เมื่อเดือนที่แล้วผมมีโอกาสได้พบปะกับท่านมะฮ์ดะวีย์ เมฮร์ รองประธานองค์การการศึกษาอิสลามนานาชาติ ญามิอะตุลมุซตอฟา อัลอาลามียะฮ์โดยท่านได้กล่าวให้โอวาทกับทีมงานของมูลนิธิส่งเสริมการศึกษากุรอาน อัรรอซูลุลอะอ์ซอม คิดว่าน่าจะเ็ป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านเลยแปลมาฝากกัน
ความสำัคัญในการรับใช้อัลกุรอาน
ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีที่เราได้มาพบปะกันในช่วงเดือนชะอ์บานอันจำเริญและเป็นช่วงเวลาแห่งการต้อนรับเข้าสู่เดือนรอมฎอนที่กำลังจะมาถึงและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเดือนรอมฎอนอันยิ่งใหญ่นี้เราจะมีโอกาสได้รับใช้อัลกุรอานและสังคมมุสลิม
การรับใช้กุรอานที่ถือเป็นคำสั่งเสียที่สำคัญของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ที่ท่านได้ฝากไว้กับประชาชาติอิสลาม ดังนั้นคงไม่ต้องย้ำถึงความสำคัญของงานนี้อีก ถ้าหากเราจะมาดูคำนิยามของกุรอานที่บรรดานักวิชาการได้ให้ไว้ที่บอกว่า
“กุรอานคือ สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมาให้กับศาสนทูตของพระองค์คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ทั้งคำ ความหมายและโครงสร้างมาจากพระองค์ทั้งสิ้น โดยที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย"
จากคำนิยามข้างต้นจะเห็นว่า ทั้งคำ ความหมายและโครงสร้างของอัลกุรอาน ถูกประทานมาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องใดทั้งสิ้น ทั้งในการเรื่องการเรียบเรียงคำ ซึ่งท่านจะเห็นว่าในอัลกุรอาน บางโองการเช่น อาลิ อิมรอน 164 ที่กล่าวว่า
اذْ بَعَثَ فِيهِمْ رَسُولا مِنْ أَنْفُسِهِمْ يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِهِ وَيُزَكِّيهِمْ وَيُعَلِّمُهُمُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ
จะเห็นว่า คำว่า وَيُزَكِّيهِمْ มาก่อนคำว่า وَيُعَلِّمُهُمُ หรือ บะเกาะเราะฮ์ 129 ที่กล่าวว่า
رَبَّنَا وَابْعَثْ فِيهِمْ رَسُولا مِنْهُمْ يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِكَ وَيُعَلِّمُهُمُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَيُزَكِّيهِمْ إِنَّكَ أَنْتَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ
คำว่า وَيُعَلِّمُهُمُ มาก่อนคำว่า وَيُزَكِّيهِمْ สิ่งเหล่านี้มาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้นท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่มีสิทธิ์เลือกให้คำใหนมาก่อนหรือคำใหนมาทีหลัง
ดังนั้นเท่ากับว่ากุรอานเป็นของฝากจากพระเจ้าที่ส่งผ่านท่านญิบรออีลทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ลงมาให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งท่านศาสดา เป็นผู้มานำเสนอกับประชาชาติอิสลามในรูปแบบที่สมบูรณ์และไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ทั้งสิ้น จากตรงนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าของฝากดังกล่าวนี้เป็นของฝากที่สำคัญยิ่งแม้กระทั้งศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีสถานะภาพที่สูงส่งที่สุดก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลยในอัลกุรอานนอกจากจะเป็นผู้นำเสนอกุรอานให้กับประชาชาติอิสลามเท่านั้นเอง
