสามารถไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกุรอานได้ทั้งหมด

ท่าน เซด บิน ซาบิต เป็นชาวมะดีนะฮ์อีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ท่านเชด มีบ้านอยู่ข้างบ้านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการเขียน ในช่วงแรก ๆ ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนบางสิ่งบางอย่างและท่านอุบัย บิน กะอบ์ก็ไม่ได้อยู่ด้วย ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะก็เรียกใช้ท่านเชด ซึ่งเวลาต่อมาได้รับเลือกให้เป็นอาลักษณ์ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างเป็นทางการจนกระทั่งว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีคำสั่งให้ท่านเชดไปเรียนภาษาฮิบรูเพื่อที่จะได้เขียนและแปลจดหมายเป็นภาษาฮิบรูให้แก่ท่าน ท่านเซดเป็นสาวกอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาอยู่กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดอีกทั้งยังถือว่าท่านเซดเป็นผู้ที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยคนหนึ่งด้วย

บุคคลทั้งสามท่านที่ถูกกล่าวถึงข้างต้นนี้คือผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจดบันทึกอัลกุรอาน และเป็นอาลักษณ์ระดับต้น ๆ ของอิสลาม แต่นอกจากสามท่านที่กล่าวมีแล้วยังมีผู้ที่รับหน้าที่ดังกล่าวนี้อีกจำนวนหนึ่ง

อิบนิอะซีร กล่าวว่า : หนึ่งในบุคคลที่ได้รับหน้าที่จดบันทึกกุรอานคือ อับดุลลอฮ์ บิน อัรกอม ซะฮ์รี เขาได้รับหน้าที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ส่วนหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอาลีจะรับหน้าที่เขียนให้มีสาวกอีกจำนวนหนึ่งที่บางครั้งได้รับคำสั่งให้ทำการจดบันทึกกุรอาน เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุศมาน ท่านเซด บิน อะวาม ท่านคอลิดและอะบาน บิน ซะอีด บิน อาซ ฮันซอละฮ์ อะลาอ์ บิน ฮัฎรอมี คอลิด บิน วะลีด อับดุลลอฮ์ บิน รอวาฮะฮ์ มุอาวียะฮ์ บิน อบูซุฟยาน และ ฯลฯ

อิบนิอะซีรยังกล่าวอีกว่า – ชาวกุเรชคนแรกที่ได้รับหน้าที่อาลักษณ์ให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ แต่หลังจากนั้นต่อมาได้ออกจากอิสลามและกลับไปอยู่ที่มักกะฮ์ โดยที่โองการที่ 93 ซูเราะฮ์อันอามที่กล่าวว่า :

ถูกประทานลงมาให้อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ นั่นเอง

บุคคลที่กล่าวชื่อมาข้างต้นเป็นบุคคลที่ในสมัยนั้นมีความรู้ด้านการอ่านเขียนซึ่งบางครั้งก็ได้รับคำสั่งจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ให้ทำการจดบันทึกกุรอานแต่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งอาลักษณ์อย่างเป็นทางการคือ ท่านอาลี บิน อะบีฏอลิบ ท่านอุบัย บิน กะอบ์ ท่านเซด บิน ซาบิต และท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัรกอมเท่านั้น

ส่วนรูปแบบการเขียนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะเขียนกุรอานลงบนวัสดุที่สามารถบันทึกตัวหนังสือลงบนนั้นได้ เช่นก้านอินทผาลัม หินชนวน หนังสัตว์ กระดาษ โดยหลังจากนั้นวัสดุที่ถูกบันทึกกุรอานแล้วจะถูกเก็บรวมรวมที่บ้านท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)

ชัยตอนคือใคร ?

