บาปใหญ่หมายถึงความผิดที่กระทำแล้วมีบทลงโทษที่แน่นอนและถูกกำหนดไว้แล้วจากอัลลอฮ์ ผมเลยขอเรีย้บเรียงมาให้ท่านพี่น้องได้อ่านกันโดยตามที่ผมค้นมามี 61 ประเภทด้วยกันนั่นก็คือ
1.การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์
2. การแหนงหน่ายต่อความเมตตาของอัลลอฮ์
3. การหมดหวังในความเมตตาต่ออัลลอฮ์
4. การเชื่อว่าสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์
5. การสังหารชีวิตผู้ไม่มีความผิด
6. การเนรคุณต่อมารดาและบิดา
7. การตัดขาดจากญาติพี่น้อง
8. การกินทรัพย์สินของลูกกำพร้าโดยอธรรม
9. การกินดอกเบี้ย
10. การผิดประเวณี
11. การรักร่วมเพศระหว่างชาย
12. การใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ว่าทำผิดประเวณีหรือรักร่วมเพศ
13. การดื่มสุราเมรัยหรือทำการใดที่เกี่ยวข้องกับสุราเมรัย
14. เล่นการพนัน
15. การอยู่กับการละเล่นบันเทิง
16. การฟังหรือขับร้องเพลงและเล่นดนตรี
17. การพูดเท็จ
18. การสาบานเท็จ
19. การเป็นพยานเท็จ
20. การไม่ยอมให้การหรือเป็นพยาน
21. การผิดสัญญา
22. การทำลายไม่รับผิดชอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย
23. การโขมยลักทรัพย์
24. การหลอกลวง
25. การกินของฮะรอม
26. การไม่ยอมจ่ายหนี้หรือเหนี่ยวรั้งทรัพย์สินของผู้อื่น
27. การการหนีจากสงครามศาสนา
28. การกลับคืนสู่อวิชชาหลังจากได้เรียนรู้สัจธรรมอิสลามแล้ว
29. การฝักใฝ่กับผู้อธรรม
30. การไม่ช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม
31. การเรียนและทำคุณไสย
32. ความฟุ่มเฟือย
33. ความเย่อหยิ่งทรนง
34. การต่อสู้กับศรัทธาชน
35. รับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่ไม่ได้ถูกเชือดตามหลักศาสนา
36. การละทิ้งการนมาซ
37. การไม่จ่ายศะกาต
38. การไม่ใยดีต่อการทำหัจญ์
39. การละทิ้งกฏบัญญัติศาสนา เช่น การถือศีลอด ญิฮาด การสั่งทำความดี การห้ามทำความชั่ว การภักดีต่อบรรดาอิมาม การผละตนออกจากศัตรูบรรดาอิมาม
40. การทำบาปเล็กบาปน้อยจนเป็นกิจวัตร
41. การนินทา
42. การยุยงให้ผู้คนแตกแยกกัน
43. การวางแผนหลอกลวงผู้อื่น
44. อิจฉาริษยา
45. การกักตุนสินค้าจนทำให้ข้าวยากหมากแพง
46. การตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศรัทธาชน
47. การรักร่วมเพศระหว่างหญิง
48. การเป็นแมงดาหรือแม่เล้าติดต่อให้แก่โสเภณี การยินยอมให้ภารยาและบุตรีผิดประเวณี
49. การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง
50. การทำการอุตริในศาสนา
51. การพิพากษาคดีด้วยความฉ้อฉล
52. การทำสงครามในเดือนต้องห้ามทั้งสี่ คือ ซุลกออิดะห์ ซุลฮิจญะห์ มุฮัรรอม รอญับ นอกจากจะเป็นฝ่ายถูกรุกราน
53. การล่วงละเมิดสิทธิของศรัทธาชนด้วยการล้อเล่น เหยียดหยาม ด่าทอ
54. การหักห้ามกีดกันผู้อื่นเข้าสู่สัจธรรม
55. การเนรคุณต่อคุณงามความดีของอัลลอฮ์
56. การก่อเหตุวุ่นวายในสังคม
57. การขายอาวุธแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธา
58. การใส่ร้ายผู้อื่น
59. การไม่ให้ความเคารพต่ออัลลอฮ์
60. การไม่ให้เกียรติต่อกะอฺบะฮ์
61. การไม่ให้้เกียรติต่อมัสยิด
ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อให้พ้นจากความผิดบาปเหล่านี้
ผู้จดบันทึกกุรอาน
บทความของท่านชะฮีดมุเฏาะฮ์ฮารีย์ที่น่าสนใจอีกบทความหนึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาฝากท่านพี่น้อง
ตามที่บรรดามุสลิมเราทราบกันดีอยู่แล้วก็คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เลยว่าท่านเขียนหรือท่านอ่านสิ่งใด ด้วยเหตุนี้เองหมู่ชาวอาหรับ ท่านจึงได้รับฉายาว่า อุมมี (ผู้ไม่รู้หนังสือ) กุรอานเองก็กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ในลักษณะนี้เช่นเดียวกันโดยกล่าวไว้ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟในโองการที่ 157 – 158 ว่า :
“พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสทูตผู้ไม่รู้หนังสือของพระองค์”
คำว่า อุม ในทางภาษามีความหมายว่า “แม่” แต่ในทางวิชาการให้ความหมายว่า คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียนตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดานั่นเอง และความไม่รู้หนังสือของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นี่เองคือมิติหนึ่งของความมหัศจรรย์ของกุรอาน แต่สิ่งที่เป็นการแสดงถึงความมหัศจรรย์ของกุรอานคือการไม่เขียนและการไม่อ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่การที่ท่านศาสดาไม่สามารถอ่านได้หรือไม่สามารถเขียนได้ อัลกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :
“เจ้าไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อนหน้านี้เลยเพราะไม่เช่นนั้นแล้วพวกที่คิดร้ายจะต้องสงสัย(ในสิ่งที่เจ้านำมาแน่)....”
ในโองการนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาไม่เคยอ่านและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความสามารถในการเขียนหรืออ่าน เพราะเพียงแค่การพิสูจน์ว่าท่านไม่อ่านไม่เขียนก็สามารถที่จะตอบข้อสงสัยของพวกที่คิดร้ายได้แล้ว เพราะบุคคลเหล่านั้นก็ไม่เคยคิดว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นคนมีความรู้อยู่แล้ว
ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : อายะฮ์ข้างต้นนี้แสดงถึงการปฏิเสธการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ได้อ่านและเขียน ไม่ได้หมายถึงท่านไม่มีความสามารถอ่านและเขียนได้
นอกเหนือไปจากนั้นการมีความสามารถในการอ่านและเขียนถือเป็นความโดดเด่นและเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่ง และการไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นความบกพร่องและแน่นอนอัลลอฮ์ทรงมีความประสงค์ให้ศาสนทูตของพระองค์มีความสมบูรณ์และมีความโดดเด่นในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วยว่าการอ่านออกเขียนได้ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่ได้มาจากการที่ท่านไปเรียนหรือไปศึกษากับอาจารย์คนใดคนหนึ่งแต่เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้มาพร้อมตำแหน่งศาสนทูตต่างหาก ดังนั้นการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนไม่มีความสามารถที่จะอ่านออกหรือเขียนได้ก็เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองในประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกบันทึกไว้สักครั้งเดียวว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้เขียนหรือจดบันทึกสิ่งใด รวมทั้งการจดบันทึกวะฮ์ยูที่ถูกประทานลงมาด้วย
ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการอ่านและการเขียนมาเป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ที่ถูกประทานจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางศาสนทูตของพระองค์ และบุคคลแรกในเมืองมักกะฮ์ที่ถูกเลือกสรรให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอานก็คือ ท่าน อาลี บิน อะบีฏอลิบ และท่านอาลีเองก็รับหน้าที่ดังกล่าวนี้จนกระทั่งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) สิ้นชีวิตไป
ซะลีม บิน เกซ ฮิลาลีย์ ได้รายงานว่า : ครั้งหนึ่งฉันนั่งอยู่กับอาลีในมัสยิดกูฟะฮ์ มีคนเข้ามาห้อมล้อมอาลีเป็นจำนวนมาก อาลีกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่พวกท่านก็จงถามฉันเถิดเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าไม่มีโองการใดที่ถูกประทานลงมาเลยนอกเสียจากว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะอ่านโองการนั้นให้ฉันฟังพร้อมทั้งอรรถาธิบายความหมายของโองการนั้นให้ฉันฟังด้วย อับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ ยัชการีย์ กล่าวถามกับท่านอาลีว่า แล้วโองการที่ถูกประทานลงมาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในขณะที่ท่านไม่ได้อยู่ด้วยละโองการเหล่านี้เป็นอย่างไร ? ท่านอาลีกล่าวตอบว่า ทุกครั้งที่ฉันได้เข้าพบท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็จะกล่าวกับฉันว่ามีโองการถูกประทานลงมาให้ฉันในขณะที่เจ้าไม่อยู่ด้วย แล้วท่านก็จะอ่านโองการพร้อมทั้งอธิบายความหมายให้ฉันฟังด้วย”
ส่วนชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอาน คือ อุบัย บิน กะอบ์ อันศอรีย์ เนื่องจากในสมัยญาฮิลียะฮ์ ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียน มุฮัมมัด บิน ซะอด์ กล่าวว่า : ในหมู่ชาวอาหรับสมัยญาฮิลียะฮ์ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา มีน้อยคนนักที่จะรู้หนังสือซึ่งอุบัย บิน กะอบ์ เป็นคนหนึ่งที่มีความรู้
อิบนุ อับดุล บิร กล่าวว่า : อุบัย บิน กะอบ์ เป็นชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน อีกทั้งเป็นคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์คอยเขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอุบัย บิน กะอบ์ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ฟังอัลกุรอานจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในสมัยของท่านอุศมานที่ต้องการให้มีการรวบรวมกุรอานขึ้นใหม่ ท่านอุบัยจึงได้รับหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ โดยที่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ท่านอุบัยสามารถไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกุรอานได้ทั้งหมด
ท่าน เซด บิน ซาบิต เป็นชาวมะดีนะฮ์อีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ท่านเชด มีบ้านอยู่ข้างบ้านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการเขียน ในช่วงแรก ๆ ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนบางสิ่งบางอย่างและท่านอุบัย บิน กะอบ์ก็ไม่ได้อยู่ด้วย ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะก็เรียกใช้ท่านเชด ซึ่งเวลาต่อมาได้รับเลือกให้เป็นอาลักษณ์ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างเป็นทางการจนกระทั่งว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีคำสั่งให้ท่านเชดไปเรียนภาษาฮิบรูเพื่อที่จะได้เขียนและแปลจดหมายเป็นภาษาฮิบรูให้แก่ท่าน ท่านเซดเป็นสาวกอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาอยู่กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดอีกทั้งยังถือว่าท่านเซดเป็นผู้ที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยคนหนึ่งด้วย
บุคคลทั้งสามท่านที่ถูกกล่าวถึงข้างต้นนี้คือผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจดบันทึกอัลกุรอาน และเป็นอาลักษณ์ระดับต้น ๆ ของอิสลาม แต่นอกจากสามท่านที่กล่าวมีแล้วยังมีผู้ที่รับหน้าที่ดังกล่าวนี้อีกจำนวนหนึ่ง
อิบนิอะซีร กล่าวว่า : หนึ่งในบุคคลที่ได้รับหน้าที่จดบันทึกกุรอานคือ อับดุลลอฮ์ บิน อัรกอม ซะฮ์รี เขาได้รับหน้าที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ส่วนหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอาลีจะรับหน้าที่เขียนให้มีสาวกอีกจำนวนหนึ่งที่บางครั้งได้รับคำสั่งให้ทำการจดบันทึกกุรอาน เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุศมาน ท่านเซด บิน อะวาม ท่านคอลิดและอะบาน บิน ซะอีด บิน อาซ ฮันซอละฮ์ อะลาอ์ บิน ฮัฎรอมี คอลิด บิน วะลีด อับดุลลอฮ์ บิน รอวาฮะฮ์ มุอาวียะฮ์ บิน อบูซุฟยาน และ ฯลฯ
อิบนิอะซีรยังกล่าวอีกว่า – ชาวกุเรชคนแรกที่ได้รับหน้าที่อาลักษณ์ให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ แต่หลังจากนั้นต่อมาได้ออกจากอิสลามและกลับไปอยู่ที่มักกะฮ์ โดยที่โองการที่ 93 ซูเราะฮ์อันอามที่กล่าวว่า :
ถูกประทานลงมาให้อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ นั่นเอง
บุคคลที่กล่าวชื่อมาข้างต้นเป็นบุคคลที่ในสมัยนั้นมีความรู้ด้านการอ่านเขียนซึ่งบางครั้งก็ได้รับคำสั่งจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ให้ทำการจดบันทึกกุรอานแต่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งอาลักษณ์อย่างเป็นทางการคือ ท่านอาลี บิน อะบีฏอลิบ ท่านอุบัย บิน กะอบ์ ท่านเซด บิน ซาบิต และท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัรกอมเท่านั้น
ส่วนรูปแบบการเขียนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะเขียนกุรอานลงบนวัสดุที่สามารถบันทึกตัวหนังสือลงบนนั้นได้ เช่นก้านอินทผาลัม หินชนวน หนังสัตว์ กระดาษ โดยหลังจากนั้นวัสดุที่ถูกบันทึกกุรอานแล้วจะถูกเก็บรวมรวมที่บ้านท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)
ตามที่บรรดามุสลิมเราทราบกันดีอยู่แล้วก็คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เลยว่าท่านเขียนหรือท่านอ่านสิ่งใด ด้วยเหตุนี้เองหมู่ชาวอาหรับ ท่านจึงได้รับฉายาว่า อุมมี (ผู้ไม่รู้หนังสือ) กุรอานเองก็กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ในลักษณะนี้เช่นเดียวกันโดยกล่าวไว้ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟในโองการที่ 157 – 158 ว่า :
“พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสทูตผู้ไม่รู้หนังสือของพระองค์”
คำว่า อุม ในทางภาษามีความหมายว่า “แม่” แต่ในทางวิชาการให้ความหมายว่า คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียนตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดานั่นเอง และความไม่รู้หนังสือของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นี่เองคือมิติหนึ่งของความมหัศจรรย์ของกุรอาน แต่สิ่งที่เป็นการแสดงถึงความมหัศจรรย์ของกุรอานคือการไม่เขียนและการไม่อ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่การที่ท่านศาสดาไม่สามารถอ่านได้หรือไม่สามารถเขียนได้ อัลกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :
“เจ้าไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อนหน้านี้เลยเพราะไม่เช่นนั้นแล้วพวกที่คิดร้ายจะต้องสงสัย(ในสิ่งที่เจ้านำมาแน่)....”
ในโองการนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาไม่เคยอ่านและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความสามารถในการเขียนหรืออ่าน เพราะเพียงแค่การพิสูจน์ว่าท่านไม่อ่านไม่เขียนก็สามารถที่จะตอบข้อสงสัยของพวกที่คิดร้ายได้แล้ว เพราะบุคคลเหล่านั้นก็ไม่เคยคิดว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นคนมีความรู้อยู่แล้ว
ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : อายะฮ์ข้างต้นนี้แสดงถึงการปฏิเสธการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ได้อ่านและเขียน ไม่ได้หมายถึงท่านไม่มีความสามารถอ่านและเขียนได้
นอกเหนือไปจากนั้นการมีความสามารถในการอ่านและเขียนถือเป็นความโดดเด่นและเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่ง และการไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นความบกพร่องและแน่นอนอัลลอฮ์ทรงมีความประสงค์ให้ศาสนทูตของพระองค์มีความสมบูรณ์และมีความโดดเด่นในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วยว่าการอ่านออกเขียนได้ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่ได้มาจากการที่ท่านไปเรียนหรือไปศึกษากับอาจารย์คนใดคนหนึ่งแต่เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้มาพร้อมตำแหน่งศาสนทูตต่างหาก ดังนั้นการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนไม่มีความสามารถที่จะอ่านออกหรือเขียนได้ก็เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองในประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกบันทึกไว้สักครั้งเดียวว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้เขียนหรือจดบันทึกสิ่งใด รวมทั้งการจดบันทึกวะฮ์ยูที่ถูกประทานลงมาด้วย
ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการอ่านและการเขียนมาเป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ที่ถูกประทานจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางศาสนทูตของพระองค์ และบุคคลแรกในเมืองมักกะฮ์ที่ถูกเลือกสรรให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอานก็คือ ท่าน อาลี บิน อะบีฏอลิบ และท่านอาลีเองก็รับหน้าที่ดังกล่าวนี้จนกระทั่งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) สิ้นชีวิตไป
ซะลีม บิน เกซ ฮิลาลีย์ ได้รายงานว่า : ครั้งหนึ่งฉันนั่งอยู่กับอาลีในมัสยิดกูฟะฮ์ มีคนเข้ามาห้อมล้อมอาลีเป็นจำนวนมาก อาลีกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่พวกท่านก็จงถามฉันเถิดเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าไม่มีโองการใดที่ถูกประทานลงมาเลยนอกเสียจากว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะอ่านโองการนั้นให้ฉันฟังพร้อมทั้งอรรถาธิบายความหมายของโองการนั้นให้ฉันฟังด้วย อับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ ยัชการีย์ กล่าวถามกับท่านอาลีว่า แล้วโองการที่ถูกประทานลงมาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในขณะที่ท่านไม่ได้อยู่ด้วยละโองการเหล่านี้เป็นอย่างไร ? ท่านอาลีกล่าวตอบว่า ทุกครั้งที่ฉันได้เข้าพบท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็จะกล่าวกับฉันว่ามีโองการถูกประทานลงมาให้ฉันในขณะที่เจ้าไม่อยู่ด้วย แล้วท่านก็จะอ่านโองการพร้อมทั้งอธิบายความหมายให้ฉันฟังด้วย”
ส่วนชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้รับหน้าที่จดบันทึก อัลกุรอาน คือ อุบัย บิน กะอบ์ อันศอรีย์ เนื่องจากในสมัยญาฮิลียะฮ์ ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียน มุฮัมมัด บิน ซะอด์ กล่าวว่า : ในหมู่ชาวอาหรับสมัยญาฮิลียะฮ์ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา มีน้อยคนนักที่จะรู้หนังสือซึ่งอุบัย บิน กะอบ์ เป็นคนหนึ่งที่มีความรู้
อิบนุ อับดุล บิร กล่าวว่า : อุบัย บิน กะอบ์ เป็นชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน อีกทั้งเป็นคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์คอยเขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอุบัย บิน กะอบ์ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ฟังอัลกุรอานจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในสมัยของท่านอุศมานที่ต้องการให้มีการรวบรวมกุรอานขึ้นใหม่ ท่านอุบัยจึงได้รับหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ โดยที่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ท่านอุบัยสามารถไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกุรอานได้ทั้งหมด
ท่าน เซด บิน ซาบิต เป็นชาวมะดีนะฮ์อีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัลกุรอาน ท่านเชด มีบ้านอยู่ข้างบ้านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการเขียน ในช่วงแรก ๆ ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนบางสิ่งบางอย่างและท่านอุบัย บิน กะอบ์ก็ไม่ได้อยู่ด้วย ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะก็เรียกใช้ท่านเชด ซึ่งเวลาต่อมาได้รับเลือกให้เป็นอาลักษณ์ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างเป็นทางการจนกระทั่งว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีคำสั่งให้ท่านเชดไปเรียนภาษาฮิบรูเพื่อที่จะได้เขียนและแปลจดหมายเป็นภาษาฮิบรูให้แก่ท่าน ท่านเซดเป็นสาวกอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาอยู่กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดอีกทั้งยังถือว่าท่านเซดเป็นผู้ที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยคนหนึ่งด้วย
บุคคลทั้งสามท่านที่ถูกกล่าวถึงข้างต้นนี้คือผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจดบันทึกอัลกุรอาน และเป็นอาลักษณ์ระดับต้น ๆ ของอิสลาม แต่นอกจากสามท่านที่กล่าวมีแล้วยังมีผู้ที่รับหน้าที่ดังกล่าวนี้อีกจำนวนหนึ่ง
อิบนิอะซีร กล่าวว่า : หนึ่งในบุคคลที่ได้รับหน้าที่จดบันทึกกุรอานคือ อับดุลลอฮ์ บิน อัรกอม ซะฮ์รี เขาได้รับหน้าที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ส่วนหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอาลีจะรับหน้าที่เขียนให้มีสาวกอีกจำนวนหนึ่งที่บางครั้งได้รับคำสั่งให้ทำการจดบันทึกกุรอาน เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุศมาน ท่านเซด บิน อะวาม ท่านคอลิดและอะบาน บิน ซะอีด บิน อาซ ฮันซอละฮ์ อะลาอ์ บิน ฮัฎรอมี คอลิด บิน วะลีด อับดุลลอฮ์ บิน รอวาฮะฮ์ มุอาวียะฮ์ บิน อบูซุฟยาน และ ฯลฯ
อิบนิอะซีรยังกล่าวอีกว่า – ชาวกุเรชคนแรกที่ได้รับหน้าที่อาลักษณ์ให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ แต่หลังจากนั้นต่อมาได้ออกจากอิสลามและกลับไปอยู่ที่มักกะฮ์ โดยที่โองการที่ 93 ซูเราะฮ์อันอามที่กล่าวว่า :
ถูกประทานลงมาให้อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ นั่นเอง
บุคคลที่กล่าวชื่อมาข้างต้นเป็นบุคคลที่ในสมัยนั้นมีความรู้ด้านการอ่านเขียนซึ่งบางครั้งก็ได้รับคำสั่งจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ให้ทำการจดบันทึกกุรอานแต่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งอาลักษณ์อย่างเป็นทางการคือ ท่านอาลี บิน อะบีฏอลิบ ท่านอุบัย บิน กะอบ์ ท่านเซด บิน ซาบิต และท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัรกอมเท่านั้น
ส่วนรูปแบบการเขียนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะเขียนกุรอานลงบนวัสดุที่สามารถบันทึกตัวหนังสือลงบนนั้นได้ เช่นก้านอินทผาลัม หินชนวน หนังสัตว์ กระดาษ โดยหลังจากนั้นวัสดุที่ถูกบันทึกกุรอานแล้วจะถูกเก็บรวมรวมที่บ้านท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)
ชัยตอนคือใคร ?
เป็นบทความของท่านชะฮีด มุเฏาะฮ์ฮารี แปลเอามาฝากท่านผู้อ่านกัน
ชัยตอนคือใคร ?
พวกบูชาไฟมีความเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าสององค์ พระเจ้าแห่งความดี และพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย อาจจะมีบางคนคิดไปว่าอิสลามก็มีความเชื่อเช่นนั้นเหมือนกันเพราะในอิสลามมีการกล่าวถึง อัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าแห่งความดีงามและชัยตอนเจ้าแห่งความเลวร้ายด้วย ซึ่งเป็นสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้เองในบทความนี้จะขอกล่าวถึงชัยตอนในทัศนะของอิสลามและกุรอาน
เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องชัยตอนในศาสนาอิสลามมีความแตกต่างกับความเชื่อของพวกบูชาไฟราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว ตามความเชื่อของพวกบูชาไฟเชื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกนี้มีสองขั้วด้วยกันส่วนหนึ่งเป็นสิ่งถูกสร้างที่มีความดีงามซึ่งถูกสร้างมาจากพระเจ้าแห่งความดีงาม และส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่มีแต่ความเลวร้ายซึ่งถูกสร้างมาจากพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย
แต่ตามคำสอนของอิสลามและกุรอานเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งไม่ได้ถูกสร้างมาโดยแบ่งว่าสิ่งนี้ดีหรือสิ่งนี้ไม่ดี ทุกสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายล้วนสวยงาม ดีงามและเหมาะสมทั้งสิ้น เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายถูกสร้างจากเอกองค์อัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียวไม่มีผู้ใดมีส่วนร่วมและไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ รวมทั้งชัยตอนด้วยก็เป็นสิ่งถูกสร้างจากพระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกัน และชัยตอนก็มีอิทธิพลต่อมนุษย์เท่านั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อสรรพสิ่งอื่นเลย อีกทั้งอิทธิพลของชัยตอนที่มีต่อมนุษย์ก็มีความสามารถเพียงแค่หลอกล่อและเบี่ยงเบนความคิดของมนุษย์เท่านั้นไม่ได้มีความสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านร่างกายของมนุษย์แต่อย่างใด อีกทั้งชัยตอนก็มีความสามารถเพียงหลอกล่อและเบี่ยงเบนความคิดของผู้ที่ยอมจำนนและมอบความไว้วางใจต่อชัยตอนเท่านั้นกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 99 – 100 ของซูเราะฮ์ อัลนะฮล์ว่า -
“แท้จริง (ชัยตอน) ไม่ได้มีอำนาจเหนือบุคคลที่มีความศรัทธาและมอบหมายตนต่อพระผู้อภิบาลของเขา แต่ชัยตอนจะมีอำนาจเหนือบุคคลที่ยอมรับในอำนาจของชัยตอนเท่านั้น”
กุรอานกล่าวถึงคำพูดของชัยตอนที่มันจะกล่าวกับผู้ที่หลงเชื่อมันในวันแห่งการสอบสวนว่า -
“(ในโลกดุนยา) ฉันไม่ได้มีอำนาจเหนือ (หรือมีความสามารถที่จะบังคับ) พวกท่านแต่อย่างใด ฉันเพียงแค่เรียกร้องพวกท่าน (ไปสู่ความชั่วร้าย) เท่านั้น แล้วท่านก็ตอบรับการเรียกร้องของฉันเอง ดังนั้นพวกท่านจงอย่าได้ตำหนิฉันเลยจงตำหนิตัวของพวกท่านเองเถิด”
ดังนั้นอำนาจของชัยตอนที่จะมีเหนือมนุษย์ได้ขึ้นอยู่กับตัวของมนุษย์เองไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยตอน ในอิสลามเชื่อว่ามนุษย์จะพัฒนาขึ้นไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้จะต้องมีอิสระภาพในการเลือกไม่ถูกครอบงำจากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น
ชัยตอนในทัศนะของกุรอานคือหนึ่งในสิ่งที่ถูกสร้างจากอัลลอฮ์เท่านั้นไม่ได้มีอำนาจในการสร้างและมีอำนาจในการทำอะไรทั้งสิ้นและความชั่วร้ายของชัยตอนก็เป็นความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมัน แต่ตัวตนของชัยตอนไม่ใช่เป็นผู้ชั่วร้ายแต่อย่างใด
และตามคำสอนของกุรอานซัยตอนคือสิ่งที่ถูกสร้างที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ จึงโดนลงโทษจากอัลลอฮ์ แต่ชัยตอนสัญญากับพระองค์ว่าจะคอยหลอกล่อบรรดามนุษย์ให้ตกหลุมพรางโดยคำกล่าวของชัยตอนถูกกล่าวไว้ในกุรอานว่า -
ดังนั้นจงระวังตัวเองและปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบของศาสนาและจงเชื่อมั่นต่อเอกองค์อัลลอฮ์เถิดแล้วจะไม่มีอำนาจใดมาครอบงำพวกท่านได้เลย
ชัยตอนคือใคร ?
พวกบูชาไฟมีความเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าสององค์ พระเจ้าแห่งความดี และพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย อาจจะมีบางคนคิดไปว่าอิสลามก็มีความเชื่อเช่นนั้นเหมือนกันเพราะในอิสลามมีการกล่าวถึง อัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าแห่งความดีงามและชัยตอนเจ้าแห่งความเลวร้ายด้วย ซึ่งเป็นสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้เองในบทความนี้จะขอกล่าวถึงชัยตอนในทัศนะของอิสลามและกุรอาน
เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องชัยตอนในศาสนาอิสลามมีความแตกต่างกับความเชื่อของพวกบูชาไฟราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว ตามความเชื่อของพวกบูชาไฟเชื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกนี้มีสองขั้วด้วยกันส่วนหนึ่งเป็นสิ่งถูกสร้างที่มีความดีงามซึ่งถูกสร้างมาจากพระเจ้าแห่งความดีงาม และส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่มีแต่ความเลวร้ายซึ่งถูกสร้างมาจากพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย
แต่ตามคำสอนของอิสลามและกุรอานเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งไม่ได้ถูกสร้างมาโดยแบ่งว่าสิ่งนี้ดีหรือสิ่งนี้ไม่ดี ทุกสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายล้วนสวยงาม ดีงามและเหมาะสมทั้งสิ้น เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายถูกสร้างจากเอกองค์อัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียวไม่มีผู้ใดมีส่วนร่วมและไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ รวมทั้งชัยตอนด้วยก็เป็นสิ่งถูกสร้างจากพระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกัน และชัยตอนก็มีอิทธิพลต่อมนุษย์เท่านั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อสรรพสิ่งอื่นเลย อีกทั้งอิทธิพลของชัยตอนที่มีต่อมนุษย์ก็มีความสามารถเพียงแค่หลอกล่อและเบี่ยงเบนความคิดของมนุษย์เท่านั้นไม่ได้มีความสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านร่างกายของมนุษย์แต่อย่างใด อีกทั้งชัยตอนก็มีความสามารถเพียงหลอกล่อและเบี่ยงเบนความคิดของผู้ที่ยอมจำนนและมอบความไว้วางใจต่อชัยตอนเท่านั้นกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 99 – 100 ของซูเราะฮ์ อัลนะฮล์ว่า -
“แท้จริง (ชัยตอน) ไม่ได้มีอำนาจเหนือบุคคลที่มีความศรัทธาและมอบหมายตนต่อพระผู้อภิบาลของเขา แต่ชัยตอนจะมีอำนาจเหนือบุคคลที่ยอมรับในอำนาจของชัยตอนเท่านั้น”
กุรอานกล่าวถึงคำพูดของชัยตอนที่มันจะกล่าวกับผู้ที่หลงเชื่อมันในวันแห่งการสอบสวนว่า -
“(ในโลกดุนยา) ฉันไม่ได้มีอำนาจเหนือ (หรือมีความสามารถที่จะบังคับ) พวกท่านแต่อย่างใด ฉันเพียงแค่เรียกร้องพวกท่าน (ไปสู่ความชั่วร้าย) เท่านั้น แล้วท่านก็ตอบรับการเรียกร้องของฉันเอง ดังนั้นพวกท่านจงอย่าได้ตำหนิฉันเลยจงตำหนิตัวของพวกท่านเองเถิด”