อีกประเด็นหนึ่งเราจะเห็นว่าในกุรอานกล่าวว่า เราได้ทำให้กุรอานนั้นง่าย แต่คำว่าง่ายในที่นีไม่ได้หมายถึงการไม่มีความหนักแน่นมั่นคง เพราะในอีกบางโองการก็กล่าวว่า กุรอานคือคำพูดที่หนักแน่นมั่นคง ดังนั้นคำว่าง่ายนั้นหมายถึงง่ายในการอ่านและการทำความเข้าใจแต่ในขณะเดียวกันมีความสูงส่งและยิ่งใหญด้วย
หลังจากที่เราเข้าใจแล้วว่ากุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีความยิ่งใหญ่และมีความสำคัญ ดังนั้นการรับใช้อัลกุรอานจะต้องมีรูปแบบและมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติ เงื่อนไขแรกก็คือ อัลกุรอานกล่าวว่า “ไม่มีใครสัมผัสกุรอานได้นอกเสียจากคน ๆ นั้นต้องมีผู้ที่มีความสะอาดและบริสุทธิ์” จากอายะฮ์ข้างต้นนี้ ถ้าเราจะพิจารณาแบบผิวเผินก็ทำให้เข้าใจได้ว่า คนที่จะสัมผัสกุรอานได้ต้องมีน้ำนมาซเท่านั้น คืออย่างน้อยต้องร่างกายต้องมีความสะอาดเสียก่อน ๆ ที่จะไปสัมผัสกุรอาน แต่อีกความหมายที่มีความลึกซึ้งไปกว่านั้นคือคนที่มีความต้องการมีความผูกพันกับอัลกุรอานและต้องการเข้าใจกุรอานอย่างลึกซึ้งเขาต้องสร้างจิตวิญญานของตัวเองให้มีความสะอาดและบริสุทธิ์เสียก่อน
เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่ว่าบางทีเราจะเห็นว่านักอรรถาธิบายกุรอานบางคนไม่ใช่มุสลิมด้วยซ้ำ อย่างเช่นในประเทศฮอลแลนด์ ในมหาวิทยาลัย ลีเดน มีการจัดกลุ่มเพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับกุรอานและทำงานด้านกุรอานด้วย ข้าพเจ้าเคยเข้าไปชมนิทรรศการกุรอานที่พวกเขาจัดขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยของคริสเตียน กลุ่มนักวิจัยรวมทั้งอาจารย์สอนกุรอานทั้งหมดเป็นคริสเตียน ไม่มีใครเป็นมุสลิมเลยแต่พวกเขาทำงานด้านกุรอานในหลากหลายรูปแบบ ตัฟซีรกุรอาน แปลกุรอาน จัดนิทรรศการกุรอาน คนเหล่านี้เข้าใจกุรอาน รู้ความหมายของกุรอาน ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่รู้ความหมายคงทำงานเหล่านี้ไม่ได้แน่นอน แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีความผูกพันกับกุรอาน และไม่สามารถสร้างความผูกพันกับกุรอานได้ กุรอานกล่าวว่า “แท้จริงอัลกุรอานจะชี้นำทางมนุษย์” จากโองการนี้ การชี้นำดังกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครสามารถเข้าใจกุรอานได้ ทุกคนสามารถทำความเข้าใจกุรอานได้แต่ไม่ใช่ว่าใครที่เข้าใจกุรอานได้จะได้รับทางนำ ดังนั้นการเข้าใจกุรอานกับการได้รับทางนำจากอัลกุรอานเป็นเรื่องคนละประเด็นกัน สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร ก็เพราะบางทีเข้าใจอย่างเดียวแต่ไม่ได้มีความผูกพัน คนที่ไม่มีความผูกพันกับอัลกุรอานกุรอานก็ไม่มีผลอะไรกับเขา นอกจากไม่มีผลแล้วยังเป็นโทษด้วยซ้ำ
