บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ไม่ได้มีสาเหตุมากจากการที่พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารหรือไม่ได้รับการพิสูจน์หลักฐานเพียงเท่านั้นบางครั้งมีสาเหตุมาจากความดื้อรั้นและความดันทุรังของพวกเขาเอง อัลกุรอานได้แสดงภาพให้เราเห็นถึงความดื้อรั้นของคเหล่านี้ไว้ในหลายโองการด้วยกันเช่น
โองการที่ 120 ซูเราะฮ์ อัล นิซาอ์ กล่าวว่า
ถึงแม้เราจะประทานโองการกุรอานลงให้เจ้าโดยเขียนลงบนกระดาษ แล้วให้พวกเขามาจับต้องโองการด้วยมือของพวกเขาเอง แน่นอนพวกเขาก็ยังจะกล่าวอีกว่านี่ก็เป็นเพียงมายากลเท่านั้น
หรือในโองการที่ 14-15 ซูเราะฮ์ฮิจร์กล่าวว่า
หากเราให้ท้องฟ้าเปิดออก และนำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาขี้นไปบนท้องฟ้า (เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่มุฮัมมัดกล่าวเป็นจริง) พวกเขาก็จะกล่าวว่า สายตาของเราถูกสะกด (ให้เห็นภาพหลอกลวง)
หรือในโองการที่ 111 ซูเราะฮ์อันอามกล่าวถึงขนาดที่ว่า
หากเราส่งทูตสวรรค์ลงมาหาพวกเขา และให้คนที่เสียชีวิตไปแล้วมาพูดกับพวกเขา หรือนำหลักฐานใด ๆ ก็แล้วแต่นำมาเสนอพวกเขาพวกเขาก็จะไม่มีวันศรัทธา...
โองการข้างต้นต้องการชี้ให้เราได้เห็นว่าคนบางกลุ่มดื้อรั้นจนมองไม่เห็นสัจธรรมใด ๆ เลย คนเหล่านี้อัลกุรอานกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในโองการที่ 6 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ว่า
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นไม่ว่าเจ้าจะตักเตือนเขาหรือไม่ตักเตือนก็มีค่าเท่ากัน คือพวกเขาจะไม่ศรัทธา
โปรแกรมการทำงานของชัยตอน
ในทัศนะของกุรอานงานหลักของชัยตอนคือการหลอกล่อให้มนุษย์หลงทางโดยในงานหลักของชัยตอนดังกล่าวนี้มีโปรแกรมที่แตกต่างและหลากหลายโดยกุรอานเองได้กล่าวถึงโปรมแกรมการทำงานของชัยตอนเพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายออกห่างจากชัยตอนและไม่หลงไปตามแผนงานของชัยตอนมารร้าย
- ชัยตอนจะทำให้สิ่งชั่วร้ายและน่ารังเกียจเป็นสิ่งสวยงามในสายตามนุษย์ โดยกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 38 ซูเราะฮ์อังกะบูตว่า :
และชัยตอนมารร้ายได้ทำให้พวกเขาเห็นว่าการงานของพวกเขาสวยงาม
- สร้างความหวาดระแวงและความหวาดกลัว โดยในโองการที่ 175 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า :
แท้จริงชัยตอนจะทำให้เกิดความหวางระแวง (และความหวาดกลัว) กับคนที่ปฏิบัติตามมัน
- สร้างความเป็นศัตรูต่อกันกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 91 ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ว่า :
แท้จริงชัยตอนต้องการให้เกิดการเป็นศัตรูต่อกันและทำให้เกิดการเกลียดชังกันในระหว่างพวกเจ้าด้วยสุราและการพนัน
- กระซิบกระซาบและยุยงให้มนุษย์ทำชั่ว โดยในโองการที่ 10 ซูเราะฮ์มุญาดะละฮ์กล่าวว่า :
แท้จริงการกระซิบกระซาบ (ภายในจิตใจให้กระทำชั่วนั้น) เป็นการกระทำของชัยตอน
- ทำให้มนุษย์หลงลืมพระเจ้า โองการที่ 68 ซูเราะฮ์อันลามกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :
และถ้าหากชัยตอนทำให้เจ้าหลงลืม (พระเจ้า) หลังจากที่นึกขึ้นได้จงอย่านั่งร่วมกับบรรดาผู้กดขี่อีกเป็นอันขาด
ทั้งหมดนี้เป็นโปรแกรมและแผนการทำงานของชัยตอน หากเรารับรู้แผนการณ์ของชัยตอนแล้วเป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคลแล้วละที่จะป้องกันตัวเราเองให้พ้นจากการล่อลวงของชัยตอน
- ชัยตอนจะทำให้สิ่งชั่วร้ายและน่ารังเกียจเป็นสิ่งสวยงามในสายตามนุษย์ โดยกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 38 ซูเราะฮ์อังกะบูตว่า :
