นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 178 : ตอบคำถาม ซิอ์บะฮ์ ยะมานีย์
ซิอ์บะฮ ยะมานีย์ ได้ถามอิมามว่า : โอ้ท่านผู้นำแห่งปวงผู้ศรัทธา ท่านเคยเห็นพระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ ท่านอิมามกล่าวตอบว่า : จะให้ฉันเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าที่ฉันมองไม่เห็นกระนั้นหรือ ? เขาถามต่ออีกว่า : ท่านเห็นพระเจ้าอย่างไร ? (ท่านอิมามตอบว่า) ไม่มีดวงตาใดได้มองเห็นพระองค์ แต่ด้วยแรงแห่งความศรัทธาหัวใจทั้งหลายจะมองเห็นพระองค์ พระองค์อยู่ใกล้กับทุกสิ่งแต่ไม่ใช่ใกล้จนติดกัน อยู่ห่างกับทุกสิ่งแต่ไม่ใช่ห่างไกลจนแปลกแยก พระองค์ทรงพูดแต่ไม่ต้องใช้การคิดใคร่ครวญมาก่อน ทรงประสงค์ (ที่จะให้เกิดขึ้น) แต่ไม่ต้องใช้การคิดและการตัดสินใจมาก่อน พระองค์ทรงสร้างแต่ไม่ต้องใช้ส่วนประกอบ (ในการสร้าง) พระองค์ทรงแผ่วเบาแต่มิได้หลบซ่อน พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นผู้กดขี่ พระองค์ทรงเห็นแต่ไม่ได้เห็นด้วยการใช้สัมผัสทางสายตา พระองค์ทรงเมตตาแต่ไม่ได้หมายความว่าจะใจอ่อน ใบหน้าทั้งหลายต้องยอมสยบต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ อีกทั้งหัวใจทั้งหลายจะต้องหวันไหวกับพระบารมีของพระองค์
นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 177 : คุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า
เป็นคุฏบะฮ์ของอิมามที่พูดถึงการให้คำปฏิญานต่อเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นคำปฏิญานต่อการทำหน้าที่ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) รวมทั้งกล่าวถึงเรื่องการยำเกรง กล่าวกันว่าคุฏบะฮ์นี้ท่านอิมามได้กล่าวหลังการถูกสังหารของอุศมานและเป็นช่วงเริ่มต้นการรับตำแหน่งของท่าน
ไม่มีงานใดขัดขวางพระผู้เป็นเจ้าได้ การเปลี่ยนแปลงของเวลาไม่ทำให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและไม่มีสถานที่ใดจำกัดพระองค์อีกทั้งไม่มีคำพูดใดสามารถสาธยายความคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนหยดน้ำอันมากมายมหาศาล ดวงดาวในท้องฟ้า ผงฝุ่นที่มาพร้อมกับพายุในอากาศ และไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวของมดบนแผ่นหิน (สิ่งที่อยู่) ในรังมดยามค่ำคืน ไม่มีสิ่งใดเลยสามารถเล็ดรอดความรู้ของพระผู้เป็นเจ้าไปได้ พระองค์ทรงรู้ดีถึงสถานที่ที่ใบไม้ร่วงหลนลงจากต้นอีกทั้งรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่สายตามองไม่เห็น ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ พระองค์ไร้ซึ่งภาคี ไร้ข้อสงสัย ฉันไม่เคยปฏิเสธศาสนาของพระองค์ ไม่เคยปฏิเสธการสร้างของพระองค์ เป็นการปฏิญาณของผู้ที่มีความตั้งใจอันบริสุทธิ์ มีจิตใจสะอาด ..... และตราชั่งแห่งความดีของเขาสมบูรณ์ ฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดคือบ่าวและศาสนทูตที่ถูกเลือกมาจากมวลหมู่ผู้ถูกสร้างทั้งหลาย ถูกเลือกมาเพื่อสาธยายความจริงเกี่ยวกับคำสอนของพระเจ้า และถูกเลือกมาด้วยกับคุณสมบัติอันโดดเด่นทางด้านมารยาท เพื่อเผยแผ่สาส์นอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ และเป็นเช่นนี้เองที่ทางนำจากพระเจ้าจะกระจ่างชัดอีกทั้งความมืดมนของการหลงทางจะถูกทำให้สว่างและชัดเจนด้วยกับคำอธิบายของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)
โอ้ประชาชนทั้งหลาย โลกแห่งวัตถุนี้จะหลอกลวงผู้ที่ตั้งความหวังและผู้ที่ยึดติดอยู่กับมัน มันจะไม่หวงแหนที่จะให้คำมั่นสัญญาที่โกหกกับคนที่รักมัน มันจะพยายามเอาชนะคนที่เอาชนะมันได้ ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีประชาชาติใดที่อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของความโปรดปรานของพระเจ้าจะถูกยึดเอาความโปรดปรานไปทั้งหมด นอกเสียจากว่าจะเกิดจากการทำบาป เพราะพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยกดขี่ผู้ใด ถ้าหากประชาชาติใดที่ถูกลงโทษ และพระองค์ยึดเอาความโปรดปรานของพระองค์คืนกลับไป ได้ขออุทธรณ์ต่อพระองค์และร้องขอด้วยใจที่มีความรักต่อพระองค์ แน่นอนพวกเขาจะได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาและพระองค์จะทรงชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงแม้ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาพวกท่านจะเอนเอียงไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งในทัศนะของฉันเป็นเรื่องที่ไม่น่าชื่นชมเลย แต่ถ้าสภาพของพวกท่านเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง (กลับไปเป็นเหมือนสมัยของการปกครองของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นมุสลิมผู้มีใจบริสุทธิ์) พวกท่านก็จะได้รับความผาสุก หน้าที่ของฉันไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากความพยายาม(ที่จะให้กลับไปเป็นเหมือนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อีกครั้ง) ถ้าฉันต้องการที่จะกล่าวถึงความล้มเหลวของพวกท่านเกี่ยวกับตัวของพวกท่านเอง ฉันคงกล่าวไปแล้ว แต่ก็ได้แต่เพียงหวังว่า พระผู้เป็นเจ้าจะทรงให้อภัยกับเรื่องราวที่ผ่านมา
ไม่มีงานใดขัดขวางพระผู้เป็นเจ้าได้ การเปลี่ยนแปลงของเวลาไม่ทำให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและไม่มีสถานที่ใดจำกัดพระองค์อีกทั้งไม่มีคำพูดใดสามารถสาธยายความคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนหยดน้ำอันมากมายมหาศาล ดวงดาวในท้องฟ้า ผงฝุ่นที่มาพร้อมกับพายุในอากาศ และไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวของมดบนแผ่นหิน (สิ่งที่อยู่) ในรังมดยามค่ำคืน ไม่มีสิ่งใดเลยสามารถเล็ดรอดความรู้ของพระผู้เป็นเจ้าไปได้ พระองค์ทรงรู้ดีถึงสถานที่ที่ใบไม้ร่วงหลนลงจากต้นอีกทั้งรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่สายตามองไม่เห็น ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ พระองค์ไร้ซึ่งภาคี ไร้ข้อสงสัย ฉันไม่เคยปฏิเสธศาสนาของพระองค์ ไม่เคยปฏิเสธการสร้างของพระองค์ เป็นการปฏิญาณของผู้ที่มีความตั้งใจอันบริสุทธิ์ มีจิตใจสะอาด ..... และตราชั่งแห่งความดีของเขาสมบูรณ์ ฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดคือบ่าวและศาสนทูตที่ถูกเลือกมาจากมวลหมู่ผู้ถูกสร้างทั้งหลาย ถูกเลือกมาเพื่อสาธยายความจริงเกี่ยวกับคำสอนของพระเจ้า และถูกเลือกมาด้วยกับคุณสมบัติอันโดดเด่นทางด้านมารยาท เพื่อเผยแผ่สาส์นอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ และเป็นเช่นนี้เองที่ทางนำจากพระเจ้าจะกระจ่างชัดอีกทั้งความมืดมนของการหลงทางจะถูกทำให้สว่างและชัดเจนด้วยกับคำอธิบายของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)
โอ้ประชาชนทั้งหลาย โลกแห่งวัตถุนี้จะหลอกลวงผู้ที่ตั้งความหวังและผู้ที่ยึดติดอยู่กับมัน มันจะไม่หวงแหนที่จะให้คำมั่นสัญญาที่โกหกกับคนที่รักมัน มันจะพยายามเอาชนะคนที่เอาชนะมันได้ ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีประชาชาติใดที่อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของความโปรดปรานของพระเจ้าจะถูกยึดเอาความโปรดปรานไปทั้งหมด นอกเสียจากว่าจะเกิดจากการทำบาป เพราะพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยกดขี่ผู้ใด ถ้าหากประชาชาติใดที่ถูกลงโทษ และพระองค์ยึดเอาความโปรดปรานของพระองค์คืนกลับไป ได้ขออุทธรณ์ต่อพระองค์และร้องขอด้วยใจที่มีความรักต่อพระองค์ แน่นอนพวกเขาจะได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาและพระองค์จะทรงชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงแม้ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาพวกท่านจะเอนเอียงไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งในทัศนะของฉันเป็นเรื่องที่ไม่น่าชื่นชมเลย แต่ถ้าสภาพของพวกท่านเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง (กลับไปเป็นเหมือนสมัยของการปกครองของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นมุสลิมผู้มีใจบริสุทธิ์) พวกท่านก็จะได้รับความผาสุก หน้าที่ของฉันไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากความพยายาม(ที่จะให้กลับไปเป็นเหมือนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อีกครั้ง) ถ้าฉันต้องการที่จะกล่าวถึงความล้มเหลวของพวกท่านเกี่ยวกับตัวของพวกท่านเอง ฉันคงกล่าวไปแล้ว แต่ก็ได้แต่เพียงหวังว่า พระผู้เป็นเจ้าจะทรงให้อภัยกับเรื่องราวที่ผ่านมา
นะฮ์ญูลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 175 : อุทาหรณ์ที่ได้รับจากวจนะของพระผู้เป็นเจ้า
เป็นคุฏบะฮ์ของอิมามที่ให้คำตักเตือนกับประชาชน และกล่าวถึงความประเสริฐของกุรอาน พร้อมทั้งห้ามไม่ให้มีการทำอุตริกรรมใด ๆ ในศาสนา รวมทั้งสอนผู้คนเกี่ยวกับสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งสอนไว้
จงใช้ประโยชน์จากคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสั่งสอนผู้คนทั้งหลายเอาไว้เถิด จงตอบรับข้อตักเตือนและคำแนะนำต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า พร้อมทั้งน้อมรับข้อชี้แนะของพระองค์เถิด เพราะพระองค์ทรงใช้เหตุผลอันชัดแจ้งปิดประตูของการแก้ตัว (ที่ไร้เหตุผล) ของพวกท่านอีกทั้งได้แสดงหลักฐานไว้ให้กับพวกท่านอย่างสมบูรณ์แล้ว พระองค์ได้ทรงสาธยายการกระทำที่พระองค์ทรงรักและสิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจไว้ให้กับพวกท่าน เพื่อให้พวกท่านทั้งหลายปฏิบัติตามในสิ่งที่พระองค์ทรงรักและออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจ อีกทั้งจงฟังสิ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้เสมอว่า : สวรรค์จะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและนรกจะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางการปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง พึงรู้เถิดว่า ไม่มีการภักดีใดที่ถูกใช้ให้ปฏิบัตินอกเสียจากว่าธรรมชาติของมนุษย์จะไม่พอใจที่จะปฏิบัติมันและไม่มีบาปใดนอกเสียจากว่าความบาปนั้นจะสอดคล้องกับอารมณ์ใฝ่ต่ำของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้เองความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าจะอยู่กับผู้ที่หักห้ามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเองพร้อมทั้งขจัดความปรารถณาอันต่ำช้าของตัวเองให้หมดสิ้นไปเพราะงานที่ยากที่สุดคือการหักห้ามจิตใจที่พยศของตัวเองที่พร้อมจะมุ่งสู่การกระทำบาปอยู่เสมอ