อัลกุรอานกล่าวว่า กุรอานคือยารักษาโรค แต่ยารักษาโรคที่ว่าต้องถูกกับโรคที่ต้องการรักษาด้วย ดังนั้นคนที่เข้าหากุรอานแต่ไม่ต้องการผูกพันกับกุรอาน อีกทั้งไม่ต้องการได้รับทางนำจากกุรอาน กุรอานก็จะไม่มีผลอะไรกับพวกเขา อีกทั้งยังจะเป็นโทษด้วยซ้ำ แล้วเราต้องทำอย่างไร หน้าที่ของเราคืออะไร หน้าที่ของเราคือต้องสร้างจิตวิญญานของเราให้มีความสะอาดบริสุทธิ์เพื่อที่จะเข้าถึงทางนำแห่งอัลกุรอาน และนอกจากจะสร้างจิตวิญญานตัวเองแล้วต้องสร้างให้สังคมมีที่เราอยู่มีความพร้อมในการได้รับทางนำจากกุรอานด้วย
ดังนั้นคนที่สะอาดบริสุทธิ์เท่านั้นจะได้รับทางนำจากกุรอานและได้รับประโยชน์จากกุรอาน การจะได้รับทางนำและใช้ประโยชน์จากอัลกุรอานมี ขั้นตอนของมันอยู่เหมือนกัน ขั้นตอนแรกคือต้องอ่านกุรอานเป็นเสียก่อน การอ่านกุรอานและการฟังกุรอานก็ถือเป็นสิ่งสำคัญและมีผลเหมือนกัน ข้าพเจ้าจำได้หลังการปฏิวัติใหม่ ๆ มีบางกลุ่มที่ต่อต้านรัฐอิสลาม คือมีความคิดและความเชื่อไปในทางพวกคอมมิวนิสต์ บางครั้งไปก่อเหตุสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองและประชาชน ทางรัฐบาลจึงต้องจับกุม ข้าพเจ้ามีเพื่อนเป็นผู้คุมในสถานกักกันแห่งหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ทุกวันเราเทปกุรอานที่อ่านโดยท่านเชคอับดุลบาสิฏให้คนที่ถูกคุมขังฟังทุกวัน ทำแบบนี้ไประยะหนึ่งเราเห็นความเปลี่ยนของคนเหล่านี้ คนที่เคยต่อต้านศาสนาอิสลาม ต่อต้านรัฐบาลอิสลาม คนที่เคยแม้กระทั้งฆ่าคนมาแล้วเมือได้ฟังกุรอาน หัวใจของพวกเขาอ่อนลง เปลี่ยนแปลง จนในที่สุดเข้ารับอิสลาม จะเห็นได้ว่าการอ่านและการฟังก็มีผลเหมือนกัน
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญคือ กุรอานจะมีความแตกต่างกับคัมภีร์อื่น ๆ ตรงที่ว่า กุรอานถูกพิทักษ์รักษาเป็นอย่างดีไม่มีการถูกเปลี่ยนแปลง ตัดทอนหรือเพิ่มเติมใด ๆ ทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปในหลายรูปแบบด้วยกัน เช่นบางทีคำถูกเปลี่ยนแปลง บางทีมีการเปลี่ยนแปลงประเด็นเช่น คัมภีร์เดิมถูกประทานมาเกี่ยวกับประเด็นหนึ่งแต่ต่อมาภายหลังถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้ในอีกประเด็นหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มีในคัมภีร์อื่น ๆ แต่ไม่มีในกุรอาน ดังนั้นกุรอานเป็นคัมภีร์เล่มสุดท้ายจากพระผู้เป็นเจ้าจึงถือเป็นบันทัดฐานตรวจสอบความถูกต้องให้กับคัมภีร์อื่น ๆ กุรอานกล่าวแนะนำตัวเองไว้ว่า – เป็นเครื่องยืนยันถึงความถูกต้องของคัมภีร์เตารอตและอินญีล หมายถึงกุรอานจะเป็นตัวตรวจสอบความถูกต้องของคัมภีร์อื่น ถ้าหากไปอ่านคัมภีร์เล่มอื่น มีประเด็นใดที่สอดคล้องกับกุรอาน ถือว่าถูกต้อง หากประเด็นใดขัดแย้งกับกุรอานถือว่าไม่ถูกต้องและอาจมีการถูกเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกันกุรอานก็เป็นบันทัดฐานในการตรวจสอบฮะดิษด้วย ฮะดิษใดที่สอดคล้องกับกุรอานถือวถูกต้อง แต่ถ้าขัดแย้งถือว่าไม่ถูกต้อง ให้ทิ้งฮะดิษนั้นไปเสีย