เป็นบทความของท่านชะฮีด มุเฏาะฮ์ฮารี แปลเอามาฝากท่านผู้อ่านกัน
ชัยตอนคือใคร ?
พวกบูชาไฟมีความเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าสององค์ พระเจ้าแห่งความดี และพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย อาจจะมีบางคนคิดไปว่าอิสลามก็มีความเชื่อเช่นนั้นเหมือนกันเพราะในอิสลามมีการกล่าวถึง อัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าแห่งความดีงามและชัยตอนเจ้าแห่งความเลวร้ายด้วย ซึ่งเป็นสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้เองในบทความนี้จะขอกล่าวถึงชัยตอนในทัศนะของอิสลามและกุรอาน

เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องชัยตอนในศาสนาอิสลามมีความแตกต่างกับความเชื่อของพวกบูชาไฟราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว ตามความเชื่อของพวกบูชาไฟเชื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกนี้มีสองขั้วด้วยกันส่วนหนึ่งเป็นสิ่งถูกสร้างที่มีความดีงามซึ่งถูกสร้างมาจากพระเจ้าแห่งความดีงาม และส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่มีแต่ความเลวร้ายซึ่งถูกสร้างมาจากพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย

แต่ตามคำสอนของอิสลามและกุรอานเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งไม่ได้ถูกสร้างมาโดยแบ่งว่าสิ่งนี้ดีหรือสิ่งนี้ไม่ดี ทุกสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายล้วนสวยงาม ดีงามและเหมาะสมทั้งสิ้น เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายถูกสร้างจากเอกองค์อัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียวไม่มีผู้ใดมีส่วนร่วมและไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ รวมทั้งชัยตอนด้วยก็เป็นสิ่งถูกสร้างจากพระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกัน และชัยตอนก็มีอิทธิพลต่อมนุษย์เท่านั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อสรรพสิ่งอื่นเลย อีกทั้งอิทธิพลของชัยตอนที่มีต่อมนุษย์ก็มีความสามารถเพียงแค่หลอกล่อและเบี่ยงเบนความคิดของมนุษย์เท่านั้นไม่ได้มีความสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านร่างกายของมนุษย์แต่อย่างใด อีกทั้งชัยตอนก็มีความสามารถเพียงหลอกล่อและเบี่ยงเบนความคิดของผู้ที่ยอมจำนนและมอบความไว้วางใจต่อชัยตอนเท่านั้นกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 99 – 100 ของซูเราะฮ์ อัลนะฮล์ว่า -

“แท้จริง (ชัยตอน) ไม่ได้มีอำนาจเหนือบุคคลที่มีความศรัทธาและมอบหมายตนต่อพระผู้อภิบาลของเขา แต่ชัยตอนจะมีอำนาจเหนือบุคคลที่ยอมรับในอำนาจของชัยตอนเท่านั้น”

กุรอานกล่าวถึงคำพูดของชัยตอนที่มันจะกล่าวกับผู้ที่หลงเชื่อมันในวันแห่งการสอบสวนว่า -

“(ในโลกดุนยา) ฉันไม่ได้มีอำนาจเหนือ (หรือมีความสามารถที่จะบังคับ) พวกท่านแต่อย่างใด ฉันเพียงแค่เรียกร้องพวกท่าน (ไปสู่ความชั่วร้าย) เท่านั้น แล้วท่านก็ตอบรับการเรียกร้องของฉันเอง ดังนั้นพวกท่านจงอย่าได้ตำหนิฉันเลยจงตำหนิตัวของพวกท่านเองเถิด”

ดังนั้นอำนาจของชัยตอนที่จะมีเหนือมนุษย์ได้ขึ้นอยู่กับตัวของมนุษย์เองไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยตอน ในอิสลามเชื่อว่ามนุษย์จะพัฒนาขึ้นไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้จะต้องมีอิสระภาพในการเลือกไม่ถูกครอบงำจากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น

ชัยตอนในทัศนะของกุรอานคือหนึ่งในสิ่งที่ถูกสร้างจากอัลลอฮ์เท่านั้นไม่ได้มีอำนาจในการสร้างและมีอำนาจในการทำอะไรทั้งสิ้นและความชั่วร้ายของชัยตอนก็เป็นความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมัน แต่ตัวตนของชัยตอนไม่ใช่เป็นผู้ชั่วร้ายแต่อย่างใด