โอ้ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ ให้รู้ไว้เถิดว่า ผู้ศรัทธาจะไม่ยอมไว้ใจตัวเองตลอดเวลาทั้งเช้าและค่ำ จะหาข้อบกพร่องของตัวเองอีกทั้งยังค้นหาความสมบูรณ์แบบและเพิ่มพูนความดีงามของตนอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นจงเป็นดั่งเช่นบรรพบุรุษที่เคยใช้ชีวิตก่อนหน้าพวกท่านเถิด ที่พวกเขาเป็นเหมือนนักเดินทางที่แบกเสาเพิงพักแห่งชีวิตของพวกเขาขึ้นบ่าและพร้อมที่จะเดินทางอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเตรียมพร้อมเดินทางเคียงคู่ไปกับการประกอบคุณงามความดีและปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากการยึดติดอยู่กับความสวยงามของโลกแห่งวัตถุ
พึงรับรู้ถึงความประเสริฐของอัลกุรอานเถิด กุรอานคือผู้ชี้แนะที่ไม่เคยหลอกลวง คือผู้ชี้นำที่ไม่เคยทำให้ใครหลงทาง เป็นผู้พูดที่ไม่เคยโกหก ใครที่ผูกพันธ์อยู่กับอัลกุรอานเขาจะยืนเคียงคู่กับการเพิ่มขึ้นและลดลงเสมอ คือได้รับข้อชี้แนะเพิ่มขึ้น ส่วนความโง่และหัวใจอันมืดบอดจะลดน้อยลง
พึงรู้ไว้เถิดว่า ไม่มีผู้ใดจะยากจนและหมดหนทางเมื่อเขามีกุรอานอยู่เคียงข้าง และไม่มีผู้ใดจะร่ำรวยก่อนที่จะเขายอมรับกุรอาน ดังนั้นจงร้องขอจากกุรอานเพื่อให้รักษาโรคร้ายของพวกท่านเถิด และจงร้องขอจากกุรอานเพื่อให้พวกท่านได้มีชัยเหนือปัญหาและความยากลำบากทั้งหลาย เพราะในกุรอานมียารักษาโรคที่ร้ายแรงที่สุด นั่นก็คือโรคแห่งการปฏิเสธศรัทธา โรคแห่งการกลับกลอก และโรคแห่งการหลงทาง และจงร้องขอสิ่งที่พวกท่านต้องการจากอัลลอฮ์โดยผ่านกุรอานเถิด จงมุ่งสู่อัลลอฮ์ไปพร้อมกับความรักที่มีต่อกุรอานและ จงอย่าได้ใช้กุรอานเป็นสื่อเพื่อร้องขอสิ่งใดจากผู้อื่นเลย (อีกทั้งอย่าได้นำกุรอานมาเป็นเครื่องมือเพื่อไปสู่ความฝันทางโลกเลย) เพราะไม่มีสิ่งใดที่บ่าวใช้เป็นสะพานไปสู่พระผู้เป็นเจ้าที่มีเกียรติมากกว่ากุรอานอีกแล้ว
พึงรู้เถิด กุรอานคือผู้ให้การอนุเคราะห์ที่ถูกรับประกัน เป็นผู้พูดที่คำพูดได้รับการเชื่อถือเสมอ ผู้ใดก็ตามที่กุรอานให้การอนุเคราะห์เขาในวันกิยามะฮ์ก็จะได้รับความปลอดภัย ส่วนใครก็ตามที่กุรอานได้ฟ้องร้องเขาคำพูดของพยานที่ให้ร้ายเขาจะถูกตอบรับ
ในวันกิยามะฮ์จะมีเสียงประกาศก้องว่า พึงรู้เถิด วันนี้ทุกคนจะต้องได้รับการทรมานจากเมล็ดพันธ์ (แห่งความชั่ว) ที่ตัวเองปลูกเอาไว้อีกทั้งจะได้รับผลของสิ่งที่ได้กระทำไว้ ยกเว้นคนที่ปลูกเมล็ดพันธ์แห่งอัลกุรอาน ดังนั้นจงเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งกุรอานและเป็นผู้ปฏิบัติตามกุรอานเถิด จงใช้กุรอานไปสู่การรู้จักพระเจ้าและให้กุรอานเป็นอุทาหรณ์ให้กับตัวเองเถิด ทุกครั้งที่ทัศนะของท่าน (ขัดแย้งกับกุรอาน) จงตำหนิตัวเองเถิด และหากความต้องการของตัวท่านเองขัดแย้งกับกุรอานก็ให้ถือว่าเป็นความต้องการที่ไม่ถูกต้อง
เชิญชวนสู่การปฏิบัติ : จงปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ หลังจากนั้นก็ให้มุ่งมั่นสู่จุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมาย จงยืนหยัด จงยืนหยัด ต่อจากนั้นให้อดทน อดทน จงเคร่งคัด เคร่งคัด (ในเรื่องศาสนา)
สำหรับพวกท่านมีความสำเร็จรออยู่แล้ว จงมุ่งไปสู่ความสำเร็จเถิด และสำหรับพวกท่านมีธงนำทางที่ถูกเตรียมไว้แล้วจงใช้ธงนั้นพาตัวเองไปสู่ทางนำเถิด สำหรับศาสนาอิสลามมีเป้าหมายและความสำเร็จที่ถูกเตรียมไว้แล้ว จงมุ่งไปสู่อิสลามเถิด และจงมุ่งสู่พระผู้เป็นเจ้าด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหน้าที่ที่ถูกมอบหมายเอาไว้ให้แก่พวกท่านเถิด ฉันจะเป็นพยานให้กับการกระทำของพวกท่าน ในวันกิยามะฮ์ฉันจะเป็นตัวแทนพวกท่านเพื่อแสดงหลักฐาน (เกี่ยวกับการกระทำของพวกท่าน) เอง
ข้อแนะนำสำหรับผู้คนทั้งหลาย : พีงรู้เถิดว่า สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้านั้นมันเกิดขึ้นแล้ว และความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่อดีตในที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ฉันจะขอเป็นผู้พูดที่ยึดตามคำสัญญาและหลักฐานของพระองค์ ที่ตรัสว่า บรรดาพวกที่กล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเราคืออัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็ตั้งมั่นและยืนหยัด (อยู่บนคำพูดนั้น) บรรดาทูตสวรรค์จะลงมาหาพวกเขา (และจะกล่าวว่า) อย่ากลัวและอย่าเสียใจไปเลย และจะแจ้งข่าวดีกับพวกเขาถึงสวรรค์ที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ เมื่อพวกท่านกล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเราคืออัลลอฮ์ ดังนั้นก็จงยืนหยัดอยู่บนการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ที่มีอยู่ในคัมภีร์ของพระองค์ และให้ยืดมั่นอยู่ในหนทางที่พระองค์ทรงสั่งและหนทางแห่งการทำดีซึ่งนั่นก็คือการเคารพภักดีต่อพระองค์นั่นเอง พวกท่านอย่าทำตัวออกห่างจากคำสอนอีกทั้งอย่าได้ทำอุตริกรรมใด ๆ ในคำสอนและอย่าได้หันเหออกจากหนทางของพระองค์เลย เพราะคนที่ออกห่างจากคำสอนของพระองค์ในวันกิยามะฮ์จะถูกตัดขาดจากความเมตตาของพระองค์ และจงระวัง อย่าได้ทำลายมารยาทอันงดงามและอย่าได้แปรเปลี่ยนมารยาทอันงดงามให้กลายเป็นความเคยชินที่เลวร้าย
จงยืนหยัดบนคำพูดที่สัจจริงเถิด บุรุษต้องระวังลิ้นของตัวเอง เพราะลิ้นที่พยศจะทำให้เจ้าของได้รับอันตรายได้ ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า บ่าวคนหนึ่งที่ไม่ระวังคำพูดของตัวเองจะมีความยำเกรงที่ให้ประโยชน์
ลิ้นของผู้ศรัทธาจะอยู่เบื้องหลังหัวใจ ส่วนหัวใจและสติของคนหน้าไหว้หลังหลอกจะอยู่หลังลิ้น หมายถึงทุกครั้งที่ผู้ศรัทธาต้องการจะพูดสิ่งใดจะคิดใคร่ครวญเสียก่อน ถ้าเป็นสิ่งดี ก็จะเปิดเผยคำพูดนั้นออกมา แต่ถ้ามันเป็นสิ่งไม่ดีและน่ารังเกียจจะปกปิดมันเอาไว้ ส่วนคนหน้าไหว้หลังหลอกคิดอะไรได้ก็จะพูดออกมา โดยที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้คิดใคร่ครวญเลยว่าสิ่งใดมีประโยชน์หรือสิ่งใดให้โทษกับตัวเอง ท่านศาสนทูต (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า : อีหม่านของบ่าวคนหนึ่งจะไม่สมบูรณ์และมั่นคงจนกว่าหัวใจของเขาจะมั่นคง และหัวใจของเขาจะไม่มั่นคงจนกว่าคำพูดของเขาจะมั่นคง
ใครก็ตามในหมู่พวกท่านที่มีความสามารถจะทำให้ตัวเองพบกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยมืออันบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำลายเลือดเนื้อและทรัพย์สินของมุสลิมอีกทั้งไม่ใช้ลิ้นทำลายเกียรติยศของผู้ใด ก็จงทำเถิด
ห้ามการทำอุตริกรรม : โอ้ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ พึงรู้เถิดว่า ผู้ศรัทธาคือคนที่ยึดเอาสิ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เคยถือเป็นฮะลาลตั้งแต่แรก ให้เป็นที่อนุมัติสำหรับเขาจนถึงปัจจุบันและยึดเอาสิ่งที่เป็นฮะรอมตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งฮะรอมจนถึงปัจจุบัน ส่วนสิ่งที่ประชาชนทำอุตริขึ้นนั้นเป็นฮะรอมสำหรับท่าน จะไม่มีวันเป็นสิ่งฮะลาลได้แม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งก็ตาม ส่วนฮะลาลก็คือ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอนุญาติให้กระทำได้ และฮะรอมก็คือ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ห้ามไว้ ในกิจการและเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่านได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์มาแล้ว และท่านได้รับบทเรียนและอุทาหรณ์สอนใจจากสภาพการณ์ต่าง ๆ ของชนรุ่นก่อนแล้ว พวกเขาได้แสดงตัวอย่างให้ท่านเห็นและพวกท่านถูกเรียกร้องไปสู่สิ่งที่เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด ดังนั้นสิ่งที่เสียงของมันดังก้องกังวาลไปทั่วนอกจากคนหูหนวกเท่านั้นที่จะไม่ได้ยินเสียง และเป็นเรื่องชัดเจนและชัดแจ้งที่นอกจากคนที่ตาบอดเท่านั้นที่จะมองไม่เห็น ผู้ที่บททดสอบและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่อัลลอฮ์มอบให้ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเขา ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนต่าง ๆ เลย เขาจะเป็นผู้ไม่มีวิสัยทัศน์และผู้ไร้ความคิด จนทำให้เห็นร้ายเป็นดี และเห็นดีเป็นร้าย ประชาชนมีอยู่สองกลุ่มเท่านั้น กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนและหลักการศาสนา อีกกลุ่มเป็นผู้สร้างอุตริกรรมที่ไม่มีหลักฐานใดจากอัลลอฮ์และแบบฉบับใดของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อีกทั้งเหตุผลใด ๆ มายืนยันเลย กุรอาน คัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ไม่ได้สั่งสอนผู้ใดนอกเหนือจากสิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในกุรอานเลย เพราะกุรอานคือสายเชือกของพระเจ้า เป็นสิ่งที่จะสร้างความปลอดภัย ในกุรอานมีสิ่งที่จะสร้างความชุ่มชื่นให้กับหัวใจ มีสายน้ำแห่งวิทยาการ ไม่มีสิ่งใดจะสร้างแสงสว่างให้กับหัวใจยกเว้นกุรอาน โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้ที่มีหัวใจตื่นทั้งหลายและเหลือแต่ผู้ที่หลงลืมและคนแกล้งลืม ที่ไหนมีการทำดีก็จงช่วยเหลือเถิด และที่ใดที่ท่านเห็นความเลวร้ายก็จงออกห่างเถิด เพราะท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้ว่า :โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงทำความดีและหลีกเลี่ยงการทำชั่ว ถ้าพวกท่านได้เช่นนี้ท่านก็จะอยู่ในสายทางแห่งความเที่ยงตรง (หนทางแห่งการได้เข้าใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า)
พึงรับรู้ถึงความอธรรมเถิด ความอธรรมมีสามแบบ ความอธรรมที่ไม่มีวันได้รับการอภัยโทษเป็นอันขาด ความอธรรมที่มีบทลงโทษแน่นอนและความอธรรมที่ถูกยกเว้นและไม่ถูกสอบสวน ส่วนอธรรมที่ไม่มีวันได้รับการอภัยโทษคือการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า อัลลอฮ์ไม่มีวันให้อภัยผู้ที่ตั้งภาคีเป็นอันขาด ส่วนความอธรรมที่ได้รับการยกเว้นคือความอธรรมที่เกิดจากการที่บ่าวคนหนึ่งทำบาปกับตัวเขาเอง ส่วนความอธรรมที่มีบทลงโทษแน่นอน คือการที่ผู้หนึ่งกดขี่ผู้อื่น บทลงโทษที่นั้นร้ายแรงมาก ไม่ใช่ (บทลงโทษ) ของการทำให้ผู้อื่นได้รับบาดแผลด้วยมีดหรือการตบหน้าธรรมดา แต่เป็นการลงโทษที่ทำให้สิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมดดูเล็กน้อยไปเลย อย่าได้เป็นแปรเปลี่ยนในศาสนาของอัลลอฮ์ เพราะความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่พวกท่านรังเกียจดีกว่าความแตกแยกในเรื่องที่เป็นโมฆะที่พวกท่านชื่นชอบ เพราะอัลลอฮ์ไม่เคยประทาน (โปรดปราน)ใดเพราะความแตกแยกให้กับผู้คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ความจำเป็นในการเชื่อฟังพระเจ้า : โอ้ประชาชนทั้งหลาย ขอแสดงความยินดีกับคนที่คอยหาจุดบกพร่องของตัวเอง จนทำให้ไม่ได้ไปสนใจกับความบกพร่องของคนอื่น และขอแสดงความยินดีกับคนที่คอยดูแลครอบครัวตัวเอง ใช้สอยสิ่งที่ตัวเองหามาได้ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าตลอดเวลา ตำหนิการทำความผิดของตัวเอง สาละวนอยู่กับการฝึกฝนตนเองตลอดเวลา และเป็นผู้ที่คนทั่วไปปลอดภัยจาก (ความชั่วร้าย) ของเขา .