ดังนั้นอำนาจของชัยตอนที่จะมีเหนือมนุษย์ได้ขึ้นอยู่กับตัวของมนุษย์เองไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยตอน ในอิสลามเชื่อว่ามนุษย์จะพัฒนาขึ้นไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้จะต้องมีอิสระภาพในการเลือกไม่ถูกครอบงำจากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น
ชัยตอนในทัศนะของกุรอานคือหนึ่งในสิ่งที่ถูกสร้างจากอัลลอฮ์เท่านั้นไม่ได้มีอำนาจในการสร้างและมีอำนาจในการทำอะไรทั้งสิ้นและความชั่วร้ายของชัยตอนก็เป็นความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมัน แต่ตัวตนของชัยตอนไม่ใช่เป็นผู้ชั่วร้ายแต่อย่างใด
และตามคำสอนของกุรอานซัยตอนคือสิ่งที่ถูกสร้างที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ จึงโดนลงโทษจากอัลลอฮ์ แต่ชัยตอนสัญญากับพระองค์ว่าจะคอยหลอกล่อบรรดามนุษย์ให้ตกหลุมพรางโดยคำกล่าวของชัยตอนถูกกล่าวไว้ในกุรอานว่า -
ดังนั้นจงระวังตัวเองและปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบของศาสนาและจงเชื่อมั่นต่อเอกองค์อัลลอฮ์เถิดแล้วจะไม่มีอำนาจใดมาครอบงำพวกท่านได้เลย
คุตบะฮ์นมาซวันศุกร์ กรุงเตหะราน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคุณ โสภณ แสงศรี หรือ เชคญะมีล ฮัยดัร ท่านได้ส่งคำแปลคุฏบะฮ์วันศุกร์ของท่านผู้นำการปฏิวัติมาให้ทางอีเมล ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณท่านเชคเป็นอย่างมาก ผมจึงขออนุญาตินำมาลงไว้ในบล็อกด้วย
คุตบะฮ์นมาซวันศุกร์ กรุงเตหะราน
โดย ฯพณฯ อายะตุลลอฮ์ฮ์ ซัยยิด อะลี คอมาเนอี ผู้นำสูงสุด
ณ มหาวิทยาลัยเตหะราน ประเทศอิหร่าน
19 มิถุนายน 2552
คุตบะฮ์แรก
ข้าพเจ้าขอตักเตือนพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงทุกท่าน ให้มีความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ (ซ.บ) และจงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระองค์ในทุก ๆ สถานะภาพ หากเรานั้นมีความยำเกรงต่อพระองค์เป็นเสบียง หากเรารำลึกถึงพระองค์อยู่เป็นนิจสิน และไม่หลงลืมว่าเรานั้นอยู่หน้าเบื้องพระพักต์ของพระองค์ตลอดเวลา (นั่นคือความหมายของการมีความยำเกรงต่อพระองค์) แน่นอนยิ่งความเป็นสิริมงคล ความเมตตา ความช่วยเหลืออันมากมายของพระองค์จะมีมายังเรา ในทุก ๆ นมาซวันศุกร์ของแต่ละอาทิตย์ หัวใจของผู้ที่ปฏิบัตินมาซวันศุกร์เพื่อพระองค์เหล่านั้น จะต้องใคร่ครวญซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบต่อสัจธรรมอันนี้ จงคอยกระตุ้นตัวเองด้วยความยำเกรงตลอดเวลา
ในช่วงนี้ถือว่ายังอยู่ในระหว่างแห่งวันคล้ายวันถือกำเนิดของท่านหญิงฟาติมะฮ์ซะฮ์รอ (ซ.) สตรีผู้ยิ่งใหญ่บุตรีของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และอีกไม่กี่วันเราก็จะเริ่มเข้าสู่เดือนแห่งการขออภัยโทษ นั่นคือเดือนรอญับ เป็นวันเวลาแห่งการรำลึกถึงพระองค์ ช่วงเวลาแห่งการวิงวอนขอ ช่วงเวลาแห่งการเข้าใกล้ชิดพระองค์
โองการข้างต้นซึ่งเป็นพระดำรัสของพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป เป็นพระดำรัสที่พระองค์ทรงได้แจ้งข่าวดีแก่ผู้ศรัทธา พระองค์ทรงตรัสถึงการประทาน “สะกีนะฮ์ (ความสงบเงียบ)” ของพระองค์ “สะกีนะฮ์” คือความสงบนิ่ง สุขุม เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับความขัดแย้งต่างๆนานา ในด้านจิตวิญญาณ และภาวะทางสังคม โองการนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หนึ่งที่ฮุดัยบียะฮ์ใกล้กับมักกะฮ์ ในครั้งนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ออกเดินทางจากนครมดีนะฮ์ไปยังนครมักกะฮ์พร้อมกับเหล่าสาวกไม่กี่ร้อยคนเพื่อทำอุมเราะฮ์ (ช่วงประมาณปีที่หกแห่งการอพยพ) เหตุการณ์หลายๆ ด้านได้ประดังเข้ามายังบรรดามุสลิมในช่วงเวลานั้นจะเป็นเหตุให้ผู้ศรัทธาหลายคนในตอนนั้นหัวใจเริ่มไม่สงบนิ่ง ไหนจะเรื่องที่ถูกเหล่าบรรดาศัตรูที่มีกองกำลังและยุทรโธปกรณ์ที่ครบมือล้อมไว้ เหล่าศรัตรูมีทั้งกำลังพล อาวุธครบมือ และมีเสบียงที่มากมาย ด้วยเหตุนี้เองทำให้บรรดามุสลิมในวันนั้นเริ่มเสียขวัญ กระวนกระวายใจเป็นยิ่งนัก บวกกับเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่สร้างความเป็นกังวลใจให้กับเหล่ามุสลิมในช่วงเวลานั้น
ในช่วงสถานการณ์เช่นนั้น ความกังวลใจต่าง ๆ นานา ก็จะบังเกิดขึ้นสำหรับผู้ศรัทธาและและอิสลามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนั้น “สะกีนะฮ์” จะถูกประธานมาจากพระองค์แก่ผู้ศรัทธา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า “พระองค์คือผู้ทรงประทานความเงียบสงบลงมาในจิตใจของบรรดาผู้ศรัทธา เพื่อพวกเขาจะได้เพิ่มพูนการศรัทธาให้กับการศรัทธาของพวกเขา และเป็นของอัลลอฮฺคือไพร่พลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ” (ซูเราะฮ์อัลฟัตฮ์ โองการที่ 4)
พระองค์จะทรงประทานความมั่นคงเข้มแข็งแก่หัวใจของผู้ศรัทธา พระองค์จะทรงปลดปล่อยพวกเขาออกจากความกระวนกระวายใจ และมุสลิมทั้งหลายจะมีหัวใจที่สงบนิ่งและมั่นคง ด้วยการประทานความสงบนิ่งนั้นจากพระองค์ และเมื่อถึงเวลานั้นความสงบนิ่งแห่งจิตวิญญาณนั้นก็จะทำให้การศรัทธาของพวกเขาเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปอีก รัศมีแห่งศรัทธาจะสว่างไสวในหัวใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่ถูกสะสมไว้ให้กับมุสลิม เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งพวกเขามั่นใจในการช่วยเหลือของพระองค์ สำหรับผู้ที่แสวงหาสัจธรรม เมื่อหัวใจสงบมั่น เท้าที่จะก้าวไปข้างหน้าก็จะมั่นคงตามไปด้วย และเมื่อเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้นั่นย่อมหมายถึง การไปสู่จุดหมายก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
ศัตรูของอิสลาม มีแผนการมากมายตลอดเวลาเพื่อสร้างความกังวลใจให้กับมวลมุสลิม ซึ่งหากย้อนกลับไปมองในประวัติศาสตร์เราก็จะพบในหลาย ๆ เหตุการณ์ แม้กระทั่งก่อนการมาของอิสลามด้วยซ้ำไป แต่ผู้ศรัทธาในช่วงเวลานั้นก็มีความมั่นคงในศรัทธา และมีหัวใจที่สงบนิ่ง ด้วยความสงบนิ่งแห่งจิตวิญญาณนี้เองที่ได้ทำให้ผู้ศรัทธาเหล่านั้นมั่นคงอยู่ในศรัทธาของพวกเขา ไม่มีความกระวนกระวายใจใด ๆ เลยแม้นิดเดียว พวกเขาจึงไม่หลงทาง เนื่องจากว่าผู้ที่มีความกังวลใจนั้น ยากที่จะพบกับหนทางที่ถูกต้อง มนุษย์ซึ่งมีจิตวิญญาณที่สงบมั่น เขาจะมีความคิดที่ถูกต้อง เขาจะตัดสินใจและเคลื่อนไหวถูกต้องเสมอ และนี่คือสัญลักษณ์หนึ่งแห่งความเมตตาของพระองค์อัลเลาะฮ์ (ซ.บ)
ณ วันนี้สังคมของเรา ประชาชาติของเรามีความจำเป็นต่อ “สะกีนะฮ์ (ความสงบนิ่ง)” นี้เป็นอย่างยิ่ง พวกท่านจงมีความมั่นใจในตัวเองให้มาก “บรรดาผู้ศรัทธา และจิตใจของพวกเขาสงบด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮ พึงทราบเถิด! ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮเท่านั้นทำให้จิตใจสงบ” (ซูเราะฮ์อัรเราะอฺด์ โองการที่ 28)
จงรำลึกถึงพระองค์ให้มากที่สุดโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์ซึ่งสร้างความกังวลใจ เพราะการรำลึกจะช่วยปกป้องจากความเลวร้ายแห่งดุนยาและการใช้ชีวิตได้ จงเห็นคุณค่าแห่งการรำลึกถึงพระองค์ให้มาก ในเดือนรอญับที่จะมาเยือนในไม่ช้านี้ ดุอาอ์ (บทขอพร) ต่างๆในเดือนรอญับคือทะเลหนึ่งแห่งมหาสมุทรของวิชาการ ดุอาอ์ (บทขอพร) มิได้แค่ทำให้มนุษย์เข้าใกล้ชิดพระองค์เท่านั้น ทว่าดุอาอ์ (บทขอพร) จะสั่งสอนวิชาการแก่มนุษย์ จะขัดเกลามนุษย์ด้วยเช่นกัน ดุอาอ์ (บทขอพร) จะเพิ่มพูนสติปัญญาของมนุษย์ ดุอาอ์ (บทขอพร) จะสอนสั่งความรู้วิชาการ และสัจธรรม ซึ่งมนุษย์มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ดุอาอ์ (บทขอพร) จะทำให้หัวใจของมนุษย์มุ่งสู่พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นจงให้ความสำคัญกับการรำลึกถึงพระองค์ให้มากที่สุด เช่นการนมาซวันศุกร์ในวันนี้ก็เช่นกัน นี่คือหนึ่งแห่งการรำลึกถึงพระองค์ “จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ” (ซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์ โองการที่ 9)