และตามคำสอนของกุรอานซัยตอนคือสิ่งที่ถูกสร้างที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ จึงโดนลงโทษจากอัลลอฮ์ แต่ชัยตอนสัญญากับพระองค์ว่าจะคอยหลอกล่อบรรดามนุษย์ให้ตกหลุมพรางโดยคำกล่าวของชัยตอนถูกกล่าวไว้ในกุรอานว่า -



ดังนั้นจงระวังตัวเองและปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบของศาสนาและจงเชื่อมั่นต่อเอกองค์อัลลอฮ์เถิดแล้วจะไม่มีอำนาจใดมาครอบงำพวกท่านได้เลย

คุตบะฮ์นมาซวันศุกร์ กรุงเตหะราน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคุณ โสภณ แสงศรี หรือ เชคญะมีล ฮัยดัร ท่านได้ส่งคำแปลคุฏบะฮ์วันศุกร์ของท่านผู้นำการปฏิวัติมาให้ทางอีเมล ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณท่านเชคเป็นอย่างมาก ผมจึงขออนุญาตินำมาลงไว้ในบล็อกด้วย

คุตบะฮ์นมาซวันศุกร์ กรุงเตหะราน
โดย ฯพณฯ อายะตุลลอฮ์ฮ์ ซัยยิด อะลี คอมาเนอี ผู้นำสูงสุด
ณ มหาวิทยาลัยเตหะราน ประเทศอิหร่าน
19 มิถุนายน 2552