จงใช้ประโยชน์จากคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสั่งสอนผู้คนทั้งหลายเอาไว้เถิด จงตอบรับข้อตักเตือนและคำแนะนำต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า พร้อมทั้งน้อมรับข้อชี้แนะของพระองค์เถิด เพราะพระองค์ทรงใช้เหตุผลอันชัดแจ้งปิดประตูของการแก้ตัว (ที่ไร้เหตุผล) ของพวกท่านอีกทั้งได้แสดงหลักฐานไว้ให้กับพวกท่านอย่างสมบูรณ์แล้ว พระองค์ได้ทรงสาธยายการกระทำที่พระองค์ทรงรักและสิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจไว้ให้กับพวกท่าน เพื่อให้พวกท่านทั้งหลายปฏิบัติตามในสิ่งที่พระองค์ทรงรักและออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจ อีกทั้งจงฟังสิ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้เสมอว่า : สวรรค์จะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและนรกจะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางการปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง พึงรู้เถิดว่า ไม่มีการภักดีใดที่ถูกใช้ให้ปฏิบัตินอกเสียจากว่าธรรมชาติของมนุษย์จะไม่พอใจที่จะปฏิบัติมันและไม่มีบาปใดนอกเสียจากว่าความบาปนั้นจะสอดคล้องกับอารมณ์ใฝ่ต่ำของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้เองความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าจะอยู่กับผู้ที่หักห้ามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเองพร้อมทั้งขจัดความปรารถณาอันต่ำช้าของตัวเองให้หมดสิ้นไปเพราะงานที่ยากที่สุดคือการหักห้ามจิตใจที่พยศของตัวเองที่พร้อมจะมุ่งสู่การกระทำบาปอยู่เสมอ
โอ้ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ ให้รู้ไว้เถิดว่า ผู้ศรัทธาจะไม่ยอมไว้ใจตัวเองตลอดเวลาทั้งเช้าและค่ำ จะหาข้อบกพร่องของตัวเองอีกทั้งยังค้นหาความสมบูรณ์แบบและเพิ่มพูนความดีงามของตนอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นจงเป็นดั่งเช่นบรรพบุรุษที่เคยใช้ชีวิตก่อนหน้าพวกท่านเถิด ที่พวกเขาเป็นเหมือนนักเดินทางที่แบกเสาเพิงพักแห่งชีวิตของพวกเขาขึ้นบ่าและพร้อมที่จะเดินทางอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเตรียมพร้อมเดินทางเคียงคู่ไปกับการประกอบคุณงามความดีและปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากการยึดติดอยู่กับความสวยงามของโลกแห่งวัตถุ
พึงรับรู้ถึงความประเสริฐของอัลกุรอานเถิด กุรอานคือผู้ชี้แนะที่ไม่เคยหลอกลวง คือผู้ชี้นำที่ไม่เคยทำให้ใครหลงทาง เป็นผู้พูดที่ไม่เคยโกหก ใครที่ผูกพันธ์อยู่กับอัลกุรอานเขาจะยืนเคียงคู่กับการเพิ่มขึ้นและลดลงเสมอ คือได้รับข้อชี้แนะเพิ่มขึ้น ส่วนความโง่และหัวใจอันมืดบอดจะลดน้อยลง
พึงรู้ไว้เถิดว่า ไม่มีผู้ใดจะยากจนและหมดหนทางเมื่อเขามีกุรอานอยู่เคียงข้าง และไม่มีผู้ใดจะร่ำรวยก่อนที่จะเขายอมรับกุรอาน ดังนั้นจงร้องขอจากกุรอานเพื่อให้รักษาโรคร้ายของพวกท่านเถิด และจงร้องขอจากกุรอานเพื่อให้พวกท่านได้มีชัยเหนือปัญหาและความยากลำบากทั้งหลาย เพราะในกุรอานมียารักษาโรคที่ร้ายแรงที่สุด นั่นก็คือโรคแห่งการปฏิเสธศรัทธา โรคแห่งการกลับกลอก และโรคแห่งการหลงทาง และจงร้องขอสิ่งที่พวกท่านต้องการจากอัลลอฮ์โดยผ่านกุรอานเถิด จงมุ่งสู่อัลลอฮ์ไปพร้อมกับความรักที่มีต่อกุรอานและ จงอย่าได้ใช้กุรอานเป็นสื่อเพื่อร้องขอสิ่งใดจากผู้อื่นเลย (อีกทั้งอย่าได้นำกุรอานมาเป็นเครื่องมือเพื่อไปสู่ความฝันทางโลกเลย) เพราะไม่มีสิ่งใดที่บ่าวใช้เป็นสะพานไปสู่พระผู้เป็นเจ้าที่มีเกียรติมากกว่ากุรอานอีกแล้ว
พึงรู้เถิด กุรอานคือผู้ให้การอนุเคราะห์ที่ถูกรับประกัน เป็นผู้พูดที่คำพูดได้รับการเชื่อถือเสมอ ผู้ใดก็ตามที่กุรอานให้การอนุเคราะห์เขาในวันกิยามะฮ์ก็จะได้รับความปลอดภัย ส่วนใครก็ตามที่กุรอานได้ฟ้องร้องเขาคำพูดของพยานที่ให้ร้ายเขาจะถูกตอบรับ
ในวันกิยามะฮ์จะมีเสียงประกาศก้องว่า พึงรู้เถิด วันนี้ทุกคนจะต้องได้รับการทรมานจากเมล็ดพันธ์ (แห่งความชั่ว) ที่ตัวเองปลูกเอาไว้อีกทั้งจะได้รับผลของสิ่งที่ได้กระทำไว้ ยกเว้นคนที่ปลูกเมล็ดพันธ์แห่งอัลกุรอาน ดังนั้นจงเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งกุรอานและเป็นผู้ปฏิบัติตามกุรอานเถิด จงใช้กุรอานไปสู่การรู้จักพระเจ้าและให้กุรอานเป็นอุทาหรณ์ให้กับตัวเองเถิด ทุกครั้งที่ทัศนะของท่าน (ขัดแย้งกับกุรอาน) จงตำหนิตัวเองเถิด และหากความต้องการของตัวท่านเองขัดแย้งกับกุรอานก็ให้ถือว่าเป็นความต้องการที่ไม่ถูกต้อง
เชิญชวนสู่การปฏิบัติ : จงปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ หลังจากนั้นก็ให้มุ่งมั่นสู่จุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมาย จงยืนหยัด จงยืนหยัด ต่อจากนั้นให้อดทน อดทน จงเคร่งคัด เคร่งคัด (ในเรื่องศาสนา)
สำหรับพวกท่านมีความสำเร็จรออยู่แล้ว จงมุ่งไปสู่ความสำเร็จเถิด และสำหรับพวกท่านมีธงนำทางที่ถูกเตรียมไว้แล้วจงใช้ธงนั้นพาตัวเองไปสู่ทางนำเถิด สำหรับศาสนาอิสลามมีเป้าหมายและความสำเร็จที่ถูกเตรียมไว้แล้ว จงมุ่งไปสู่อิสลามเถิด และจงมุ่งสู่พระผู้เป็นเจ้าด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหน้าที่ที่ถูกมอบหมายเอาไว้ให้แก่พวกท่านเถิด ฉันจะเป็นพยานให้กับการกระทำของพวกท่าน ในวันกิยามะฮ์ฉันจะเป็นตัวแทนพวกท่านเพื่อแสดงหลักฐาน (เกี่ยวกับการกระทำของพวกท่าน) เอง
ข้อแนะนำสำหรับผู้คนทั้งหลาย : พีงรู้เถิดว่า สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้านั้นมันเกิดขึ้นแล้ว และความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่อดีตในที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ฉันจะขอเป็นผู้พูดที่ยึดตามคำสัญญาและหลักฐานของพระองค์ ที่ตรัสว่า บรรดาพวกที่กล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเราคืออัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็ตั้งมั่นและยืนหยัด (อยู่บนคำพูดนั้น) บรรดาทูตสวรรค์จะลงมาหาพวกเขา (และจะกล่าวว่า) อย่ากลัวและอย่าเสียใจไปเลย และจะแจ้งข่าวดีกับพวกเขาถึงสวรรค์ที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ เมื่อพวกท่านกล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเราคืออัลลอฮ์ ดังนั้นก็จงยืนหยัดอยู่บนการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ที่มีอยู่ในคัมภีร์ของพระองค์ และให้ยืดมั่นอยู่ในหนทางที่พระองค์ทรงสั่งและหนทางแห่งการทำดีซึ่งนั่นก็คือการเคารพภักดีต่อพระองค์นั่นเอง พวกท่านอย่าทำตัวออกห่างจากคำสอนอีกทั้งอย่าได้ทำอุตริกรรมใด ๆ ในคำสอนและอย่าได้หันเหออกจากหนทางของพระองค์เลย เพราะคนที่ออกห่างจากคำสอนของพระองค์ในวันกิยามะฮ์จะถูกตัดขาดจากความเมตตาของพระองค์ และจงระวัง อย่าได้ทำลายมารยาทอันงดงามและอย่าได้แปรเปลี่ยนมารยาทอันงดงามให้กลายเป็นความเคยชินที่เลวร้าย
จงยืนหยัดบนคำพูดที่สัจจริงเถิด บุรุษต้องระวังลิ้นของตัวเอง เพราะลิ้นที่พยศจะทำให้เจ้าของได้รับอันตรายได้ ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า บ่าวคนหนึ่งที่ไม่ระวังคำพูดของตัวเองจะมีความยำเกรงที่ให้ประโยชน์
ลิ้นของผู้ศรัทธาจะอยู่เบื้องหลังหัวใจ ส่วนหัวใจและสติของคนหน้าไหว้หลังหลอกจะอยู่หลังลิ้น หมายถึงทุกครั้งที่ผู้ศรัทธาต้องการจะพูดสิ่งใดจะคิดใคร่ครวญเสียก่อน ถ้าเป็นสิ่งดี ก็จะเปิดเผยคำพูดนั้นออกมา แต่ถ้ามันเป็นสิ่งไม่ดีและน่ารังเกียจจะปกปิดมันเอาไว้ ส่วนคนหน้าไหว้หลังหลอกคิดอะไรได้ก็จะพูดออกมา โดยที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้คิดใคร่ครวญเลยว่าสิ่งใดมีประโยชน์หรือสิ่งใดให้โทษกับตัวเอง ท่านศาสนทูต (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า : อีหม่านของบ่าวคนหนึ่งจะไม่สมบูรณ์และมั่นคงจนกว่าหัวใจของเขาจะมั่นคง และหัวใจของเขาจะไม่มั่นคงจนกว่าคำพูดของเขาจะมั่นคง
ใครก็ตามในหมู่พวกท่านที่มีความสามารถจะทำให้ตัวเองพบกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยมืออันบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำลายเลือดเนื้อและทรัพย์สินของมุสลิมอีกทั้งไม่ใช้ลิ้นทำลายเกียรติยศของผู้ใด ก็จงทำเถิด