กุรอานที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นคัมภีร์ที่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย ซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ความมหัศจรรย์ดังกล่าวของกุรอานเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่มีคัมภีร์ใด ๆ มีคุณสมบัติเช่นนี้ อีกทั้งเป็นความมหัศจรรย์ที่เหนือความมหัศจรรย์ทั้งหลาย เราจะเห็นว่าในศาสนาอิสลามกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของในหลายรูปแบบด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของท่านศาสดาอีซา (อ) การเกิดของท่านเป็นความมหัศจรรย์ท่านเกิดมาโดยไม่มีบิดา เกิดโดยคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าแต่ความมหัศจรรย์นั้นก็หมดไป แต่ก็มีบางสิ่งเช่นกันเกิดมาแบบธรรมดาไม่ได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์แต่การคงอยู่ของมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ยกตัวอย่างเช่นกะอ์บะฮ์ รูปแบบการเกิดขึ้นมาของมันไม่ได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์เลย ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ธรรมดา แต่การคงอยู่ของมันจนถึงปัจจุบันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่มีหลายครั้งที่ถูกจ้องทำลายแต่ก็ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ แต่กุรอานทั้งการเกิดขึ้นมาของมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์และการคงอยู่ของมันก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ด้วย ไม่มีใครสามารถทำลายกุรอานได้จนถึงทุกวันนี้ อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ในกุรอานว่า “เราได้ประทานกุรอานและเราจะพิทักษ์รักษากุรอานไว้เอง”
กุรอานกับคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นที่ยอมรับของมุสลิมทุกคน ความมหัศจรรย์ของกุรอานเป็นความเชื่อชองทั้งมุสลิมซุนนีย์และชีอะฮ์ ไม่มีมุสลิมคนใดปฏิเสธสิ่งดังกล่าวเลย ซึ่งแตกต่างกับคัมภีร์อี่น ลองไปในหมู่คนที่เชื่อคัมภีร์อินญีล จะเห็นว่าพวกเขาแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ มีความเชื่อต่อคัมภีร์อินญีลที่แตกต่างกันไป บางกลุ่มเชื่อว่าที่ถูกต้องคืออินญีลลูกา บางคนเชื่อโญฮันนาอีกบางคนเชื่อฉบับอื่นๆ ที่เห็นมีอยู่ 4 ฉบับด้วยกันที่เชื่อกัน ทั้ง ๆ ที่อัลลอฮ์ทรงประทานอินญีลมาแค่ฉบับเดียว แต่กุรอานที่มุสลิมในเมืองไทยใช้อ่านกัน กุรอานเล่มเดียวกันนี้ก็ใช้อ่านในซาอุฯ อิหร่าน จอร์แดน อเมริกา และในประเทศอื่น ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก การที่กุรอานเป็นจุดศูนย์รวมของดวงใจทั้งหลาย มันหมายถึงกุรอานคือกุญแจที่ไขไปสู่ความเป็นเอกภาพของมุสลิมทั้งหลาย เอกภาพที่ท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) พยายามสร้างมันมาทั้งชีวิต กุรอานเองก็ย้ำถึงประเด็นเอกภาพในหลาย ๆ โองการด้วยกัน ในขณะที่ความแตกแยกในหมู่มุสลิมเป็นสิ่งที่ถูกคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะอะไร ก็เพราะกิเลสที่มีอยู่ในคนทุกคน ต่างคนต่างต้องการในสิ่งที่ตนเองอยากได้ ด้วยความอยากอันนี้เองพวกเขาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาเปลี่ยนแปลงฮะดิษ เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่พวกเขาเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือกุรอาน เราเห็นความแตกแยกในเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าประวัติศาสตร์มากมาย แต่สิ่งเดียวที่มุสลิมไม่มีความแตกแยกกันเลยคือเรื่องกุรอาน
ลองดูในกุรอานว่าอัลลอฮ์ทรงกล่าวกับชาวคัมภีร์ว่าอย่างไร ? พระองค์ทรงตรัสว่า – “มุฮัมมัด จงกล่าวเถิด โอ้ชาวคัมภีร์ทั้งหลาย จงมากล่าวถึงคำ ๆ หนึ่งที่เรามีความเชื่อเหมือนกัน คือเราจะไม่กราบไหว้สิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์” ระหว่างเรากับชาวคัมภีร์มีความเชื่อเดียวกันคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ แต่ในระหว่างพวกเรามุสลิมด้วยกันมิสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่านั้น นั่นก็คือความเชื่อในกุรอาน ด้วยเหตุนี้เองศัตรูของมุสลิมกำลังจ้องทำลายความเชื่ออันนี้ จ้องทำลายความเป็นเอกภาพของเรามุสลิม พวกศัตรูมากล่อมพี่น้องซุนนะฮ์ว่า ชีอะฮ์เชื่อว่ากุรอานถูกเปลี่ยนแปลง แต่มาบอกพี่น้องชีอะฮ์ว่าพี่น้องซุนนะฮ์เป็นคนเปลี่ยนแปลงกุรอาน และพวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้มุสลิมเชื่อว่ากุรอานมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ถึงขนาดที่ว่าเวลาเราบอกพวกเขาว่านี่ไงกุรอานก็เหมือนกันทั้งหมด พวกเขาจะบอกว่าอย่าไปเชื่อชีอะฮ์ซ่อนกุรอานของพวกมันเอาไว้ นี่เป็นความพยายามที่ศัตรูมุสลิมกำลังทำอยู่
แต่เป็นที่น่าเสียใจว่ามุสลิมเราบางคนก็เชื่อไปตามนั้นด้วย แต่คนเหล่านี้ลืมนึกไปว่า ความเชื่อในกุรอานก็เปรียบเหมือนเรือลำหนึ่งถ้ามันรั่วที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วคนในเรือก็ต้องจมน้ำทั้งหมด ไม่ใช่ว่าถ้ามันรั่วตรงฝั่งชีอะฮ์ซุนนีย์จะรอด หรือรั่วตรงฝั่งซุนนีย์ชีอะฮ์จะรอด ถ้าความเชื่อในกุรอานถูกทำลายทั้งซุนนีย์ชีอะฮ์จมน้ำทั้งหมด ถ้าหากชีอะฮ์คนหนึ่งเชื่อว่าซุนนีย์เปลี่ยนแปลงกุรอาน ชีอะฮ์คนนั้นจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ากุรอานในมือเขาจะเป็นกุรอานที่ถูกต้อง หรือในทางกลับกันซุนนีย์คนหนึ่งเชื่อว่าชีอะฮ์เปลี่ยนแปลงกุรอานเขาจะรู้ได้อย่างไรว่ากุรอานในมือเขาไม่ถูกเปลี่ยนแปลง เมื่อกุรอานถูกทำลาย ถูกจาบจ้วง ถูกดูหมิ่น เวลานั้นไม่มีซุนนีย์ไม่มีชีอะฮ์แล้ว มีแต่มุสลิมที่ต้องออกมาปกป้อง ดังนั้นความเชื่อนี้เราต้องปกป้องรักษาไว้อย่าให้ศัตรูหน้าใหนมาทำลายได้
กุรอานถูกประทานมาเพื่อชาวอาหรับเท่านั้นหรือว่ากุรอานประทานมาเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด ?
ถาม – กุรอานถูกประทานมาเพื่อชาวอาหรับเท่านั้นหรือกุรอานประทานมาเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด ?