คุตบะฮ์แรก


ข้าพเจ้าขอตักเตือนพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงทุกท่าน ให้มีความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ (ซ.บ) และจงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระองค์ในทุก ๆ สถานะภาพ หากเรานั้นมีความยำเกรงต่อพระองค์เป็นเสบียง หากเรารำลึกถึงพระองค์อยู่เป็นนิจสิน และไม่หลงลืมว่าเรานั้นอยู่หน้าเบื้องพระพักต์ของพระองค์ตลอดเวลา (นั่นคือความหมายของการมีความยำเกรงต่อพระองค์) แน่นอนยิ่งความเป็นสิริมงคล ความเมตตา ความช่วยเหลืออันมากมายของพระองค์จะมีมายังเรา ในทุก ๆ นมาซวันศุกร์ของแต่ละอาทิตย์ หัวใจของผู้ที่ปฏิบัตินมาซวันศุกร์เพื่อพระองค์เหล่านั้น จะต้องใคร่ครวญซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบต่อสัจธรรมอันนี้ จงคอยกระตุ้นตัวเองด้วยความยำเกรงตลอดเวลา
ในช่วงนี้ถือว่ายังอยู่ในระหว่างแห่งวันคล้ายวันถือกำเนิดของท่านหญิงฟาติมะฮ์ซะฮ์รอ (ซ.) สตรีผู้ยิ่งใหญ่บุตรีของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และอีกไม่กี่วันเราก็จะเริ่มเข้าสู่เดือนแห่งการขออภัยโทษ นั่นคือเดือนรอญับ เป็นวันเวลาแห่งการรำลึกถึงพระองค์ ช่วงเวลาแห่งการวิงวอนขอ ช่วงเวลาแห่งการเข้าใกล้ชิดพระองค์
โองการข้างต้นซึ่งเป็นพระดำรัสของพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป เป็นพระดำรัสที่พระองค์ทรงได้แจ้งข่าวดีแก่ผู้ศรัทธา พระองค์ทรงตรัสถึงการประทาน “สะกีนะฮ์ (ความสงบเงียบ)” ของพระองค์ “สะกีนะฮ์” คือความสงบนิ่ง สุขุม เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับความขัดแย้งต่างๆนานา ในด้านจิตวิญญาณ และภาวะทางสังคม โองการนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หนึ่งที่ฮุดัยบียะฮ์ใกล้กับมักกะฮ์ ในครั้งนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ออกเดินทางจากนครมดีนะฮ์ไปยังนครมักกะฮ์พร้อมกับเหล่าสาวกไม่กี่ร้อยคนเพื่อทำอุมเราะฮ์ (ช่วงประมาณปีที่หกแห่งการอพยพ) เหตุการณ์หลายๆ ด้านได้ประดังเข้ามายังบรรดามุสลิมในช่วงเวลานั้นจะเป็นเหตุให้ผู้ศรัทธาหลายคนในตอนนั้นหัวใจเริ่มไม่สงบนิ่ง ไหนจะเรื่องที่ถูกเหล่าบรรดาศัตรูที่มีกองกำลังและยุทรโธปกรณ์ที่ครบมือล้อมไว้ เหล่าศรัตรูมีทั้งกำลังพล อาวุธครบมือ และมีเสบียงที่มากมาย ด้วยเหตุนี้เองทำให้บรรดามุสลิมในวันนั้นเริ่มเสียขวัญ กระวนกระวายใจเป็นยิ่งนัก บวกกับเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่สร้างความเป็นกังวลใจให้กับเหล่ามุสลิมในช่วงเวลานั้น
ในช่วงสถานการณ์เช่นนั้น ความกังวลใจต่าง ๆ นานา ก็จะบังเกิดขึ้นสำหรับผู้ศรัทธาและและอิสลามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนั้น “สะกีนะฮ์” จะถูกประธานมาจากพระองค์แก่ผู้ศรัทธา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า “พระองค์คือผู้ทรงประทานความเงียบสงบลงมาในจิตใจของบรรดาผู้ศรัทธา เพื่อพวกเขาจะได้เพิ่มพูนการศรัทธาให้กับการศรัทธาของพวกเขา และเป็นของอัลลอฮฺคือไพร่พลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ” (ซูเราะฮ์อัลฟัตฮ์ โองการที่ 4)
พระองค์จะทรงประทานความมั่นคงเข้มแข็งแก่หัวใจของผู้ศรัทธา พระองค์จะทรงปลดปล่อยพวกเขาออกจากความกระวนกระวายใจ และมุสลิมทั้งหลายจะมีหัวใจที่สงบนิ่งและมั่นคง ด้วยการประทานความสงบนิ่งนั้นจากพระองค์ และเมื่อถึงเวลานั้นความสงบนิ่งแห่งจิตวิญญาณนั้นก็จะทำให้การศรัทธาของพวกเขาเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปอีก รัศมีแห่งศรัทธาจะสว่างไสวในหัวใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่ถูกสะสมไว้ให้กับมุสลิม เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งพวกเขามั่นใจในการช่วยเหลือของพระองค์ สำหรับผู้ที่แสวงหาสัจธรรม เมื่อหัวใจสงบมั่น เท้าที่จะก้าวไปข้างหน้าก็จะมั่นคงตามไปด้วย และเมื่อเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้นั่นย่อมหมายถึง การไปสู่จุดหมายก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