และชัยตอนมารร้ายได้ทำให้พวกเขาเห็นว่าการงานของพวกเขาสวยงาม
- สร้างความหวาดระแวงและความหวาดกลัว โดยในโองการที่ 175 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า :
แท้จริงชัยตอนจะทำให้เกิดความหวางระแวง (และความหวาดกลัว) กับคนที่ปฏิบัติตามมัน
- สร้างความเป็นศัตรูต่อกันกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 91 ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ว่า :
แท้จริงชัยตอนต้องการให้เกิดการเป็นศัตรูต่อกันและทำให้เกิดการเกลียดชังกันในระหว่างพวกเจ้าด้วยสุราและการพนัน
- กระซิบกระซาบและยุยงให้มนุษย์ทำชั่ว โดยในโองการที่ 10 ซูเราะฮ์มุญาดะละฮ์กล่าวว่า :
แท้จริงการกระซิบกระซาบ (ภายในจิตใจให้กระทำชั่วนั้น) เป็นการกระทำของชัยตอน
- ทำให้มนุษย์หลงลืมพระเจ้า โองการที่ 68 ซูเราะฮ์อันลามกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :
และถ้าหากชัยตอนทำให้เจ้าหลงลืม (พระเจ้า) หลังจากที่นึกขึ้นได้จงอย่านั่งร่วมกับบรรดาผู้กดขี่อีกเป็นอันขาด
ทั้งหมดนี้เป็นโปรแกรมและแผนการทำงานของชัยตอน หากเรารับรู้แผนการณ์ของชัยตอนแล้วเป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคลแล้วละที่จะป้องกันตัวเราเองให้พ้นจากการล่อลวงของชัยตอน
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
คำถาม : อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการ 164 ซูเราะฮ์ อันอามว่า :
ในวันกิยามะฮ์ จะไม่มีผู้ใดรับแบกรับภาระการกระทำของผู้อื่น(นอกจากการกระทำของตนเองเท่านั้น)
แต่ในอีกโองการที่ 25 ซูเราะฮ์ อัล นะฮล์ กลับกล่าวว่า :
พวกเขา (บรรดาผู้กดขี่และพวกเผยแพร่การกระทำอันเลวร้าย) จะต้องแบกรับความผิดทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ (ที่ตนเองได้กระทำไว้) รวมทั้งความผิดของบรรดาผู้ที่พวกเขาได้ (ล่อลวง) จนหลงผิดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
สองโองการข้างต้นนี้ขัดแย้งกันหรือไม่ ?
คำตอบ : ในทัศนะของกุรอานแล้วมนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบและตอบคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่ตนเองได้ทำไว้อย่างที่โองการแรกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันหากบุคคลใดก็ตามเป็นต้นเหตุในการทำดีหรือการทำชั่วของผู้อื่น กุรอานถือว่าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำนั้นด้วยหากเป็นการกระทำที่ผิดก็จะถือว่าได้รับโทษในการกระทำไปพร้อมไปกับผู้กระทำด้วย
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า : ใครก็ตามเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติดี เขาจะได้ผลบุญเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เช่นเดียวกันใครก็ตามที่เป็นสาเหตุให้ผู้อื่นทำชั่ว เขาจะได้ผลตอบแทนเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
จากคำกล่าวข้างต้น นอกจากจะบอกว่าทำดีได้ดีแล้ว การช่วยให้ผู้อื่นทำดีก็จะได้ดีด้วย
ในวันกิยามะฮ์ จะไม่มีผู้ใดรับแบกรับภาระการกระทำของผู้อื่น(นอกจากการกระทำของตนเองเท่านั้น)
แต่ในอีกโองการที่ 25 ซูเราะฮ์ อัล นะฮล์ กลับกล่าวว่า :
พวกเขา (บรรดาผู้กดขี่และพวกเผยแพร่การกระทำอันเลวร้าย) จะต้องแบกรับความผิดทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ (ที่ตนเองได้กระทำไว้) รวมทั้งความผิดของบรรดาผู้ที่พวกเขาได้ (ล่อลวง) จนหลงผิดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
สองโองการข้างต้นนี้ขัดแย้งกันหรือไม่ ?