ในสถานที่นี้ เวลานี้ หัวใจของพวกท่าน ลิ้นของพวกท่าน ทุก ๆ การเคลื่อนไหวของพวกท่านต้องอยู่กับการรำลึกถึงพระองค์เท่านั้น ด้วยหัวใจที่ระลึกถึงพระองค์ ด้วยลิ้นที่พร่ำกล่าวพระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ด้วยการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกายเพียงเพื่อรำลึกและภักดีต่อพระบัญชาของพระองค์ นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องเป็นและต้องกระทำให้ได้
ข้าพเจ้าใคร่ขอกล่าวกับทุกท่าน ตั้งแต่การปฏิวัติจนถึงวันนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งในบางเหตุการณ์เกือบจะทำลายประชาชาติและประเทศชาติของเรา หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับพายุลูกมหึมาซึ่งเราไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร แต่ทว่าเรือลำนี้ซึ่งแข็งแรงด้วยแรงศรัทธาของพวกท่านทั้งหลาย ด้วยแรงปรารถนาของพวกท่าน ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยรัศมีแห่งการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่าน จึงสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุมหึมาเหล่านั้นได้ นี่คือสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและความเอื้อเฟื้อที่พระองค์ได้ทรงมอบให้แก่พวกท่านโอ้ประชาชนที่รักทั้งหลาย
การได้รับความเอื้อเฟื้อแห่งพระผู้เป็นเจ้าคือเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่การรักษาไว้ซึ่งความเอื้อเฟื้อนั้นให้คงอยู่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน อย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ที่เราจะลำพองในตนเอง อย่าได้เป็นเช่นนั้นเลยที่เมื่อเราได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์แล้วเราจะกล่าวว่า “พระองค์จะทรงช่วยเหลือเราอย่างแน่นอนไม่ต้องห่วง” และหลงลืมจากหน้าที่ของเรา การรำลึกถึงพระองค์ห่างหายไปจากหัวใจของเรา โดยเฉพาะพวกท่านทั้งหลายโอ้หนุ่มสาวที่รักทั่วทั้งประเทศทุกคน และที่อยู่ต่างประเทศ ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกท่านว่า “โอ้บรรดาคนหนุ่มสาวที่รักเอ๋ย จงให้ความสำคัญกับดวงใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ที่เต็มไปด้วยรัศมีและความอ่อนโยน จงทำให้ดวงใจเหล่านั้นอิ่มเอิบไปด้วยการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าเถิด ซึ่งพระองค์จะทรงประทานความเมตตาแก่ประชาชาตินี้อย่างมิขาดสายอย่างแน่แท้ และพวกท่านพึงรู้ไว้เถิดว่า หลายสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นและรู้ทั้งในอดีตและในปัจจุบันเกี่ยวกับประชาชาตินี้นั้น ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าประชาชาตินี้จะก้าวไปสู่เป้าหมายที่สูงสุดได้อย่างแน่นอนด้วยพระประสงค์และความช่วยเหลือของพระองค์
จงเห็นความสำคัญของสังคมที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งนี้ อย่าปล่อยให้ความวุ่นวายทางการเมืองต้องทำให้หลงลืมพระองค์ อย่าปล่อยให้คำกล่าวต่าง ๆ ที่ดังขึ้นในในประเทศหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีอย่างแน่นอนในประเทศที่มีเสรีภาพต้องทำให้เราหลงทาง ทำให้เราไม่รู้จะเดินไปทางไหน ทำให้เราไม่รู้ว่าจะต้องก้าวเดินไปอย่างไร การปฏิวัตินี้นั้นเกิดขึ้นบนพื้นฐานของศรัทธาที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง และมันจะต้องดำเนินไปบนพี้นฐานอันนี้เช่นเดียวกัน
ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระองค์ที่ประชาชาติของเราคือประชาติที่เป็นผู้ศรัทธา มีความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า เข้าใจในศาสนาของพระองค์ ปรารถนาในการพัฒนาจิตวิญญาณ วันนี้บรรดาคนหนุ่มสาวอยู่ในโลกที่มีพวกทุนนิยมปกครอง พวกเขาจึงอยู่ในความสับสนและงุนงง การห่างไกลจากการพัฒนาในเรื่องของจิตวิญญาณจะยิ่งทำให้พวกเขาสับสนไปอีก พวกเขาไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร ความคิดของพวกเขาจะหยุดอยู่กับที่ แต่บางคนเขาเข้าใจและรู้ว่าหนทางแห่งการแก้ไขนั้นคือการหวนกลับไปหาจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของพวกเขา แต่ทว่าจะหวนกลับไปได้แค่ไหนหรือในเมื่อจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของพวกเขาที่มันสูญสลายไปถูกทำลายด้วยสิ่งต่างๆนานานับประการ ในโลกตะวันตกนานนับสองศัตวรรษมาแล้ว
แต่ทว่าบรรดาคนหนุ่มสาวของพวกเราหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ประชาชาติของเราได้เคลื่อนไหวในเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่แห่งจิตวิญญาณ ด้วยจิตวิญญาณอันนี้เราได้ทำให้การปฏิวัติหนึ่งได้รับชัยชนะมาแล้ว เราสามารถก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นบนโลกนี้ได้ด้วยจิตวิญญาณนั้น รากฐานของมันแข็งแกร่งสามารถที่จะยืนหยัดท่ามกลางการรุกรานทุกรูปแบบ ประชาชาติของเราต่อสู้ในสงครามแปดปี และได้รับชัยชนะด้วยจิตวิญญาณนี้
วันนี้คนหนุ่มสาวของพวกเราส่วนมากเป็นผู้ศรัทธาและมีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าบางคนสภาพภายนอกของเขาอาจจะดูเหมือนคนที่ไม่มีจิตวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์อยู่ มนุษย์เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมหัวใจของเขาจะระลึกถึงพระองค์ทันที หลายครั้งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วในค่ำคืนแห่งกัดร์ หรือในวันต่าง ๆ ที่มีการ “เอียะติกาฟ” (การพำนักในมัสยิด เพื่อการภักดีพระผู้เป็นเจ้า) ในวันนมาซอีดฟิตริ บางคนที่เรานึกไม่ถึงและเห็นแค่ภายนอกของเขา แต่หัวใจของพวกเขานั้นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ขอสาบานด้วยอัลกุรอานคำภีร์ของพระองค์ ด้วยสิทธิแห่งบรรดาอิมามผู้สืบทอดตำแหน่งของท่านศาสดามุฮัมัด (ศ.) ได้ทรงโปรดทำให้หัวใจของพวกเราเต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดอย่าทำให้เรานั้นห่างไกลจากอัลกุรอานและลูกหลานอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้ทรงโปรดประทานความยำเกรง ความศรัทธา และความสงบนิ่งแห่งพระองค์แก่ดวงใจทั้งหลายในประชาชาตินี้ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้ประชาชาตินี้มีชัยเหนือเหล่าศรัตรูด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้หัวใจของเรานั้นระลึกถึงแต่พระองค์ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ อยู่บนหนทางของพระองค์ด้วยเถิด และได้โปรดทรงยอมรับสิ่งเหล่านั้นด้วย
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดนำสลามของเรายังท่านอิมามมะฮ์ดี และทรงยอมรับดุอาของท่านอิมามมะฮ์ดีที่มีแก่เราด้วยเถิด
อัลลอฮุมมะศ้อลลิอะลามุฮัมมัด วะอาลิมุฮัมมัด.