ศัตรูของอิสลาม มีแผนการมากมายตลอดเวลาเพื่อสร้างความกังวลใจให้กับมวลมุสลิม ซึ่งหากย้อนกลับไปมองในประวัติศาสตร์เราก็จะพบในหลาย ๆ เหตุการณ์ แม้กระทั่งก่อนการมาของอิสลามด้วยซ้ำไป แต่ผู้ศรัทธาในช่วงเวลานั้นก็มีความมั่นคงในศรัทธา และมีหัวใจที่สงบนิ่ง ด้วยความสงบนิ่งแห่งจิตวิญญาณนี้เองที่ได้ทำให้ผู้ศรัทธาเหล่านั้นมั่นคงอยู่ในศรัทธาของพวกเขา ไม่มีความกระวนกระวายใจใด ๆ เลยแม้นิดเดียว พวกเขาจึงไม่หลงทาง เนื่องจากว่าผู้ที่มีความกังวลใจนั้น ยากที่จะพบกับหนทางที่ถูกต้อง มนุษย์ซึ่งมีจิตวิญญาณที่สงบมั่น เขาจะมีความคิดที่ถูกต้อง เขาจะตัดสินใจและเคลื่อนไหวถูกต้องเสมอ และนี่คือสัญลักษณ์หนึ่งแห่งความเมตตาของพระองค์อัลเลาะฮ์ (ซ.บ)
ณ วันนี้สังคมของเรา ประชาชาติของเรามีความจำเป็นต่อ “สะกีนะฮ์ (ความสงบนิ่ง)” นี้เป็นอย่างยิ่ง พวกท่านจงมีความมั่นใจในตัวเองให้มาก “บรรดาผู้ศรัทธา และจิตใจของพวกเขาสงบด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮ พึงทราบเถิด! ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮเท่านั้นทำให้จิตใจสงบ” (ซูเราะฮ์อัรเราะอฺด์ โองการที่ 28)
จงรำลึกถึงพระองค์ให้มากที่สุดโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์ซึ่งสร้างความกังวลใจ เพราะการรำลึกจะช่วยปกป้องจากความเลวร้ายแห่งดุนยาและการใช้ชีวิตได้ จงเห็นคุณค่าแห่งการรำลึกถึงพระองค์ให้มาก ในเดือนรอญับที่จะมาเยือนในไม่ช้านี้ ดุอาอ์ (บทขอพร) ต่างๆในเดือนรอญับคือทะเลหนึ่งแห่งมหาสมุทรของวิชาการ ดุอาอ์ (บทขอพร) มิได้แค่ทำให้มนุษย์เข้าใกล้ชิดพระองค์เท่านั้น ทว่าดุอาอ์ (บทขอพร) จะสั่งสอนวิชาการแก่มนุษย์ จะขัดเกลามนุษย์ด้วยเช่นกัน ดุอาอ์ (บทขอพร) จะเพิ่มพูนสติปัญญาของมนุษย์ ดุอาอ์ (บทขอพร) จะสอนสั่งความรู้วิชาการ และสัจธรรม ซึ่งมนุษย์มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ดุอาอ์ (บทขอพร) จะทำให้หัวใจของมนุษย์มุ่งสู่พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นจงให้ความสำคัญกับการรำลึกถึงพระองค์ให้มากที่สุด เช่นการนมาซวันศุกร์ในวันนี้ก็เช่นกัน นี่คือหนึ่งแห่งการรำลึกถึงพระองค์ “จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ” (ซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์ โองการที่ 9)
ในสถานที่นี้ เวลานี้ หัวใจของพวกท่าน ลิ้นของพวกท่าน ทุก ๆ การเคลื่อนไหวของพวกท่านต้องอยู่กับการรำลึกถึงพระองค์เท่านั้น ด้วยหัวใจที่ระลึกถึงพระองค์ ด้วยลิ้นที่พร่ำกล่าวพระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ด้วยการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกายเพียงเพื่อรำลึกและภักดีต่อพระบัญชาของพระองค์ นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องเป็นและต้องกระทำให้ได้
ข้าพเจ้าใคร่ขอกล่าวกับทุกท่าน ตั้งแต่การปฏิวัติจนถึงวันนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งในบางเหตุการณ์เกือบจะทำลายประชาชาติและประเทศชาติของเรา หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับพายุลูกมหึมาซึ่งเราไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร แต่ทว่าเรือลำนี้ซึ่งแข็งแรงด้วยแรงศรัทธาของพวกท่านทั้งหลาย ด้วยแรงปรารถนาของพวกท่าน ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยรัศมีแห่งการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่าน จึงสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุมหึมาเหล่านั้นได้ นี่คือสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและความเอื้อเฟื้อที่พระองค์ได้ทรงมอบให้แก่พวกท่านโอ้ประชาชนที่รักทั้งหลาย
การได้รับความเอื้อเฟื้อแห่งพระผู้เป็นเจ้าคือเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่การรักษาไว้ซึ่งความเอื้อเฟื้อนั้นให้คงอยู่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน อย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ที่เราจะลำพองในตนเอง อย่าได้เป็นเช่นนั้นเลยที่เมื่อเราได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์แล้วเราจะกล่าวว่า “พระองค์จะทรงช่วยเหลือเราอย่างแน่นอนไม่ต้องห่วง” และหลงลืมจากหน้าที่ของเรา การรำลึกถึงพระองค์ห่างหายไปจากหัวใจของเรา โดยเฉพาะพวกท่านทั้งหลายโอ้หนุ่มสาวที่รักทั่วทั้งประเทศทุกคน และที่อยู่ต่างประเทศ ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกท่านว่า “โอ้บรรดาคนหนุ่มสาวที่รักเอ๋ย จงให้ความสำคัญกับดวงใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ที่เต็มไปด้วยรัศมีและความอ่อนโยน จงทำให้ดวงใจเหล่านั้นอิ่มเอิบไปด้วยการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าเถิด ซึ่งพระองค์จะทรงประทานความเมตตาแก่ประชาชาตินี้อย่างมิขาดสายอย่างแน่แท้ และพวกท่านพึงรู้ไว้เถิดว่า หลายสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นและรู้ทั้งในอดีตและในปัจจุบันเกี่ยวกับประชาชาตินี้นั้น ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าประชาชาตินี้จะก้าวไปสู่เป้าหมายที่สูงสุดได้อย่างแน่นอนด้วยพระประสงค์และความช่วยเหลือของพระองค์