ห้ามการทำอุตริกรรม : โอ้ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ พึงรู้เถิดว่า ผู้ศรัทธาคือคนที่ยึดเอาสิ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เคยถือเป็นฮะลาลตั้งแต่แรก ให้เป็นที่อนุมัติสำหรับเขาจนถึงปัจจุบันและยึดเอาสิ่งที่เป็นฮะรอมตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งฮะรอมจนถึงปัจจุบัน ส่วนสิ่งที่ประชาชนทำอุตริขึ้นนั้นเป็นฮะรอมสำหรับท่าน จะไม่มีวันเป็นสิ่งฮะลาลได้แม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งก็ตาม ส่วนฮะลาลก็คือ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอนุญาติให้กระทำได้ และฮะรอมก็คือ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ห้ามไว้ ในกิจการและเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่านได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์มาแล้ว และท่านได้รับบทเรียนและอุทาหรณ์สอนใจจากสภาพการณ์ต่าง ๆ ของชนรุ่นก่อนแล้ว พวกเขาได้แสดงตัวอย่างให้ท่านเห็นและพวกท่านถูกเรียกร้องไปสู่สิ่งที่เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด ดังนั้นสิ่งที่เสียงของมันดังก้องกังวาลไปทั่วนอกจากคนหูหนวกเท่านั้นที่จะไม่ได้ยินเสียง และเป็นเรื่องชัดเจนและชัดแจ้งที่นอกจากคนที่ตาบอดเท่านั้นที่จะมองไม่เห็น ผู้ที่บททดสอบและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่อัลลอฮ์มอบให้ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเขา ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนต่าง ๆ เลย เขาจะเป็นผู้ไม่มีวิสัยทัศน์และผู้ไร้ความคิด จนทำให้เห็นร้ายเป็นดี และเห็นดีเป็นร้าย ประชาชนมีอยู่สองกลุ่มเท่านั้น กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนและหลักการศาสนา อีกกลุ่มเป็นผู้สร้างอุตริกรรมที่ไม่มีหลักฐานใดจากอัลลอฮ์และแบบฉบับใดของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อีกทั้งเหตุผลใด ๆ มายืนยันเลย กุรอาน คัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ไม่ได้สั่งสอนผู้ใดนอกเหนือจากสิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในกุรอานเลย เพราะกุรอานคือสายเชือกของพระเจ้า เป็นสิ่งที่จะสร้างความปลอดภัย ในกุรอานมีสิ่งที่จะสร้างความชุ่มชื่นให้กับหัวใจ มีสายน้ำแห่งวิทยาการ ไม่มีสิ่งใดจะสร้างแสงสว่างให้กับหัวใจยกเว้นกุรอาน โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้ที่มีหัวใจตื่นทั้งหลายและเหลือแต่ผู้ที่หลงลืมและคนแกล้งลืม ที่ไหนมีการทำดีก็จงช่วยเหลือเถิด และที่ใดที่ท่านเห็นความเลวร้ายก็จงออกห่างเถิด เพราะท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้ว่า :โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงทำความดีและหลีกเลี่ยงการทำชั่ว ถ้าพวกท่านได้เช่นนี้ท่านก็จะอยู่ในสายทางแห่งความเที่ยงตรง (หนทางแห่งการได้เข้าใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า)
พึงรับรู้ถึงความอธรรมเถิด ความอธรรมมีสามแบบ ความอธรรมที่ไม่มีวันได้รับการอภัยโทษเป็นอันขาด ความอธรรมที่มีบทลงโทษแน่นอนและความอธรรมที่ถูกยกเว้นและไม่ถูกสอบสวน ส่วนอธรรมที่ไม่มีวันได้รับการอภัยโทษคือการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า อัลลอฮ์ไม่มีวันให้อภัยผู้ที่ตั้งภาคีเป็นอันขาด ส่วนความอธรรมที่ได้รับการยกเว้นคือความอธรรมที่เกิดจากการที่บ่าวคนหนึ่งทำบาปกับตัวเขาเอง ส่วนความอธรรมที่มีบทลงโทษแน่นอน คือการที่ผู้หนึ่งกดขี่ผู้อื่น บทลงโทษที่นั้นร้ายแรงมาก ไม่ใช่ (บทลงโทษ) ของการทำให้ผู้อื่นได้รับบาดแผลด้วยมีดหรือการตบหน้าธรรมดา แต่เป็นการลงโทษที่ทำให้สิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมดดูเล็กน้อยไปเลย อย่าได้เป็นแปรเปลี่ยนในศาสนาของอัลลอฮ์ เพราะความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่พวกท่านรังเกียจดีกว่าความแตกแยกในเรื่องที่เป็นโมฆะที่พวกท่านชื่นชอบ เพราะอัลลอฮ์ไม่เคยประทาน (โปรดปราน)ใดเพราะความแตกแยกให้กับผู้คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ความจำเป็นในการเชื่อฟังพระเจ้า : โอ้ประชาชนทั้งหลาย ขอแสดงความยินดีกับคนที่คอยหาจุดบกพร่องของตัวเอง จนทำให้ไม่ได้ไปสนใจกับความบกพร่องของคนอื่น และขอแสดงความยินดีกับคนที่คอยดูแลครอบครัวตัวเอง ใช้สอยสิ่งที่ตัวเองหามาได้ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าตลอดเวลา ตำหนิการทำความผิดของตัวเอง สาละวนอยู่กับการฝึกฝนตนเองตลอดเวลา และเป็นผู้ที่คนทั่วไปปลอดภัยจาก (ความชั่วร้าย) ของเขา .
ความซื่อสัตย์คุณสมบัติที่งดงามที่สุด
อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 177 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ว่า
"มันไม่ใช่ความดีหรอกการที่เจ้าหันหน้าของพวกเจ้าไปยังทิศตะวันออกและทิศตะวันตกแต่ความดีอยู่กับคนที่เชื่อมั่นต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก ....... และคนเหล่านี้คือผู้ที่ซื่อสัตย์"
คนดีในทัศนะของกุรอานคือคนที่มีความซื่อสัตย์ เพราะความซื่อสัตย์คือคุณสมบัติที่ครอบคลุมคือรวมคุณสมบัติที่ดีอื่น ๆ อยู่ในนั้นด้วย
มนุษย์มีองค์ประกอบหลักเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่สามด้านด้วยกัน คือพฤติกรรมด้านความคิดความเชื่อ พฤติกรรมด้านการปฏิบัติและพฤติกรรมเกี่ยวกับการพูดและการแสดงออก
ดังนั้นหากมนุษย์เป็นคนซื่อสัตย์จะทำให้พฤติกรรมทั้งสามด้านของมนุษย์ดีไปด้วย ทุกอย่างที่เขาพูดเขาจะปฏิบัติมันด้วยพร้อมกันนั้นทั้งคำพูดและการกระทำของเขาก็มาจากความเชื่อที่มีผลมาจากความซื่อสัตย์ของเขานั่นเอง
ในโองการข้างต้นกุรอานกล่าวถึงความดี พร้อมกันนั้นได้สาธยายกรณีต่าง ๆ เกี่ยวกับความดีและคนดีแต่ในท้ายโองการกล่าวว่าคนดีที่กุรอานกล่าวถึงทั้งหมดนั้นกุรอานเรียกว่า "ผู้ซื่อสัตย์"
วัตถุเป็นเพียงสิ่งสมมุติ
อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 64 ซูเราะฮ์อังกะบูตว่า
وَمَا هَذِهِ الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلا لَهْوٌ وَلَعِبٌ وَإِنَّ الدَّارَ الآخِرَةَ لَهِيَ الْحَيَوَانُ
แท้จริงการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจากมันจะเป็นการละเล่นและการสนุกสนานรื่นเริง แต่การมีชีวิตอยู่ในโลกหน้านั้น
เป็นชีวิตที่แท้จริง....
คำว่า لَهْوٌ ที่กล่าวถึงในโองการนี้หมายถึงการกระทำที่ไร้สาระและเป็นเหตุทำให้มนุษย์หมกมุ่นอยู่กับมันจนหลงลืมงานสำคัญที่ตัว
เองต้องทำ ตามความหมายดังกล่าวนี้กุรอานต้องการชี้ให้เราเห็นว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงระเริงจนลืมงานสำคัญนั้นก็คือ การมีชีวิตที่
จมปลักอยู่กับโลกแห่งวัตถุเพียงอย่างเดียวนั่นเอง
ส่วนคำว่า لَعِبٌ ในโองการข้างต้นหมายถึงการละเล่นของเด็กที่สร้างความเพลิดเพลินและไม่มีประโยชน์ ซึ่งบางครั้งเป็น็เรื่องที่บรรดา
เด็ก ๆ ตั้งกติกาและสมมุติมันขึ้นมาและใช้กติกาเหล่านั้นเอาชนะและแก่งแย่งกันชิงดีกัน
สิ่งยั่วยวนและความริ่นเริงในโลกมนุษย์ในมุมมองของกุรอานก็คือสิ่งไร้สาระเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์
หลงลืมชีวิตจริงในโลกหน้าเท่านั้น
ทุกวันนี้บรรดาพวกวัตถุนิยมและหลงระเริงในอำนาจกำลังต่อสู้แก่งแย่งชีงดีชิงเด่นกัน มองแล้วไม่ต่างอะไรกกับสุนัขฝูงหนึ่งที่กำลัง
แย่งซากศพเท่านั้นเอง
وَمَا هَذِهِ الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلا لَهْوٌ وَلَعِبٌ وَإِنَّ الدَّارَ الآخِرَةَ لَهِيَ الْحَيَوَانُ
แท้จริงการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจากมันจะเป็นการละเล่นและการสนุกสนานรื่นเริง แต่การมีชีวิตอยู่ในโลกหน้านั้น
เป็นชีวิตที่แท้จริง....
คำว่า لَهْوٌ ที่กล่าวถึงในโองการนี้หมายถึงการกระทำที่ไร้สาระและเป็นเหตุทำให้มนุษย์หมกมุ่นอยู่กับมันจนหลงลืมงานสำคัญที่ตัว
เองต้องทำ ตามความหมายดังกล่าวนี้กุรอานต้องการชี้ให้เราเห็นว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงระเริงจนลืมงานสำคัญนั้นก็คือ การมีชีวิตที่
จมปลักอยู่กับโลกแห่งวัตถุเพียงอย่างเดียวนั่นเอง
ส่วนคำว่า لَعِبٌ ในโองการข้างต้นหมายถึงการละเล่นของเด็กที่สร้างความเพลิดเพลินและไม่มีประโยชน์ ซึ่งบางครั้งเป็น็เรื่องที่บรรดา
เด็ก ๆ ตั้งกติกาและสมมุติมันขึ้นมาและใช้กติกาเหล่านั้นเอาชนะและแก่งแย่งกันชิงดีกัน
สิ่งยั่วยวนและความริ่นเริงในโลกมนุษย์ในมุมมองของกุรอานก็คือสิ่งไร้สาระเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์
หลงลืมชีวิตจริงในโลกหน้าเท่านั้น
ทุกวันนี้บรรดาพวกวัตถุนิยมและหลงระเริงในอำนาจกำลังต่อสู้แก่งแย่งชีงดีชิงเด่นกัน มองแล้วไม่ต่างอะไรกกับสุนัขฝูงหนึ่งที่กำลัง
แย่งซากศพเท่านั้นเอง
คนดื้อรั้น
บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ไม่ได้มีสาเหตุมากจากการที่พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารหรือไม่ได้รับการพิสูจน์หลักฐานเพียงเท่านั้นบางครั้งมีสาเหตุมาจากความดื้อรั้นและความดันทุรังของพวกเขาเอง อัลกุรอานได้แสดงภาพให้เราเห็นถึงความดื้อรั้นของคเหล่านี้ไว้ในหลายโองการด้วยกันเช่น
โองการที่ 120 ซูเราะฮ์ อัล นิซาอ์ กล่าวว่า
ถึงแม้เราจะประทานโองการกุรอานลงให้เจ้าโดยเขียนลงบนกระดาษ แล้วให้พวกเขามาจับต้องโองการด้วยมือของพวกเขาเอง แน่นอนพวกเขาก็ยังจะกล่าวอีกว่านี่ก็เป็นเพียงมายากลเท่านั้น
หรือในโองการที่ 14-15 ซูเราะฮ์ฮิจร์กล่าวว่า
หากเราให้ท้องฟ้าเปิดออก และนำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาขี้นไปบนท้องฟ้า (เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่มุฮัมมัดกล่าวเป็นจริง) พวกเขาก็จะกล่าวว่า สายตาของเราถูกสะกด (ให้เห็นภาพหลอกลวง)
หรือในโองการที่ 111 ซูเราะฮ์อันอามกล่าวถึงขนาดที่ว่า
หากเราส่งทูตสวรรค์ลงมาหาพวกเขา และให้คนที่เสียชีวิตไปแล้วมาพูดกับพวกเขา หรือนำหลักฐานใด ๆ ก็แล้วแต่นำมาเสนอพวกเขาพวกเขาก็จะไม่มีวันศรัทธา...