คำตอบ : ในทัศนะของกุรอานแล้วมนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบและตอบคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่ตนเองได้ทำไว้อย่างที่โองการแรกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันหากบุคคลใดก็ตามเป็นต้นเหตุในการทำดีหรือการทำชั่วของผู้อื่น กุรอานถือว่าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำนั้นด้วยหากเป็นการกระทำที่ผิดก็จะถือว่าได้รับโทษในการกระทำไปพร้อมไปกับผู้กระทำด้วย
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า : ใครก็ตามเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติดี เขาจะได้ผลบุญเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เช่นเดียวกันใครก็ตามที่เป็นสาเหตุให้ผู้อื่นทำชั่ว เขาจะได้ผลตอบแทนเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
จากคำกล่าวข้างต้น นอกจากจะบอกว่าทำดีได้ดีแล้ว การช่วยให้ผู้อื่นทำดีก็จะได้ดีด้วย
การให้อภัย
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) มีคำบัญชาใช้ให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยกโทษและให้อภัยในความผิดพลาดของสาวกของท่าน โดยคำสั่งดังกล่าวถูกกล่าวถึงในโองการที่ 159 ซูเราะฮ์
อาลิอิมรอนว่า จงยกโทษและให้อภัยพวกเขาเถิด ....
ในทัศนะของอัลกุรอานเองยังเชื่อว่าการให้อภัยเป็นคุณลักษณะพิเศษอันหนึ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง โดยในโองการที่ 134 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า
สวนสวรรค์ ถูกตระเตรียมไว้สำหรับผู้ศรัทธาที่บริจาคทาน (ให้กับผู้อื่น) ทั้งในยามสุขสบายและยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทสะของตนเอง และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์
มีรายงานเกี่ยวกับท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนถูกกล่าวไว้ในหนังสือ นูรุศศะเกาะลัยน์ เล่มที่ 1 หน้า 390 ว่า มีคนรับใช้ของท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนคนหนึ่งได้ทำภาชนะใส่น้ำหล่นใส่ศีรษะของท่านอิมามจนเป็นเหตุทำให้ศรีษะของท่านเป็นรอยแผล คนรับใช้รีบขอโทษท่านอิมามทันที แต่ท่านอิมามกลับกล่าวกับเขาว่า เราไม่ได้โกรธเจ้าเลย เราให้อภัยเจ้าแล้ว....
จากฮะดิษข้างต้นจะเห็นว่าท่านอิมามให้อภัยทั้ง ๆ ที่ท่านอยู่ในฐานะที่จะลงโทษกับผู้ที่กระทำได้ แต่ท่านเลือกที่จะให้อภัย นั่นคือคุณสมบัติของผู้ศรัทธาที่แท้จริง
อาลิอิมรอนว่า จงยกโทษและให้อภัยพวกเขาเถิด ....
ในทัศนะของอัลกุรอานเองยังเชื่อว่าการให้อภัยเป็นคุณลักษณะพิเศษอันหนึ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง โดยในโองการที่ 134 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า
สวนสวรรค์ ถูกตระเตรียมไว้สำหรับผู้ศรัทธาที่บริจาคทาน (ให้กับผู้อื่น) ทั้งในยามสุขสบายและยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทสะของตนเอง และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์
มีรายงานเกี่ยวกับท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนถูกกล่าวไว้ในหนังสือ นูรุศศะเกาะลัยน์ เล่มที่ 1 หน้า 390 ว่า มีคนรับใช้ของท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนคนหนึ่งได้ทำภาชนะใส่น้ำหล่นใส่ศีรษะของท่านอิมามจนเป็นเหตุทำให้ศรีษะของท่านเป็นรอยแผล คนรับใช้รีบขอโทษท่านอิมามทันที แต่ท่านอิมามกลับกล่าวกับเขาว่า เราไม่ได้โกรธเจ้าเลย เราให้อภัยเจ้าแล้ว....
จากฮะดิษข้างต้นจะเห็นว่าท่านอิมามให้อภัยทั้ง ๆ ที่ท่านอยู่ในฐานะที่จะลงโทษกับผู้ที่กระทำได้ แต่ท่านเลือกที่จะให้อภัย นั่นคือคุณสมบัติของผู้ศรัทธาที่แท้จริง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)