จงเห็นความสำคัญของสังคมที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งนี้ อย่าปล่อยให้ความวุ่นวายทางการเมืองต้องทำให้หลงลืมพระองค์ อย่าปล่อยให้คำกล่าวต่าง ๆ ที่ดังขึ้นในในประเทศหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีอย่างแน่นอนในประเทศที่มีเสรีภาพต้องทำให้เราหลงทาง ทำให้เราไม่รู้จะเดินไปทางไหน ทำให้เราไม่รู้ว่าจะต้องก้าวเดินไปอย่างไร การปฏิวัตินี้นั้นเกิดขึ้นบนพื้นฐานของศรัทธาที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง และมันจะต้องดำเนินไปบนพี้นฐานอันนี้เช่นเดียวกัน
ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระองค์ที่ประชาชาติของเราคือประชาติที่เป็นผู้ศรัทธา มีความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า เข้าใจในศาสนาของพระองค์ ปรารถนาในการพัฒนาจิตวิญญาณ วันนี้บรรดาคนหนุ่มสาวอยู่ในโลกที่มีพวกทุนนิยมปกครอง พวกเขาจึงอยู่ในความสับสนและงุนงง การห่างไกลจากการพัฒนาในเรื่องของจิตวิญญาณจะยิ่งทำให้พวกเขาสับสนไปอีก พวกเขาไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร ความคิดของพวกเขาจะหยุดอยู่กับที่ แต่บางคนเขาเข้าใจและรู้ว่าหนทางแห่งการแก้ไขนั้นคือการหวนกลับไปหาจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของพวกเขา แต่ทว่าจะหวนกลับไปได้แค่ไหนหรือในเมื่อจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของพวกเขาที่มันสูญสลายไปถูกทำลายด้วยสิ่งต่างๆนานานับประการ ในโลกตะวันตกนานนับสองศัตวรรษมาแล้ว
แต่ทว่าบรรดาคนหนุ่มสาวของพวกเราหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ประชาชาติของเราได้เคลื่อนไหวในเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่แห่งจิตวิญญาณ ด้วยจิตวิญญาณอันนี้เราได้ทำให้การปฏิวัติหนึ่งได้รับชัยชนะมาแล้ว เราสามารถก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นบนโลกนี้ได้ด้วยจิตวิญญาณนั้น รากฐานของมันแข็งแกร่งสามารถที่จะยืนหยัดท่ามกลางการรุกรานทุกรูปแบบ ประชาชาติของเราต่อสู้ในสงครามแปดปี และได้รับชัยชนะด้วยจิตวิญญาณนี้
วันนี้คนหนุ่มสาวของพวกเราส่วนมากเป็นผู้ศรัทธาและมีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าบางคนสภาพภายนอกของเขาอาจจะดูเหมือนคนที่ไม่มีจิตวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์อยู่ มนุษย์เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมหัวใจของเขาจะระลึกถึงพระองค์ทันที หลายครั้งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วในค่ำคืนแห่งกัดร์ หรือในวันต่าง ๆ ที่มีการ “เอียะติกาฟ” (การพำนักในมัสยิด เพื่อการภักดีพระผู้เป็นเจ้า) ในวันนมาซอีดฟิตริ บางคนที่เรานึกไม่ถึงและเห็นแค่ภายนอกของเขา แต่หัวใจของพวกเขานั้นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ขอสาบานด้วยอัลกุรอานคำภีร์ของพระองค์ ด้วยสิทธิแห่งบรรดาอิมามผู้สืบทอดตำแหน่งของท่านศาสดามุฮัมัด (ศ.) ได้ทรงโปรดทำให้หัวใจของพวกเราเต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดอย่าทำให้เรานั้นห่างไกลจากอัลกุรอานและลูกหลานอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้ทรงโปรดประทานความยำเกรง ความศรัทธา และความสงบนิ่งแห่งพระองค์แก่ดวงใจทั้งหลายในประชาชาตินี้ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้ประชาชาตินี้มีชัยเหนือเหล่าศรัตรูด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้หัวใจของเรานั้นระลึกถึงแต่พระองค์ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ อยู่บนหนทางของพระองค์ด้วยเถิด และได้โปรดทรงยอมรับสิ่งเหล่านั้นด้วย
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดนำสลามของเรายังท่านอิมามมะฮ์ดี และทรงยอมรับดุอาของท่านอิมามมะฮ์ดีที่มีแก่เราด้วยเถิด
อัลลอฮุมมะศ้อลลิอะลามุฮัมมัด วะอาลิมุฮัมมัด.