ตอบ – กุรอานเป็นคัมภีร์ที่ชี้นำมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย รัศมีแห่งการชี้นำของกุรอานครอบคลุมและแผ่กระจายไปยังมนุษย์ทุกคน กุรอานกล่าวเกี่ยวเรื่องนี้ไว้ในซูเราะฮ์ มุดดัซซิร โองการที่ 31 ว่า -
وَمَا هِيَ إِلا ذِكْرَى لِلْبَشَرِ
(คำสอนของกุรอาน) มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นข้อเตือนสำหรับมนุษย์ทุกคน
และในซูเราะฮ์ อัลกอลัม โองการที่ 52 ว่า -
وَمَا هُوَ إِلا ذِكْرٌ لِلْعَالَمِينَ
กุรอานมิใช่อื่นใดเลยนอกจากเป็นข้อเตือนใจสำหรับมนุษย์ทั้งมวล
และคำสอนของกุรอานยังใช้ได้กับทุกสมัยและทุกช่วงเวลาด้วย
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงอธิบายถึงสาส์นของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยตรัสไว้ในซูเราะฮ์ สะบะอ์ โองการที่ 28 ว่า -
وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلا كَافَّةً لِلنَّاسِ
และเรามิได้ส่งเจ้ามา (เพื่อกลุ่มชนใดโดยเฉพาะ) นอกจากเพื่อมนุษย์ทั้งมวล
ดังนั้นสาส์นของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ครอบคลุมไปทั่วทุกมุมโลกและทุกช่วงสมัย
อีกทั้งคัมภีร์ที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นำมาก็เป็นคัมภีร์ที่มีผลต่อมนุษยชาติทั้งมวลไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่กลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งหรือชนเผ่าใดเผ่าหนึ่งเท่านั้นโดยกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในซูเราะฮ์ ฟุรกอน โองการที่ 1 ว่า -
تَبَارَكَ الَّذِي نَزَّلَ الْفُرْقَانَ عَلَى عَبْدِهِ لِيَكُونَ لِلْعَالَمِينَ نَذِيرًا
พระผู้ทรงประทานอัลกุรอานลงมายังบ่าวของพระองค์เพื่อเขา (ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) จะได้เป็นผู้ตักเตือนแก่ชาวโลกทั้งปวง
ดังนั้นคัมภีร์ที่ชี้นำมนุษยชาติทั้งมวลและมีผลต่อคนทุกยุคทุกสมัยจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ 2 ข้อต่อไปนี้
1 – จะใช้ภาษาที่เป็นสากลที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าใจใช้ประโยชน์จากกุรอานได้ และไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่า ภาษาของกุรอานเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจกับคำสอนของกุรอาน ซึ่งภาษาสากลที่อัลกุรอานใช้ก็คือภาษา “ฟิตเราะฮ์” เป็นภาษาแห่งธรรมชาติในความเป็นมนุษย์ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นภาษาที่ใช้กับวัฒนธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบของเชื้อชาติภาษาขนบธรรมเนียมหรือประเพณีใด
2 – มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเสมือนสายน้ำที่ให้ชีวิตกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใดก็ตามไม่ต้องการน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต
ดังนั้นสรุปได้ว่าเมื่อพิจารณาถึงประเด็นทั้งสองนี้มีเพียงอัลกุรอานเท่านั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าวดังนั้นจึงเป็นคัมภีร์ของมนุษยชาติมิใช่เป็นคัมภีร์ของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง
ตอบ – กุรอานเป็นคัมภีร์ที่ชี้นำมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย รัศมีแห่งการชี้นำของกุรอานครอบคลุมและแผ่กระจายไปยังมนุษย์ทุกคน กุรอานกล่าวเกี่ยวเรื่องนี้ไว้ในซูเราะฮ์ มุดดัซซิร โองการที่ 31 ว่า -
وَمَا هِيَ إِلا ذِكْرَى لِلْبَشَرِ
(คำสอนของกุรอาน) มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นข้อเตือนสำหรับมนุษย์ทุกคน
และในซูเราะฮ์ อัลกอลัม โองการที่ 52 ว่า -
وَمَا هُوَ إِلا ذِكْرٌ لِلْعَالَمِينَ
กุรอานมิใช่อื่นใดเลยนอกจากเป็นข้อเตือนใจสำหรับมนุษย์ทั้งมวล
และคำสอนของกุรอานยังใช้ได้กับทุกสมัยและทุกช่วงเวลาด้วย
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงอธิบายถึงสาส์นของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยตรัสไว้ในซูเราะฮ์ สะบะอ์ โองการที่ 28 ว่า -
وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلا كَافَّةً لِلنَّاسِ
และเรามิได้ส่งเจ้ามา (เพื่อกลุ่มชนใดโดยเฉพาะ) นอกจากเพื่อมนุษย์ทั้งมวล
ดังนั้นสาส์นของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ครอบคลุมไปทั่วทุกมุมโลกและทุกช่วงสมัย
อีกทั้งคัมภีร์ที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นำมาก็เป็นคัมภีร์ที่มีผลต่อมนุษยชาติทั้งมวลไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่กลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งหรือชนเผ่าใดเผ่าหนึ่งเท่านั้นโดยกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในซูเราะฮ์ ฟุรกอน โองการที่ 1 ว่า -
تَبَارَكَ الَّذِي نَزَّلَ الْفُرْقَانَ عَلَى عَبْدِهِ لِيَكُونَ لِلْعَالَمِينَ نَذِيرًا
พระผู้ทรงประทานอัลกุรอานลงมายังบ่าวของพระองค์เพื่อเขา (ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) จะได้เป็นผู้ตักเตือนแก่ชาวโลกทั้งปวง
ดังนั้นคัมภีร์ที่ชี้นำมนุษยชาติทั้งมวลและมีผลต่อคนทุกยุคทุกสมัยจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ 2 ข้อต่อไปนี้
1 – จะใช้ภาษาที่เป็นสากลที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าใจใช้ประโยชน์จากกุรอานได้ และไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่า ภาษาของกุรอานเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจกับคำสอนของกุรอาน ซึ่งภาษาสากลที่อัลกุรอานใช้ก็คือภาษา “ฟิตเราะฮ์” เป็นภาษาแห่งธรรมชาติในความเป็นมนุษย์ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นภาษาที่ใช้กับวัฒนธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบของเชื้อชาติภาษาขนบธรรมเนียมหรือประเพณีใด
2 – มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเสมือนสายน้ำที่ให้ชีวิตกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใดก็ตามไม่ต้องการน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต
ดังนั้นสรุปได้ว่าเมื่อพิจารณาถึงประเด็นทั้งสองนี้มีเพียงอัลกุรอานเท่านั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าวดังนั้นจึงเป็นคัมภีร์ของมนุษยชาติมิใช่เป็นคัมภีร์ของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง
คนโง่
ในหนังสือวิชาตรรกศาสตร์ของอิสลามกล่าวไว้ว่า คนโง่ มี 2 จำพวกด้วยกัน
คนโง่ธรรมดา คือคนที่ไม่รู้ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งแต่ก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่รู้จริง ๆ
คนโง่ดักดาน หรือในภาษาอาหรับว่า "جاهل مرکب" หมายถึงคนที่ไม่รู้ประเด็นใดประเด็นหนึ่งแต่ยังดันทุรังว่าตนเองรู้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วน่าจะเรียกว่า "คนโง่ซ้ำซ้อน" มากกว่า
จะว่าไปในสังคมของเราก็มีคนประเภทนี้เยอะมาก ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีบทบาทในสังคมก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แบบนั้น คนโง่ประเภทนี้กลับมามีบทบาทในสังคม เป็นผู้นำบ้าง เป็นนักวิชาการบ้าง หรือมีหน้าที่สำคัญ ๆ ในสังคมบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายมาก
คนโง่ธรรมดา คือคนที่ไม่รู้ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งแต่ก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่รู้จริง ๆ
คนโง่ดักดาน หรือในภาษาอาหรับว่า "جاهل مرکب" หมายถึงคนที่ไม่รู้ประเด็นใดประเด็นหนึ่งแต่ยังดันทุรังว่าตนเองรู้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วน่าจะเรียกว่า "คนโง่ซ้ำซ้อน" มากกว่า
จะว่าไปในสังคมของเราก็มีคนประเภทนี้เยอะมาก ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีบทบาทในสังคมก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แบบนั้น คนโง่ประเภทนี้กลับมามีบทบาทในสังคม เป็นผู้นำบ้าง เป็นนักวิชาการบ้าง หรือมีหน้าที่สำคัญ ๆ ในสังคมบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)