โองการข้างต้นต้องการชี้ให้เราได้เห็นว่าคนบางกลุ่มดื้อรั้นจนมองไม่เห็นสัจธรรมใด ๆ เลย คนเหล่านี้อัลกุรอานกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในโองการที่ 6 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ว่า
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นไม่ว่าเจ้าจะตักเตือนเขาหรือไม่ตักเตือนก็มีค่าเท่ากัน คือพวกเขาจะไม่ศรัทธา
โองการที่ 120 ซูเราะฮ์ อัล นิซาอ์ กล่าวว่า
ถึงแม้เราจะประทานโองการกุรอานลงให้เจ้าโดยเขียนลงบนกระดาษ แล้วให้พวกเขามาจับต้องโองการด้วยมือของพวกเขาเอง แน่นอนพวกเขาก็ยังจะกล่าวอีกว่านี่ก็เป็นเพียงมายากลเท่านั้น
หรือในโองการที่ 14-15 ซูเราะฮ์ฮิจร์กล่าวว่า
หากเราให้ท้องฟ้าเปิดออก และนำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาขี้นไปบนท้องฟ้า (เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่มุฮัมมัดกล่าวเป็นจริง) พวกเขาก็จะกล่าวว่า สายตาของเราถูกสะกด (ให้เห็นภาพหลอกลวง)
หรือในโองการที่ 111 ซูเราะฮ์อันอามกล่าวถึงขนาดที่ว่า
หากเราส่งทูตสวรรค์ลงมาหาพวกเขา และให้คนที่เสียชีวิตไปแล้วมาพูดกับพวกเขา หรือนำหลักฐานใด ๆ ก็แล้วแต่นำมาเสนอพวกเขาพวกเขาก็จะไม่มีวันศรัทธา...
โองการข้างต้นต้องการชี้ให้เราได้เห็นว่าคนบางกลุ่มดื้อรั้นจนมองไม่เห็นสัจธรรมใด ๆ เลย คนเหล่านี้อัลกุรอานกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในโองการที่ 6 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ว่า
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นไม่ว่าเจ้าจะตักเตือนเขาหรือไม่ตักเตือนก็มีค่าเท่ากัน คือพวกเขาจะไม่ศรัทธา
โปรแกรมการทำงานของชัยตอน
ในทัศนะของกุรอานงานหลักของชัยตอนคือการหลอกล่อให้มนุษย์หลงทางโดยในงานหลักของชัยตอนดังกล่าวนี้มีโปรแกรมที่แตกต่างและหลากหลายโดยกุรอานเองได้กล่าวถึงโปรมแกรมการทำงานของชัยตอนเพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายออกห่างจากชัยตอนและไม่หลงไปตามแผนงานของชัยตอนมารร้าย
- ชัยตอนจะทำให้สิ่งชั่วร้ายและน่ารังเกียจเป็นสิ่งสวยงามในสายตามนุษย์ โดยกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 38 ซูเราะฮ์อังกะบูตว่า :
และชัยตอนมารร้ายได้ทำให้พวกเขาเห็นว่าการงานของพวกเขาสวยงาม
- สร้างความหวาดระแวงและความหวาดกลัว โดยในโองการที่ 175 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า :
แท้จริงชัยตอนจะทำให้เกิดความหวางระแวง (และความหวาดกลัว) กับคนที่ปฏิบัติตามมัน
- สร้างความเป็นศัตรูต่อกันกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 91 ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ว่า :
แท้จริงชัยตอนต้องการให้เกิดการเป็นศัตรูต่อกันและทำให้เกิดการเกลียดชังกันในระหว่างพวกเจ้าด้วยสุราและการพนัน
- กระซิบกระซาบและยุยงให้มนุษย์ทำชั่ว โดยในโองการที่ 10 ซูเราะฮ์มุญาดะละฮ์กล่าวว่า :
แท้จริงการกระซิบกระซาบ (ภายในจิตใจให้กระทำชั่วนั้น) เป็นการกระทำของชัยตอน
- ทำให้มนุษย์หลงลืมพระเจ้า โองการที่ 68 ซูเราะฮ์อันลามกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :
และถ้าหากชัยตอนทำให้เจ้าหลงลืม (พระเจ้า) หลังจากที่นึกขึ้นได้จงอย่านั่งร่วมกับบรรดาผู้กดขี่อีกเป็นอันขาด
ทั้งหมดนี้เป็นโปรแกรมและแผนการทำงานของชัยตอน หากเรารับรู้แผนการณ์ของชัยตอนแล้วเป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคลแล้วละที่จะป้องกันตัวเราเองให้พ้นจากการล่อลวงของชัยตอน
- ชัยตอนจะทำให้สิ่งชั่วร้ายและน่ารังเกียจเป็นสิ่งสวยงามในสายตามนุษย์ โดยกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 38 ซูเราะฮ์อังกะบูตว่า :
และชัยตอนมารร้ายได้ทำให้พวกเขาเห็นว่าการงานของพวกเขาสวยงาม
- สร้างความหวาดระแวงและความหวาดกลัว โดยในโองการที่ 175 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า :
แท้จริงชัยตอนจะทำให้เกิดความหวางระแวง (และความหวาดกลัว) กับคนที่ปฏิบัติตามมัน
- สร้างความเป็นศัตรูต่อกันกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 91 ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ว่า :
แท้จริงชัยตอนต้องการให้เกิดการเป็นศัตรูต่อกันและทำให้เกิดการเกลียดชังกันในระหว่างพวกเจ้าด้วยสุราและการพนัน
- กระซิบกระซาบและยุยงให้มนุษย์ทำชั่ว โดยในโองการที่ 10 ซูเราะฮ์มุญาดะละฮ์กล่าวว่า :
แท้จริงการกระซิบกระซาบ (ภายในจิตใจให้กระทำชั่วนั้น) เป็นการกระทำของชัยตอน
- ทำให้มนุษย์หลงลืมพระเจ้า โองการที่ 68 ซูเราะฮ์อันลามกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :
และถ้าหากชัยตอนทำให้เจ้าหลงลืม (พระเจ้า) หลังจากที่นึกขึ้นได้จงอย่านั่งร่วมกับบรรดาผู้กดขี่อีกเป็นอันขาด
ทั้งหมดนี้เป็นโปรแกรมและแผนการทำงานของชัยตอน หากเรารับรู้แผนการณ์ของชัยตอนแล้วเป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคลแล้วละที่จะป้องกันตัวเราเองให้พ้นจากการล่อลวงของชัยตอน
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
คำถาม : อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการ 164 ซูเราะฮ์ อันอามว่า :
ในวันกิยามะฮ์ จะไม่มีผู้ใดรับแบกรับภาระการกระทำของผู้อื่น(นอกจากการกระทำของตนเองเท่านั้น)
แต่ในอีกโองการที่ 25 ซูเราะฮ์ อัล นะฮล์ กลับกล่าวว่า :
พวกเขา (บรรดาผู้กดขี่และพวกเผยแพร่การกระทำอันเลวร้าย) จะต้องแบกรับความผิดทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ (ที่ตนเองได้กระทำไว้) รวมทั้งความผิดของบรรดาผู้ที่พวกเขาได้ (ล่อลวง) จนหลงผิดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
สองโองการข้างต้นนี้ขัดแย้งกันหรือไม่ ?
คำตอบ : ในทัศนะของกุรอานแล้วมนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบและตอบคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่ตนเองได้ทำไว้อย่างที่โองการแรกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันหากบุคคลใดก็ตามเป็นต้นเหตุในการทำดีหรือการทำชั่วของผู้อื่น กุรอานถือว่าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำนั้นด้วยหากเป็นการกระทำที่ผิดก็จะถือว่าได้รับโทษในการกระทำไปพร้อมไปกับผู้กระทำด้วย
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า : ใครก็ตามเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติดี เขาจะได้ผลบุญเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เช่นเดียวกันใครก็ตามที่เป็นสาเหตุให้ผู้อื่นทำชั่ว เขาจะได้ผลตอบแทนเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
จากคำกล่าวข้างต้น นอกจากจะบอกว่าทำดีได้ดีแล้ว การช่วยให้ผู้อื่นทำดีก็จะได้ดีด้วย
ในวันกิยามะฮ์ จะไม่มีผู้ใดรับแบกรับภาระการกระทำของผู้อื่น(นอกจากการกระทำของตนเองเท่านั้น)
แต่ในอีกโองการที่ 25 ซูเราะฮ์ อัล นะฮล์ กลับกล่าวว่า :
พวกเขา (บรรดาผู้กดขี่และพวกเผยแพร่การกระทำอันเลวร้าย) จะต้องแบกรับความผิดทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ (ที่ตนเองได้กระทำไว้) รวมทั้งความผิดของบรรดาผู้ที่พวกเขาได้ (ล่อลวง) จนหลงผิดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
สองโองการข้างต้นนี้ขัดแย้งกันหรือไม่ ?
คำตอบ : ในทัศนะของกุรอานแล้วมนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบและตอบคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่ตนเองได้ทำไว้อย่างที่โองการแรกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันหากบุคคลใดก็ตามเป็นต้นเหตุในการทำดีหรือการทำชั่วของผู้อื่น กุรอานถือว่าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำนั้นด้วยหากเป็นการกระทำที่ผิดก็จะถือว่าได้รับโทษในการกระทำไปพร้อมไปกับผู้กระทำด้วย
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า : ใครก็ตามเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติดี เขาจะได้ผลบุญเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เช่นเดียวกันใครก็ตามที่เป็นสาเหตุให้ผู้อื่นทำชั่ว เขาจะได้ผลตอบแทนเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
จากคำกล่าวข้างต้น นอกจากจะบอกว่าทำดีได้ดีแล้ว การช่วยให้ผู้อื่นทำดีก็จะได้ดีด้วย
การให้อภัย
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) มีคำบัญชาใช้ให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยกโทษและให้อภัยในความผิดพลาดของสาวกของท่าน โดยคำสั่งดังกล่าวถูกกล่าวถึงในโองการที่ 159 ซูเราะฮ์
อาลิอิมรอนว่า จงยกโทษและให้อภัยพวกเขาเถิด ....
ในทัศนะของอัลกุรอานเองยังเชื่อว่าการให้อภัยเป็นคุณลักษณะพิเศษอันหนึ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง โดยในโองการที่ 134 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า
สวนสวรรค์ ถูกตระเตรียมไว้สำหรับผู้ศรัทธาที่บริจาคทาน (ให้กับผู้อื่น) ทั้งในยามสุขสบายและยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทสะของตนเอง และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์
มีรายงานเกี่ยวกับท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนถูกกล่าวไว้ในหนังสือ นูรุศศะเกาะลัยน์ เล่มที่ 1 หน้า 390 ว่า มีคนรับใช้ของท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนคนหนึ่งได้ทำภาชนะใส่น้ำหล่นใส่ศีรษะของท่านอิมามจนเป็นเหตุทำให้ศรีษะของท่านเป็นรอยแผล คนรับใช้รีบขอโทษท่านอิมามทันที แต่ท่านอิมามกลับกล่าวกับเขาว่า เราไม่ได้โกรธเจ้าเลย เราให้อภัยเจ้าแล้ว....