***************************************************
คุตบะฮ์นมาซวันศุกร์ กรุงเตหะราน
โดย ฯพณฯ อายะตุลลอฮ์ฮ์ ซัยยิด อะลี คอมาเนอี ผู้นำสูงสุด
ณ มหาวิทยาลัยเตหะราน ประเทศอิหร่าน
19 มิถุนายน 2552
คุตบะฮ์แรก
ข้าพเจ้าขอตักเตือนพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงทุกท่าน ให้มีความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ (ซ.บ) และจงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระองค์ในทุก ๆ สถานะภาพ หากเรานั้นมีความยำเกรงต่อพระองค์เป็นเสบียง หากเรารำลึกถึงพระองค์อยู่เป็นนิจสิน และไม่หลงลืมว่าเรานั้นอยู่หน้าเบื้องพระพักต์ของพระองค์ตลอดเวลา (นั่นคือความหมายของการมีความยำเกรงต่อพระองค์) แน่นอนยิ่งความเป็นสิริมงคล ความเมตตา ความช่วยเหลืออันมากมายของพระองค์จะมีมายังเรา ในทุก ๆ นมาซวันศุกร์ของแต่ละอาทิตย์ หัวใจของผู้ที่ปฏิบัตินมาซวันศุกร์เพื่อพระองค์เหล่านั้น จะต้องใคร่ครวญซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบต่อสัจธรรมอันนี้ จงคอยกระตุ้นตัวเองด้วยความยำเกรงตลอดเวลา
ในช่วงนี้ถือว่ายังอยู่ในระหว่างแห่งวันคล้ายวันถือกำเนิดของท่านหญิงฟาติมะฮ์ซะฮ์รอ (ซ.) สตรีผู้ยิ่งใหญ่บุตรีของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และอีกไม่กี่วันเราก็จะเริ่มเข้าสู่เดือนแห่งการขออภัยโทษ นั่นคือเดือนรอญับ เป็นวันเวลาแห่งการรำลึกถึงพระองค์ ช่วงเวลาแห่งการวิงวอนขอ ช่วงเวลาแห่งการเข้าใกล้ชิดพระองค์
โองการข้างต้นซึ่งเป็นพระดำรัสของพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป เป็นพระดำรัสที่พระองค์ทรงได้แจ้งข่าวดีแก่ผู้ศรัทธา พระองค์ทรงตรัสถึงการประทาน “สะกีนะฮ์ (ความสงบเงียบ)” ของพระองค์ “สะกีนะฮ์” คือความสงบนิ่ง สุขุม เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับความขัดแย้งต่างๆนานา ในด้านจิตวิญญาณ และภาวะทางสังคม โองการนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หนึ่งที่ฮุดัยบียะฮ์ใกล้กับมักกะฮ์ ในครั้งนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ออกเดินทางจากนครมดีนะฮ์ไปยังนครมักกะฮ์พร้อมกับเหล่าสาวกไม่กี่ร้อยคนเพื่อทำอุมเราะฮ์ (ช่วงประมาณปีที่หกแห่งการอพยพ) เหตุการณ์หลายๆ ด้านได้ประดังเข้ามายังบรรดามุสลิมในช่วงเวลานั้นจะเป็นเหตุให้ผู้ศรัทธาหลายคนในตอนนั้นหัวใจเริ่มไม่สงบนิ่ง ไหนจะเรื่องที่ถูกเหล่าบรรดาศัตรูที่มีกองกำลังและยุทรโธปกรณ์ที่ครบมือล้อมไว้ เหล่าศรัตรูมีทั้งกำลังพล อาวุธครบมือ และมีเสบียงที่มากมาย ด้วยเหตุนี้เองทำให้บรรดามุสลิมในวันนั้นเริ่มเสียขวัญ กระวนกระวายใจเป็นยิ่งนัก บวกกับเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่สร้างความเป็นกังวลใจให้กับเหล่ามุสลิมในช่วงเวลานั้น
ในช่วงสถานการณ์เช่นนั้น ความกังวลใจต่าง ๆ นานา ก็จะบังเกิดขึ้นสำหรับผู้ศรัทธาและและอิสลามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนั้น “สะกีนะฮ์” จะถูกประธานมาจากพระองค์แก่ผู้ศรัทธา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า “พระองค์คือผู้ทรงประทานความเงียบสงบลงมาในจิตใจของบรรดาผู้ศรัทธา เพื่อพวกเขาจะได้เพิ่มพูนการศรัทธาให้กับการศรัทธาของพวกเขา และเป็นของอัลลอฮฺคือไพร่พลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ” (ซูเราะฮ์อัลฟัตฮ์ โองการที่ 4)
พระองค์จะทรงประทานความมั่นคงเข้มแข็งแก่หัวใจของผู้ศรัทธา พระองค์จะทรงปลดปล่อยพวกเขาออกจากความกระวนกระวายใจ และมุสลิมทั้งหลายจะมีหัวใจที่สงบนิ่งและมั่นคง ด้วยการประทานความสงบนิ่งนั้นจากพระองค์ และเมื่อถึงเวลานั้นความสงบนิ่งแห่งจิตวิญญาณนั้นก็จะทำให้การศรัทธาของพวกเขาเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปอีก รัศมีแห่งศรัทธาจะสว่างไสวในหัวใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่ถูกสะสมไว้ให้กับมุสลิม เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งพวกเขามั่นใจในการช่วยเหลือของพระองค์ สำหรับผู้ที่แสวงหาสัจธรรม เมื่อหัวใจสงบมั่น เท้าที่จะก้าวไปข้างหน้าก็จะมั่นคงตามไปด้วย และเมื่อเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้นั่นย่อมหมายถึง การไปสู่จุดหมายก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
ศัตรูของอิสลาม มีแผนการมากมายตลอดเวลาเพื่อสร้างความกังวลใจให้กับมวลมุสลิม ซึ่งหากย้อนกลับไปมองในประวัติศาสตร์เราก็จะพบในหลาย ๆ เหตุการณ์ แม้กระทั่งก่อนการมาของอิสลามด้วยซ้ำไป แต่ผู้ศรัทธาในช่วงเวลานั้นก็มีความมั่นคงในศรัทธา และมีหัวใจที่สงบนิ่ง ด้วยความสงบนิ่งแห่งจิตวิญญาณนี้เองที่ได้ทำให้ผู้ศรัทธาเหล่านั้นมั่นคงอยู่ในศรัทธาของพวกเขา ไม่มีความกระวนกระวายใจใด ๆ เลยแม้นิดเดียว พวกเขาจึงไม่หลงทาง เนื่องจากว่าผู้ที่มีความกังวลใจนั้น ยากที่จะพบกับหนทางที่ถูกต้อง มนุษย์ซึ่งมีจิตวิญญาณที่สงบมั่น เขาจะมีความคิดที่ถูกต้อง เขาจะตัดสินใจและเคลื่อนไหวถูกต้องเสมอ และนี่คือสัญลักษณ์หนึ่งแห่งความเมตตาของพระองค์อัลเลาะฮ์ (ซ.บ)
ณ วันนี้สังคมของเรา ประชาชาติของเรามีความจำเป็นต่อ “สะกีนะฮ์ (ความสงบนิ่ง)” นี้เป็นอย่างยิ่ง พวกท่านจงมีความมั่นใจในตัวเองให้มาก “บรรดาผู้ศรัทธา และจิตใจของพวกเขาสงบด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮ พึงทราบเถิด! ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮเท่านั้นทำให้จิตใจสงบ” (ซูเราะฮ์อัรเราะอฺด์ โองการที่ 28)
จงรำลึกถึงพระองค์ให้มากที่สุดโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์ซึ่งสร้างความกังวลใจ เพราะการรำลึกจะช่วยปกป้องจากความเลวร้ายแห่งดุนยาและการใช้ชีวิตได้ จงเห็นคุณค่าแห่งการรำลึกถึงพระองค์ให้มาก ในเดือนรอญับที่จะมาเยือนในไม่ช้านี้ ดุอาอ์ (บทขอพร) ต่างๆในเดือนรอญับคือทะเลหนึ่งแห่งมหาสมุทรของวิชาการ ดุอาอ์ (บทขอพร) มิได้แค่ทำให้มนุษย์เข้าใกล้ชิดพระองค์เท่านั้น ทว่าดุอาอ์ (บทขอพร) จะสั่งสอนวิชาการแก่มนุษย์ จะขัดเกลามนุษย์ด้วยเช่นกัน ดุอาอ์ (บทขอพร) จะเพิ่มพูนสติปัญญาของมนุษย์ ดุอาอ์ (บทขอพร) จะสอนสั่งความรู้วิชาการ และสัจธรรม ซึ่งมนุษย์มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ดุอาอ์ (บทขอพร) จะทำให้หัวใจของมนุษย์มุ่งสู่พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นจงให้ความสำคัญกับการรำลึกถึงพระองค์ให้มากที่สุด เช่นการนมาซวันศุกร์ในวันนี้ก็เช่นกัน นี่คือหนึ่งแห่งการรำลึกถึงพระองค์ “จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ” (ซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์ โองการที่ 9)