***************************************************

โฉมหน้าของผู้ศรัทธาในมุมมองของกุรอาน

หลายสัปดาห์เข้าไปอ่านเว็บไซต์ ภาษาฟาร์ซีเว็บนึงเป็นเว็บดีมากมีบทความหลากหลายมากมายเลยทีเดียว ก็เลยหยิบมาแปล เป็นบทความสั้น ๆ ที่บอกถึงคุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่แท้จริง

โฉมหน้าของผู้ศรัทธาในมุมมองของกุรอาน
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในโองการแรกของซูเราะฮ์ อันฟาล โดยได้ย้ำเตือนกับบรรดาผู้ศรัทธาว่า : “ถ้าหากเจ้าเป็นผู้ศรัทธาเจ้าจงภักดีต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์” และในอีกสองโองการถัดไปพระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ศรัทธาซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้รับความกระจ่างได้ เกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ศรัทธา
พระองค์ทรงตรัสว่า : แท้จริงแล้วบรรดาผู้ศรัทธาก็คือผู้ที่เมื่อมีการรำลึกถึงอัลลอฮ์เกิดขึ้นหัวใจของพวกเขาจะมีความหวั่นเกรง
และเมื่อโองการของอัลลอฮ์ถูกอ่านความศรัทธาของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นและพวกเขาจะมอบหมาย(กิจการทั้งหมด)ต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา
พระองค์ทรงตรัสอีกว่า : (พวกเขาคือ) บรรดาผู้ที่ดำรงนมาซและบริจาคสิ่งที่เราประทานในกับพวกเขา
และยังตรัสอีกว่า : พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง สำหรับพวกเขาจะมีฐานะอันสูงส่ง ณ ผู้อภิบาลของเขาและพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและปัจจัยยังชีพอันมากมาย
สามโองการข้างต้นอธิบายถึงคุณลักษณะพิเศษของผู้ศรัทธาที่แท้จริงรวมทั้งกล่าวถึงสิ่งที่พวกเขาจะได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า คุณลักษณะเหล่านี้ถูกกล่าวถึงเพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงประโยคก่อนหน้าที่พระองค์ทรงตรัสว่า : “จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์และจงประณีประนอมกันในหมู่พวกเจ้าทั้งเลาย” อันที่จริงแล้วยังมีคุณลักษณะของผู้ศรัทธาถูกกล่าวถึงในโองการอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในซูเราะฮ์นี้ถูกหยิบยกมาเพียง 5 คุณลักษณะเท่านั้น ซึ่งใน 5 คุณลักษณะนี้เป็นคุณลักษณะที่ถ้าหากใครมีคุณลักษณะเหล่านี้อยู่ในตัวแล้วหมายถึงบุคคลผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง
คำสั่งที่อัลลอฮ์ให้บ่าวของพระองค์ ”ดำรงการนมาซ” แทนที่จะสั่งให้นมาซเฉย ๆ เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจะชี้ให้เห็นว่าการนมาซนั้นไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติพิธีกรรมธรรมดาแต่มันเป็นการสร้างความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างบ่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของเขา
ส่วนประโยคที่ว่า “จากสิ่งที่เราประทานให้กับพวกเจ้า” เป็นประโยคที่ให้ความหมายที่กว้างมาก ซึ่งหมายรวมถึงสิ่งที่เป็นทั้งวัตถุและสิ่งที่เกี่ยวข้องจิตวิญญานด้วย หมายถึงบรรดาผู้ศรัทธาจะยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างในหนทางของพระเจ้าได้
จะเห็นว่าในโองการข้างต้นนี้กล่าวถึงคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาโดยกล่าวไว้ 5 คุณลักษณะด้วยกัน ในสามคุณลักษณะกล่าวถึงเรื่องทางด้านจิตวิญญานและอีกสองคุณลักษณะกล่าวถึงด้านการปฏิบัติซึ่งจะสามารถแยกออกเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
1 : เกรงกลัวต่อการลงโทษของอัลลอฮ์
2 : เมื่อฟังโองการของอัลลอฮ์อีหม่านจะเพิ่มขึ้น
3 : มอบหมายความสำเร็จในการงานต่าง ๆ ต่ออัลลอฮ์ หมายถึงเชื่อว่าความสำเร็จทุกอย่างเกิดจากการช่วยเหลือและการอนุมัติของอัลลอฮ์
4 : ดำรงและยืนหยัดในการทำนมาซ
5 : บริจาคทาน