จากฮะดิษข้างต้นจะเห็นว่าท่านอิมามให้อภัยทั้ง ๆ ที่ท่านอยู่ในฐานะที่จะลงโทษกับผู้ที่กระทำได้ แต่ท่านเลือกที่จะให้อภัย นั่นคือคุณสมบัติของผู้ศรัทธาที่แท้จริง
อาลิอิมรอนว่า จงยกโทษและให้อภัยพวกเขาเถิด ....
ในทัศนะของอัลกุรอานเองยังเชื่อว่าการให้อภัยเป็นคุณลักษณะพิเศษอันหนึ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง โดยในโองการที่ 134 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า
สวนสวรรค์ ถูกตระเตรียมไว้สำหรับผู้ศรัทธาที่บริจาคทาน (ให้กับผู้อื่น) ทั้งในยามสุขสบายและยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทสะของตนเอง และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์
มีรายงานเกี่ยวกับท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนถูกกล่าวไว้ในหนังสือ นูรุศศะเกาะลัยน์ เล่มที่ 1 หน้า 390 ว่า มีคนรับใช้ของท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนคนหนึ่งได้ทำภาชนะใส่น้ำหล่นใส่ศีรษะของท่านอิมามจนเป็นเหตุทำให้ศรีษะของท่านเป็นรอยแผล คนรับใช้รีบขอโทษท่านอิมามทันที แต่ท่านอิมามกลับกล่าวกับเขาว่า เราไม่ได้โกรธเจ้าเลย เราให้อภัยเจ้าแล้ว....
จากฮะดิษข้างต้นจะเห็นว่าท่านอิมามให้อภัยทั้ง ๆ ที่ท่านอยู่ในฐานะที่จะลงโทษกับผู้ที่กระทำได้ แต่ท่านเลือกที่จะให้อภัย นั่นคือคุณสมบัติของผู้ศรัทธาที่แท้จริง
ผู้มีใจบริสุทธิ์เท่านั้นคือผู้รอดพ้น
ในทัศนะกุรอานต้นทุนแห่งความรอดพ้นจากไฟนรกคือหัวใจอันบริสุทธิ์เท่านั้น
อัลกุรอานโองการที่ 89 ซูเราะฮ์ ชุอะรออ์ กล่าวว่า :
"วัน (กิยามะฮ์) คือวันที่ทรัพย์สินและลูกหลานจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย นอก
จากผู้ที่มาหาอัลลอฮ์ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์เท่านั้น"
ผู้มีหัวใจบริสุทธิ์คือใคร ?
เราจะหาคำตอบโดยการพิจารณาในตัวบทฮะดิษกัน ในที่นี้จะขอยกฮะดิษสอง
บทมานำเสนอเพื่อที่จะมาดูกันว่า ผู้มีหัวใจบริสุทธิ์คือใคร ?
ฮะดิษบทที่ 1
ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า : หัวใจบริสุทธิ์คือหัวใจที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลยนอกจากพระ
ผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว
คือหัวใจที่มีความรักให้กับพระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว อีกทั้งเป็นหัวใจที่พร้อมน้อม
รับคำสั่งของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวด้วย
ฮะดิษบทที่ 2
ท่านอิมามซอดิกยังกล่าวอีกว่า : หัวใจบริสุทธิ์คือหัวใจที่ปราศจากความโลภหลง
ในเรื่องของวัตถุ
ในฮะดิษบทนี้ไม่ได้ตำหนิถ้าเรามีหรือครอบครองทรัพย์สิน หรือมีความสุขสบาย
ในแง่ของวัตถุ เรามีได้ เราครอบครองสิ่งเหล่านี้ได้ แต่สิ่งที่ฮะดิษบทนี้ต้องการจะสื่อให้เราเห็นก็คือ เราอย่าได้หลงระเริงไปกับสิ่งเหล่านี้จนลืมพระเจ้า
จากคำกล่าวข้างต้นอยากให้ย้อนกลับมาดูใจตัวเรากันว่า เป็นหัวใจที่บริสุทธิ์แล้ว
หรือไม่ ? เพราะคนที่มีหัวใจบริสุทธิ์แล้วเท่านั้นคือผู้รอดพ้น
อัลกุรอานโองการที่ 89 ซูเราะฮ์ ชุอะรออ์ กล่าวว่า :
"วัน (กิยามะฮ์) คือวันที่ทรัพย์สินและลูกหลานจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย นอก
จากผู้ที่มาหาอัลลอฮ์ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์เท่านั้น"
ผู้มีหัวใจบริสุทธิ์คือใคร ?
เราจะหาคำตอบโดยการพิจารณาในตัวบทฮะดิษกัน ในที่นี้จะขอยกฮะดิษสอง
บทมานำเสนอเพื่อที่จะมาดูกันว่า ผู้มีหัวใจบริสุทธิ์คือใคร ?
ฮะดิษบทที่ 1
ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า : หัวใจบริสุทธิ์คือหัวใจที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลยนอกจากพระ
ผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว
คือหัวใจที่มีความรักให้กับพระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว อีกทั้งเป็นหัวใจที่พร้อมน้อม
รับคำสั่งของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวด้วย
ฮะดิษบทที่ 2
ท่านอิมามซอดิกยังกล่าวอีกว่า : หัวใจบริสุทธิ์คือหัวใจที่ปราศจากความโลภหลง
ในเรื่องของวัตถุ
ในฮะดิษบทนี้ไม่ได้ตำหนิถ้าเรามีหรือครอบครองทรัพย์สิน หรือมีความสุขสบาย
ในแง่ของวัตถุ เรามีได้ เราครอบครองสิ่งเหล่านี้ได้ แต่สิ่งที่ฮะดิษบทนี้ต้องการจะสื่อให้เราเห็นก็คือ เราอย่าได้หลงระเริงไปกับสิ่งเหล่านี้จนลืมพระเจ้า
จากคำกล่าวข้างต้นอยากให้ย้อนกลับมาดูใจตัวเรากันว่า เป็นหัวใจที่บริสุทธิ์แล้ว
หรือไม่ ? เพราะคนที่มีหัวใจบริสุทธิ์แล้วเท่านั้นคือผู้รอดพ้น
เราต้องอ่านกุรอานอย่างไร
อัลกุรอานโองการที่ 121 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์กล่าวว่า
"เหล่าบรรดาผู้ที่เราได้ประทานกุรอานให้กับพวกเขา แล้วพวกเขาอ่านกุรอานตามสิทธิ์ที่กุรอานพึงได้รับ พวกเขาเหล่านี้นั่นเองคือผู้ที่ศรัทธาต่อกุรอาน"
โองการข้างต้นเป็นโองการที่มีความหมายและเป็นเหมือนการชี้ให้เห็นถึงวิธีการในการใช้ประโยชน์จากกุรอาน ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาในสังคมมุสลิมโดยทั่วไปแล้ว จะใช้ประโยชน์จากกุรอานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในที่นี้จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มให้ท่านผู้อ่านได้เห็น
กลุ่มแรก คือกลุ่มคนทั่วไปที่จะเน้นหนักเรื่องการออกเสียงให้ชัดเจน เน้นหนักในเรื่องหลักการอ่านให้ถูกต้อง จะสนใจในเรื่องที่ว่าจะต้องอ่านหยุดตรงไหน เรื่องเสียงยาวเสียงสั้น โดยไม่สนใจเลยว่าโองการที่อ่านนั้นมีความหมายว่าอย่างไร แน่นอนเมื่อไม่สนใจความหมายก็คงไม่ต้องหวังให้คนเหล่านี้ปฏิบัติตามกุรอาน
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มของนักวิชาการ คนกลุ่นนี้จะเน้นในเรื่องของความหมาย นำคำแต่ละคำของกุรอานมาวิเคราะห์พิจารณาอย่างถื่ถ้วน ค้นหาข้อมูลในโองการต่าง ๆ แบบละเอียด แต่ไม่สนใจจะปฏิบัตตาม
กลุ่มที่สาม คือกลุ่มของผู้ศริทธาที่แท้จริง บุคคลกลุ่มนี้จะนำกุรอานเป็นทางนำของชีวิต นำกุรอานมาเป็นโปรแกรมในใช้ชีวิตประจำวัน พวกเขาจะให้ความสำคัญต่อการอ่านและการเข้าใจความหมายของกุรอานแต่ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ บุคคลเหล่านี้เมื่ออ่านกุรอาน รัศมีแห่งกุรอานจะทำให้จิตวิญญานของเขาอิ่มเอิบ และเป็นสุข
ให้เราลองพิจารณาดูเถิดว่าเรากำลังอยู่ในกลุ่มของบุคคลประเภทใด
"เหล่าบรรดาผู้ที่เราได้ประทานกุรอานให้กับพวกเขา แล้วพวกเขาอ่านกุรอานตามสิทธิ์ที่กุรอานพึงได้รับ พวกเขาเหล่านี้นั่นเองคือผู้ที่ศรัทธาต่อกุรอาน"
โองการข้างต้นเป็นโองการที่มีความหมายและเป็นเหมือนการชี้ให้เห็นถึงวิธีการในการใช้ประโยชน์จากกุรอาน ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาในสังคมมุสลิมโดยทั่วไปแล้ว จะใช้ประโยชน์จากกุรอานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในที่นี้จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มให้ท่านผู้อ่านได้เห็น
กลุ่มแรก คือกลุ่มคนทั่วไปที่จะเน้นหนักเรื่องการออกเสียงให้ชัดเจน เน้นหนักในเรื่องหลักการอ่านให้ถูกต้อง จะสนใจในเรื่องที่ว่าจะต้องอ่านหยุดตรงไหน เรื่องเสียงยาวเสียงสั้น โดยไม่สนใจเลยว่าโองการที่อ่านนั้นมีความหมายว่าอย่างไร แน่นอนเมื่อไม่สนใจความหมายก็คงไม่ต้องหวังให้คนเหล่านี้ปฏิบัติตามกุรอาน
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มของนักวิชาการ คนกลุ่นนี้จะเน้นในเรื่องของความหมาย นำคำแต่ละคำของกุรอานมาวิเคราะห์พิจารณาอย่างถื่ถ้วน ค้นหาข้อมูลในโองการต่าง ๆ แบบละเอียด แต่ไม่สนใจจะปฏิบัตตาม
กลุ่มที่สาม คือกลุ่มของผู้ศริทธาที่แท้จริง บุคคลกลุ่มนี้จะนำกุรอานเป็นทางนำของชีวิต นำกุรอานมาเป็นโปรแกรมในใช้ชีวิตประจำวัน พวกเขาจะให้ความสำคัญต่อการอ่านและการเข้าใจความหมายของกุรอานแต่ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ บุคคลเหล่านี้เมื่ออ่านกุรอาน รัศมีแห่งกุรอานจะทำให้จิตวิญญานของเขาอิ่มเอิบ และเป็นสุข
ให้เราลองพิจารณาดูเถิดว่าเรากำลังอยู่ในกลุ่มของบุคคลประเภทใด
คำว่าเสียใจไม่มีประโยชน์ในวันกิยามะฮ์
อัลกุรอานโองการที่ 39 ซูเราะฮ์มัรยัมกล่าวว่า
และจงย้ำเตือนพวกเขาในวันแห่งความเเสียใจ
หนึ่งในชื่อของวันกิยามะฮ์ที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน คือ วันแห่งความเสียใจ ในโองการข้างต้นอัลลอฮ์ทรงบัญชาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ย้ำเตือนกับมนุษย์ถึงเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
ทีนี้เรามาดูกันว่าในวันกิยามะฮ์มนุษย์จะเสียใจกับเรื่องอะไรบ้าง
1-มนุษย์จะเสียใจในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ขวนขวายหามาได้โดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ท่านอิมามอาลีกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า - ความเสียใจที่ที่เกิดขึ้นมากที่สุดในวันกิยามะฮ์ คือความเสียใจของคน ๆ
หนึ่งที่ขวนขวายหาทรัพย์สินมาทั้งชีวิตแต่เป็นการขวนขวานหามาได้ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง แต่ในวันหนึ่งทรัพย์สินของเขาตกทอดเป็นมรดกให้กับอีกคนหนึ่งโดยที่คนที่สองนำทรัพย์สินไปใช้งจ่ายใน
หนทางที่ถูกต้องและเป็นที่พึงพอใจของพระเจ้าและในวันกิยามะฮ์คนที่สองได้เข้าสวรรค์ แต่คนแรกต้องลงนรก
2-คนที่เรียกร้องให้ผู้อื่นทำดีและสร้างความยุติธรรมในสังคมแต่ตัวเองไม่เคยทำตามที่พูด ท่านอิมามบาเก็รกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า - คนที่จะเสียใจมากที่สุดในวันกิยามะฮ์คือคนที่เรียกร้องให้ผู้
อื่นทำดีแต่ตัวเองไม่ทำ
3-คนที่เสียใจมากที่สุดอีกคนหนึ่งในวันกิยามะฮ์คือคนที่มุ่งหวังแต่เรื่องของทางโลกเพียงอย่างเดียว มีฮะดิษกล่าวว่า - ใครที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทางโลกเพียงอย่างเดียวจะเสียใจมากที่สุดใน
วันกิยามะฮ์
ถ้าหากใครไม่ต้องการจะเสียใจในวันกิยามะฮ์ขอให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พร้อมทั้งแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะวันกิยามะฮ์คำว่าเสียใจจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว
และจงย้ำเตือนพวกเขาในวันแห่งความเเสียใจ
หนึ่งในชื่อของวันกิยามะฮ์ที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน คือ วันแห่งความเสียใจ ในโองการข้างต้นอัลลอฮ์ทรงบัญชาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ย้ำเตือนกับมนุษย์ถึงเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
ทีนี้เรามาดูกันว่าในวันกิยามะฮ์มนุษย์จะเสียใจกับเรื่องอะไรบ้าง
1-มนุษย์จะเสียใจในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ขวนขวายหามาได้โดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ท่านอิมามอาลีกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า - ความเสียใจที่ที่เกิดขึ้นมากที่สุดในวันกิยามะฮ์ คือความเสียใจของคน ๆ