ในสถานที่นี้ เวลานี้ หัวใจของพวกท่าน ลิ้นของพวกท่าน ทุก ๆ การเคลื่อนไหวของพวกท่านต้องอยู่กับการรำลึกถึงพระองค์เท่านั้น ด้วยหัวใจที่ระลึกถึงพระองค์ ด้วยลิ้นที่พร่ำกล่าวพระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ด้วยการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกายเพียงเพื่อรำลึกและภักดีต่อพระบัญชาของพระองค์ นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องเป็นและต้องกระทำให้ได้
ข้าพเจ้าใคร่ขอกล่าวกับทุกท่าน ตั้งแต่การปฏิวัติจนถึงวันนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งในบางเหตุการณ์เกือบจะทำลายประชาชาติและประเทศชาติของเรา หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับพายุลูกมหึมาซึ่งเราไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร แต่ทว่าเรือลำนี้ซึ่งแข็งแรงด้วยแรงศรัทธาของพวกท่านทั้งหลาย ด้วยแรงปรารถนาของพวกท่าน ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยรัศมีแห่งการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่าน จึงสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุมหึมาเหล่านั้นได้ นี่คือสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและความเอื้อเฟื้อที่พระองค์ได้ทรงมอบให้แก่พวกท่านโอ้ประชาชนที่รักทั้งหลาย
การได้รับความเอื้อเฟื้อแห่งพระผู้เป็นเจ้าคือเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่การรักษาไว้ซึ่งความเอื้อเฟื้อนั้นให้คงอยู่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน อย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ที่เราจะลำพองในตนเอง อย่าได้เป็นเช่นนั้นเลยที่เมื่อเราได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์แล้วเราจะกล่าวว่า “พระองค์จะทรงช่วยเหลือเราอย่างแน่นอนไม่ต้องห่วง” และหลงลืมจากหน้าที่ของเรา การรำลึกถึงพระองค์ห่างหายไปจากหัวใจของเรา โดยเฉพาะพวกท่านทั้งหลายโอ้หนุ่มสาวที่รักทั่วทั้งประเทศทุกคน และที่อยู่ต่างประเทศ ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกท่านว่า “โอ้บรรดาคนหนุ่มสาวที่รักเอ๋ย จงให้ความสำคัญกับดวงใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ที่เต็มไปด้วยรัศมีและความอ่อนโยน จงทำให้ดวงใจเหล่านั้นอิ่มเอิบไปด้วยการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าเถิด ซึ่งพระองค์จะทรงประทานความเมตตาแก่ประชาชาตินี้อย่างมิขาดสายอย่างแน่แท้ และพวกท่านพึงรู้ไว้เถิดว่า หลายสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นและรู้ทั้งในอดีตและในปัจจุบันเกี่ยวกับประชาชาตินี้นั้น ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าประชาชาตินี้จะก้าวไปสู่เป้าหมายที่สูงสุดได้อย่างแน่นอนด้วยพระประสงค์และความช่วยเหลือของพระองค์
จงเห็นความสำคัญของสังคมที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งนี้ อย่าปล่อยให้ความวุ่นวายทางการเมืองต้องทำให้หลงลืมพระองค์ อย่าปล่อยให้คำกล่าวต่าง ๆ ที่ดังขึ้นในในประเทศหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีอย่างแน่นอนในประเทศที่มีเสรีภาพต้องทำให้เราหลงทาง ทำให้เราไม่รู้จะเดินไปทางไหน ทำให้เราไม่รู้ว่าจะต้องก้าวเดินไปอย่างไร การปฏิวัตินี้นั้นเกิดขึ้นบนพื้นฐานของศรัทธาที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง และมันจะต้องดำเนินไปบนพี้นฐานอันนี้เช่นเดียวกัน
ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระองค์ที่ประชาชาติของเราคือประชาติที่เป็นผู้ศรัทธา มีความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า เข้าใจในศาสนาของพระองค์ ปรารถนาในการพัฒนาจิตวิญญาณ วันนี้บรรดาคนหนุ่มสาวอยู่ในโลกที่มีพวกทุนนิยมปกครอง พวกเขาจึงอยู่ในความสับสนและงุนงง การห่างไกลจากการพัฒนาในเรื่องของจิตวิญญาณจะยิ่งทำให้พวกเขาสับสนไปอีก พวกเขาไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร ความคิดของพวกเขาจะหยุดอยู่กับที่ แต่บางคนเขาเข้าใจและรู้ว่าหนทางแห่งการแก้ไขนั้นคือการหวนกลับไปหาจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของพวกเขา แต่ทว่าจะหวนกลับไปได้แค่ไหนหรือในเมื่อจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของพวกเขาที่มันสูญสลายไปถูกทำลายด้วยสิ่งต่างๆนานานับประการ ในโลกตะวันตกนานนับสองศัตวรรษมาแล้ว
แต่ทว่าบรรดาคนหนุ่มสาวของพวกเราหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ประชาชาติของเราได้เคลื่อนไหวในเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่แห่งจิตวิญญาณ ด้วยจิตวิญญาณอันนี้เราได้ทำให้การปฏิวัติหนึ่งได้รับชัยชนะมาแล้ว เราสามารถก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นบนโลกนี้ได้ด้วยจิตวิญญาณนั้น รากฐานของมันแข็งแกร่งสามารถที่จะยืนหยัดท่ามกลางการรุกรานทุกรูปแบบ ประชาชาติของเราต่อสู้ในสงครามแปดปี และได้รับชัยชนะด้วยจิตวิญญาณนี้
วันนี้คนหนุ่มสาวของพวกเราส่วนมากเป็นผู้ศรัทธาและมีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าบางคนสภาพภายนอกของเขาอาจจะดูเหมือนคนที่ไม่มีจิตวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์อยู่ มนุษย์เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมหัวใจของเขาจะระลึกถึงพระองค์ทันที หลายครั้งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วในค่ำคืนแห่งกัดร์ หรือในวันต่าง ๆ ที่มีการ “เอียะติกาฟ” (การพำนักในมัสยิด เพื่อการภักดีพระผู้เป็นเจ้า) ในวันนมาซอีดฟิตริ บางคนที่เรานึกไม่ถึงและเห็นแค่ภายนอกของเขา แต่หัวใจของพวกเขานั้นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ขอสาบานด้วยอัลกุรอานคำภีร์ของพระองค์ ด้วยสิทธิแห่งบรรดาอิมามผู้สืบทอดตำแหน่งของท่านศาสดามุฮัมัด (ศ.) ได้ทรงโปรดทำให้หัวใจของพวกเราเต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดอย่าทำให้เรานั้นห่างไกลจากอัลกุรอานและลูกหลานอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้ทรงโปรดประทานความยำเกรง ความศรัทธา และความสงบนิ่งแห่งพระองค์แก่ดวงใจทั้งหลายในประชาชาตินี้ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้ประชาชาตินี้มีชัยเหนือเหล่าศรัตรูด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้หัวใจของเรานั้นระลึกถึงแต่พระองค์ด้วยเถิด
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดทำให้สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ อยู่บนหนทางของพระองค์ด้วยเถิด และได้โปรดทรงยอมรับสิ่งเหล่านั้นด้วย
โอ้แต่ข้าฯพระองค์ ได้โปรดนำสลามของเรายังท่านอิมามมะฮ์ดี และทรงยอมรับดุอาของท่านอิมามมะฮ์ดีที่มีแก่เราด้วยเถิด
อัลลอฮุมมะศ้อลลิอะลามุฮัมมัด วะอาลิมุฮัมมัด.
***************************************************
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)