ก็อินชาอัลลอฮ์หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างสำหรับท่านผู้อ่าน

ความประทับใจจากค่ายอบรมยุวชนกุรอานสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 10 - 15 เมษายน ทางมูลนิธิส่งเสริมการศึกษากุรอาน "อัรรอซูลุลอะซอม (ศ็อล ฯ)" ได้จัดอบรมยุวชนกุรอานสัมพันธ์ครั้งที่ 2 ขึ้นที่ค่ายริมขอบฟ้า เมืองโบราณ ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ยุวชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนด้วยกับหลักคำสอนและจริยธรรมอันดีงามของศาสนาอิสลาม จากคัมภีร์กุรอานและเรียนรู้คำสอนของกุรอาน

ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปเป็นสมาชิกฝ่ายวิชาการของค่ายด้วย โดยในค่ายนี้มีทีมวิชาการที่ผมเองคิดว่าเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นท่านประธานค่ายเอง ท่านเชคกอซิม อัสการีย์ ท่านเชคอาบิดีน เฟ็นดี้ เชคญะวาด สว่างวรรณ เชคอับดุลมาลิก อาเมน เชคอิบรอฮีม อาแว ซึ่งเดินทางมาจากปัตตานีมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะเลย และเชค อิมรอน พิชัยรัตน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอีกหลาย ๆ ท่านที่ผมได้เอ่ยชื่อในที่นี้ ส่วนทีมงานด้านสันทนาการก็เป็นทีมงานมืออาชีพเลยทีเดียวซึ่งคงจะไม่ขอเอ่ยชื่อเพราะมีกันหลายคน

อยากจะบอกว่าเป็นอะไรที่ประทับใจมาก ประทับที่ได้เห็นเด็ก ๆ ที่มาจากทั่วทุกสารทิศ จากใต้ก็มี จากอีสานก็มี จากเหนือก็มี แล้วก็เด็กกรุงเทพ ฯที่มาจากหลาย ๆ สถานที่ด้วย เพื่อจะได้ให้เห็นบรรยากาศชัดเจนกว่านี้ก็จะขออธิบายด้วยภาพก็แล้วกัน

  • บรรยากาศการประชุมสรุปงานแต่ละวันของบรรดาพี่เลี้ยง ผมคิดว่าเป็นกลุ่มพี่เลี้ยงที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยเข้าค่ายมาเลย แต่ละคนเป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวไฟแรงที่มีใจที่จะช่วยงานศาสนา เห็นแล้วซึ้งจริง ๆ


    รูปบรรยากาศในห้องเรียนของเด็ก ๆ