หนึ่งที่ขวนขวายหาทรัพย์สินมาทั้งชีวิตแต่เป็นการขวนขวานหามาได้ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง แต่ในวันหนึ่งทรัพย์สินของเขาตกทอดเป็นมรดกให้กับอีกคนหนึ่งโดยที่คนที่สองนำทรัพย์สินไปใช้งจ่ายใน
หนทางที่ถูกต้องและเป็นที่พึงพอใจของพระเจ้าและในวันกิยามะฮ์คนที่สองได้เข้าสวรรค์ แต่คนแรกต้องลงนรก
2-คนที่เรียกร้องให้ผู้อื่นทำดีและสร้างความยุติธรรมในสังคมแต่ตัวเองไม่เคยทำตามที่พูด ท่านอิมามบาเก็รกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า - คนที่จะเสียใจมากที่สุดในวันกิยามะฮ์คือคนที่เรียกร้องให้ผู้
อื่นทำดีแต่ตัวเองไม่ทำ
3-คนที่เสียใจมากที่สุดอีกคนหนึ่งในวันกิยามะฮ์คือคนที่มุ่งหวังแต่เรื่องของทางโลกเพียงอย่างเดียว มีฮะดิษกล่าวว่า - ใครที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทางโลกเพียงอย่างเดียวจะเสียใจมากที่สุดใน
วันกิยามะฮ์
ถ้าหากใครไม่ต้องการจะเสียใจในวันกิยามะฮ์ขอให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พร้อมทั้งแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะวันกิยามะฮ์คำว่าเสียใจจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว
คำถาม : การอรรถธิบายกุรอานมีกี่ประเภท
คำตอบ : การอรรถาธิบายกุรอานแบ่งเป็นสองชนิดใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือการอรรถาธิบายแบบ
นักลีย์ (อธิบายโดยกุรอานเองและวจนะของท่านศาสดา (ศอล ฯ) )
และการอรรถธิบายแบบ อักลีย์ คือการอรรถธิบายโดยใช้หลักสติปัญญา
ในการอรรถาธิบายแบบ นักลีย์ มีสองแบบด้วยกัน คือการใช้ประโยชน์จากกุรอานเอง เช่น บางครั้งนำเอาโองการหนึ่งที่เป็นโองการที่สนับสนุนอีกโองการหนึ่งมาอธิบายถึงความหมายของโองการนั้น แบบนี้เรียกว่าการอรรถาธิบายกุรอานด้วยกุรอาน หรือบางครั้งใช้ประโยชน์จากวจนะและคำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์มาอรรถธิบาย ตัวอย่างเช่น ใช้ฮะดิษบทหนึ่งมาอธิบายโองการโดยกล่าวว่าโองการนี้มีความหมายเฉพาะตามที่ฮะดิษบอกไว้ ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้อยู่ในรูปแบบของการอรรถาธิบายกุรอานแบบนักลีย์ หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัฟซีรบิลมะอ์ซูร
การอรรถาธิบายแบบ อักลีย์ ก็มีหลายรูปแบบ บางครั้งเราใช้สติปัญญามาเป็นข้อสนับสนุน หมายถึงในการอธิบายโองการหนึ่งเราได้นำอายะฮ์กุรอานหลาย ๆ อายะฮ์หรือฮะดิษหลายฮะดิษมารวมกันแล้วหลังจากนั้นก็ให้สติปัญญามาเป็นตัวสรุปถึงความหมายของโองการนั้น ในลักษณะนี้สติปัญญาเป็นเพียงตัวชี้นำหรือเป็นเสมือนตะเกียงเท่านั้นซึ่งจะว่าไปแล้วในรูปแบบนี้ก็เป็นการอรรถาธิบายแบบนักลีย์นั่นเองเพราะเป็นการนำเอาบทสรุปมาจากโองการกุรอานและฮะดิษหรือบางครั้งเราใช้กฏหลักสติปัญญาเป็นบันทัดฐานหลักในการอธิบายโองการกุรอานซึ่งในลักษณะนี้สติปัญญาเป็นแหล่งอ้างอิงหลักไม่ใช่เป็นเพียงตัวชี้นำเท่านั้นเราสามารถแบ่งการอรรถาธิบายกุรอานเป็นสองรูปแบบใหญ่ ๆ คือ นักลีย์และอักลีย์ ส่วนนักลีย์ถูกแบ่งออกเป็นสองคือ คำอธิบายที่ใช้ประโยชน์จากตัวกุรอานเอง และคำอธิบายที่ใช้ประโยชน์จากคำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ ดังนั้นการตัฟซีรแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกันคือ
1- การตัฟซีรกุรอานด้วยกุรอาน
2- การตัฟซีรกุรอานด้วยซุนนะฮ์ (คำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์)
3- การตัฟซีรกุรอานด้วยสติปัญญา
ส่วนการอรรถาธิบายกุรอานด้วยการใช้ทัศนะของตัวเองนั้นไม่เรียกว่าเป็นการตัฟซีร
นักลีย์ (อธิบายโดยกุรอานเองและวจนะของท่านศาสดา (ศอล ฯ) )
และการอรรถธิบายแบบ อักลีย์ คือการอรรถธิบายโดยใช้หลักสติปัญญา
ในการอรรถาธิบายแบบ นักลีย์ มีสองแบบด้วยกัน คือการใช้ประโยชน์จากกุรอานเอง เช่น บางครั้งนำเอาโองการหนึ่งที่เป็นโองการที่สนับสนุนอีกโองการหนึ่งมาอธิบายถึงความหมายของโองการนั้น แบบนี้เรียกว่าการอรรถาธิบายกุรอานด้วยกุรอาน หรือบางครั้งใช้ประโยชน์จากวจนะและคำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์มาอรรถธิบาย ตัวอย่างเช่น ใช้ฮะดิษบทหนึ่งมาอธิบายโองการโดยกล่าวว่าโองการนี้มีความหมายเฉพาะตามที่ฮะดิษบอกไว้ ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้อยู่ในรูปแบบของการอรรถาธิบายกุรอานแบบนักลีย์ หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัฟซีรบิลมะอ์ซูร
การอรรถาธิบายแบบ อักลีย์ ก็มีหลายรูปแบบ บางครั้งเราใช้สติปัญญามาเป็นข้อสนับสนุน หมายถึงในการอธิบายโองการหนึ่งเราได้นำอายะฮ์กุรอานหลาย ๆ อายะฮ์หรือฮะดิษหลายฮะดิษมารวมกันแล้วหลังจากนั้นก็ให้สติปัญญามาเป็นตัวสรุปถึงความหมายของโองการนั้น ในลักษณะนี้สติปัญญาเป็นเพียงตัวชี้นำหรือเป็นเสมือนตะเกียงเท่านั้นซึ่งจะว่าไปแล้วในรูปแบบนี้ก็เป็นการอรรถาธิบายแบบนักลีย์นั่นเองเพราะเป็นการนำเอาบทสรุปมาจากโองการกุรอานและฮะดิษหรือบางครั้งเราใช้กฏหลักสติปัญญาเป็นบันทัดฐานหลักในการอธิบายโองการกุรอานซึ่งในลักษณะนี้สติปัญญาเป็นแหล่งอ้างอิงหลักไม่ใช่เป็นเพียงตัวชี้นำเท่านั้นเราสามารถแบ่งการอรรถาธิบายกุรอานเป็นสองรูปแบบใหญ่ ๆ คือ นักลีย์และอักลีย์ ส่วนนักลีย์ถูกแบ่งออกเป็นสองคือ คำอธิบายที่ใช้ประโยชน์จากตัวกุรอานเอง และคำอธิบายที่ใช้ประโยชน์จากคำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ ดังนั้นการตัฟซีรแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกันคือ
1- การตัฟซีรกุรอานด้วยกุรอาน
2- การตัฟซีรกุรอานด้วยซุนนะฮ์ (คำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์)
3- การตัฟซีรกุรอานด้วยสติปัญญา
ส่วนการอรรถาธิบายกุรอานด้วยการใช้ทัศนะของตัวเองนั้นไม่เรียกว่าเป็นการตัฟซีร
ใครบ้างที่พระองค์อัลลอฮฺทรงรัก
บทความนี้ลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com
ภาพลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ถ่ายทอดในอัล-กุรอาน แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่บางศาสนาได้แสดงเอาไว้ ตามทัศนะของมวลมุสลิม การกระทำต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้าโดยรวมแล้วชี้ให้เห็นถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ที่ประพฤติดีและรังเกียจต่อมนุษย์ที่ทำตัวไม่ดี อย่างน้อยมีประมาณ 40 โองการที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ที่พระองค์ได้ฉายภาพมนุษย์ที่ดีและเลวเอาไว้ วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้คือ เพื่อที่จะฉายภาพมนุษย์ที่พระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ)ทรงรัก ตามที่กล่าวไว้ในโองการต่าง ๆของอัล-กุรอาน
อัลกุรอานกล่าวว่า
“ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ ก็จงปฏิบัติตามฉัน พระองค์อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงให้อภัยแก่บาปทั้งหลายของพวกท่าน และพระองค์อัลลอฮฺ ทรงเป็นผู้ให้อภัย อีกทั้งเมตตาเสมอ”
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) ให้พวกท่านจงเชื่อฟังภักดีต่ออัลลอฮฺ และร่อซูล แต่หากพวกเจ้าผินหลังให้ แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺ ไม่ทรงรักบรรดาผู้ปฏิเสธ”(ซูเราะฮฺอาลิอิมรอนโองการที่31-32)
ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในสองโองการข้างต้น ก้าวแรกของการค้นหาความรักของพระผู้เป็นเจ้า คือการปฏิบัติตามแนวทางของท่านศาสดา(ซ็อล ฯ) นี่คือภาพที่สวยงามที่สุดที่ได้ฉายให้เห็นถึงความรักระหว่างสองฝ่าย คือพระผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้าง หากท่านรักอัลลอฮฺ (ซ.บ) อัล-กุรอานก็จะชี้นำท่านเพื่อท่านจะได้เตรียมพร้อมที่จะพบกับความรักของพระองค์ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ชี้ให้เห็นว่า หากไม่ปฏิบัติตามแนวทางของบรรดาศาสดา ท่านก็จะไม่ได้รับความรักจากพระองค์
สำหรับหัวข้อนี้ต้องมีการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อจะได้เข้าใจถึงเป้าหมายที่ถูกต้องของอัล-กุรอาน และเพื่อจะได้ประจักษ์ถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งเราสามารถที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติที่ชัดเจนที่สุดของมนุษย์ที่ดีจาก 5 โองการดังต่อไปนี้ คือ
“และพวกเจ้าจงบริจาคในทางของอัลลอฮฺและจงนำตัวของพวกเจ้าสู่ความวิบัติและจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 195)
“คือบรรดาผู้ที่บริจาคทั้งในยามสุขสบาย และในยามเดือดร้อนและบรรดาผู้ข่มโทสะและบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 134)
“แล้วอัลลอฮฺก็ทรงประทานให้แก่พวกเขาซึ่งผลตอบแทนแห่งโลกนี้และผลตอบแทนที่ดีแห่งปรโลกและอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 148)
“แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขา เราจึงได้ให้พวกเขาห่างไกลจากความกรุณาเมตตาของเราและให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง พวกเขากระทำการบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้เฉออกจากตำแหน่งของมันและลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกเตือนไว้และเจ้าก็ยังคงมองเห็นอยู่ในการคดโกงจากพวกเขานอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น จงอภัยให้แก่พวกเขาเถิด และเมินหน้าเสียแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้ทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 13)
“ไม่มีบาปใด ๆ แก่บรรดาผู้ที่ศรัทธาและปฏิบัติสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย ในสิ่งที่พวกเขาได้บริโภคเมื่อพวกเขามีความยำเกรงและศรัทธา และปฏิบัติสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย แล้วก็มีความยำเกรงและศรัทธาแล้วก็มีความยำเกรง และกระทำดี และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการ 93)
ตามที่ได้กล่าวมา มนุษย์ที่ดีคือ ผู้ที่กระทำความดีต่อผู้อื่น การทำความดี สามารถทำได้หลายหนทาง เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ , การให้การสนับสนุนเด็กกำพร้าหรือแม้แต่การให้เกียรติแก่บิดามารดา
นอกจากนี้โองการต่าง ๆ ยังได้กล่าวถึงมนุษย์ที่อัลลอฮฺ (ซ.บ)ทรงรักไว้ดังนี้
“มิใช่เช่นนั้น ผู้ใดที่รักษาสัญญาของเขาโดยครบถ้วน และยำเกรง(อัลลอฮฺ) แล้ว แน่นอนอัลลอฮฺทรงชอบผู้ที่มีความยำเกรง”(ซูเราะฮฺอัลอาลิอิมรอน โองการที่ 76)
“นอกจากบรรดาผู้สักการะเจว็ด (มุชริกีน) ที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ แล้วพวกเขามิได้ผิดสัญญาแก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และมิได้สนับสนุนผู้ใดต่อต้านพวกเจ้า ดังนั้นจงให้สัญญาอย่างครบถ้วนแก่พวกเขาเมื่อถึงกำหนดเวลาของพวกเขาเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้ที่ยำเกรง” (ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 4)
“แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบบรรดาผู้ทีมีความยำเกรง”(ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮ์ โองการที่ 7)
“แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรม” (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 42)
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่บรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม”(ซูเราะฮฺ อัลฮุจญ์รอต โองการที่ 9)
” แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม”(ซูเราะฮฺ อัลมุมตะฮินะฮ์ โองการที่ 8)
“แท้จริง อัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่ต่อสู้ในทางของพระองค์อย่างพร้อมเพรียงกัน ประหนึ่งพวกเขาเป็นอาคารที่ยึดมั่นแข็งแรง” (ซูเราะฮฺ ศ็อฟ โองการที่ 4)
“และทรงรักบรรดาผู้ที่ทำตนให้สะอาด” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 222)
“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ”(ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 108)
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงชอบบรรดาผู้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” (ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 222)
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่ผู้มอบหมายกิจการยังพระองค์” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 159)
“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้ที่อดทน” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 3)
عنوان مقاله : چه کسی محبوب خدا است
ترجمه وتنظیم کننده : محمد علی پرادابیات
خلاصه مطالب : بررسی آیات مربوط به کسانی که محبوب خداوند متعال هستند
ภาพลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ถ่ายทอดในอัล-กุรอาน แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่บางศาสนาได้แสดงเอาไว้ ตามทัศนะของมวลมุสลิม การกระทำต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้าโดยรวมแล้วชี้ให้เห็นถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ที่ประพฤติดีและรังเกียจต่อมนุษย์ที่ทำตัวไม่ดี อย่างน้อยมีประมาณ 40 โองการที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ที่พระองค์ได้ฉายภาพมนุษย์ที่ดีและเลวเอาไว้ วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้คือ เพื่อที่จะฉายภาพมนุษย์ที่พระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ)ทรงรัก ตามที่กล่าวไว้ในโองการต่าง ๆของอัล-กุรอาน
อัลกุรอานกล่าวว่า
“ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ ก็จงปฏิบัติตามฉัน พระองค์อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงให้อภัยแก่บาปทั้งหลายของพวกท่าน และพระองค์อัลลอฮฺ ทรงเป็นผู้ให้อภัย อีกทั้งเมตตาเสมอ”
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) ให้พวกท่านจงเชื่อฟังภักดีต่ออัลลอฮฺ และร่อซูล แต่หากพวกเจ้าผินหลังให้ แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺ ไม่ทรงรักบรรดาผู้ปฏิเสธ”(ซูเราะฮฺอาลิอิมรอนโองการที่31-32)
ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในสองโองการข้างต้น ก้าวแรกของการค้นหาความรักของพระผู้เป็นเจ้า คือการปฏิบัติตามแนวทางของท่านศาสดา(ซ็อล ฯ) นี่คือภาพที่สวยงามที่สุดที่ได้ฉายให้เห็นถึงความรักระหว่างสองฝ่าย คือพระผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้าง หากท่านรักอัลลอฮฺ (ซ.บ) อัล-กุรอานก็จะชี้นำท่านเพื่อท่านจะได้เตรียมพร้อมที่จะพบกับความรักของพระองค์ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ชี้ให้เห็นว่า หากไม่ปฏิบัติตามแนวทางของบรรดาศาสดา ท่านก็จะไม่ได้รับความรักจากพระองค์
สำหรับหัวข้อนี้ต้องมีการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อจะได้เข้าใจถึงเป้าหมายที่ถูกต้องของอัล-กุรอาน และเพื่อจะได้ประจักษ์ถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งเราสามารถที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติที่ชัดเจนที่สุดของมนุษย์ที่ดีจาก 5 โองการดังต่อไปนี้ คือ
“และพวกเจ้าจงบริจาคในทางของอัลลอฮฺและจงนำตัวของพวกเจ้าสู่ความวิบัติและจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 195)
“คือบรรดาผู้ที่บริจาคทั้งในยามสุขสบาย และในยามเดือดร้อนและบรรดาผู้ข่มโทสะและบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 134)
“แล้วอัลลอฮฺก็ทรงประทานให้แก่พวกเขาซึ่งผลตอบแทนแห่งโลกนี้และผลตอบแทนที่ดีแห่งปรโลกและอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 148)
“แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขา เราจึงได้ให้พวกเขาห่างไกลจากความกรุณาเมตตาของเราและให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง พวกเขากระทำการบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้เฉออกจากตำแหน่งของมันและลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกเตือนไว้และเจ้าก็ยังคงมองเห็นอยู่ในการคดโกงจากพวกเขานอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น จงอภัยให้แก่พวกเขาเถิด และเมินหน้าเสียแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้ทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 13)
“ไม่มีบาปใด ๆ แก่บรรดาผู้ที่ศรัทธาและปฏิบัติสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย ในสิ่งที่พวกเขาได้บริโภคเมื่อพวกเขามีความยำเกรงและศรัทธา และปฏิบัติสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย แล้วก็มีความยำเกรงและศรัทธาแล้วก็มีความยำเกรง และกระทำดี และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการ 93)
ตามที่ได้กล่าวมา มนุษย์ที่ดีคือ ผู้ที่กระทำความดีต่อผู้อื่น การทำความดี สามารถทำได้หลายหนทาง เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ , การให้การสนับสนุนเด็กกำพร้าหรือแม้แต่การให้เกียรติแก่บิดามารดา
นอกจากนี้โองการต่าง ๆ ยังได้กล่าวถึงมนุษย์ที่อัลลอฮฺ (ซ.บ)ทรงรักไว้ดังนี้
“มิใช่เช่นนั้น ผู้ใดที่รักษาสัญญาของเขาโดยครบถ้วน และยำเกรง(อัลลอฮฺ) แล้ว แน่นอนอัลลอฮฺทรงชอบผู้ที่มีความยำเกรง”(ซูเราะฮฺอัลอาลิอิมรอน โองการที่ 76)
“นอกจากบรรดาผู้สักการะเจว็ด (มุชริกีน) ที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ แล้วพวกเขามิได้ผิดสัญญาแก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และมิได้สนับสนุนผู้ใดต่อต้านพวกเจ้า ดังนั้นจงให้สัญญาอย่างครบถ้วนแก่พวกเขาเมื่อถึงกำหนดเวลาของพวกเขาเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้ที่ยำเกรง” (ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 4)
“แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบบรรดาผู้ทีมีความยำเกรง”(ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮ์ โองการที่ 7)
“แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรม” (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 42)
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่บรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม”(ซูเราะฮฺ อัลฮุจญ์รอต โองการที่ 9)
” แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม”(ซูเราะฮฺ อัลมุมตะฮินะฮ์ โองการที่ 8)
“แท้จริง อัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่ต่อสู้ในทางของพระองค์อย่างพร้อมเพรียงกัน ประหนึ่งพวกเขาเป็นอาคารที่ยึดมั่นแข็งแรง” (ซูเราะฮฺ ศ็อฟ โองการที่ 4)
“และทรงรักบรรดาผู้ที่ทำตนให้สะอาด” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 222)
“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ”(ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 108)
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงชอบบรรดาผู้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” (ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 222)
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่ผู้มอบหมายกิจการยังพระองค์” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 159)
“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้ที่อดทน” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 3)
عنوان مقاله : چه کسی محبوب خدا است
ترجمه وتنظیم کننده : محمد علی پرادابیات
خلاصه مطالب : بررسی آیات مربوط به کسانی که محبوب خداوند متعال هستند
ป้ายกำกับ:
กลับเนื้อกลับตัว,
ยำเกรง,
محبوب
มวลเหตุของการประทานอัลกุรอาน
บทความนี้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารสาส์นจากฟากฟ้า ฉบับที่ 5
ในฉบับที่แล้วเรากล่าวถึงการประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียวพร้อมทั้งทัศนะของบรรดานักวิชาการด้านอัลกุรอานไปแล้วในฉบับนี้จะกล่าวถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระพร้อมกับรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ และในช่วงท้ายจะขออธิบายเกี่ยวกับเรื่อง “สาเหตุของการประทานอัลกุรอาน” หรือที่ในภาษาอาหรับเรียกว่า “اسباب النزول” ด้วย
อัลกุรอานเองได้กล่าวถึงการประทานอัลกุรอานตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงชีวิตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระอยู่แล้วแต่นอกเหนือจากนั้นในประวัติศาสตร์เองก็มีการบันทึกช่วงเวลาของการประทานอัลกุรอานในแต่ละสถานการณ์ด้วย สองสิ่งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ถึงการประทานอัลกุรอานในสองรูปแบบ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนจะขอยกตัวอย่างโองการที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ ซึ่งตัวอย่างของโองการที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้
- และ เราได้ประทานอัลกุรอาน ลงมาเป็นส่วน ๆ เพื่อที่จะให้เจ้าได้อ่านมันแก่มนุษยชาติอย่างช้า ๆ (อัสรออ์ / 106)
- บรรดาผู้ปฏิเสธกล่าวว่า : ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา(มุฮัมมัด)เพียงครั้งเดียว (ฟุรกอน / 32)
ตัวอย่างโองการข้างต้น แสดงให้เห็นว่าอัลกุรอานไม่ได้ถูกประทานมาวาระเดียวซึ่งจากตรงนี้เองจึงเป็นเหตุให้บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาตั้งคำถามดังกล่าวขึ้น
จากที่เราเคยกล่าวไปแล้วในฉบับก่อน ๆ ว่ามีโองการอัลกุรอานที่กล่าวถึงการประทานอัลกุรอานมีอยู่สองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มหนึ่งกล่าวถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอานเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวถึงการประทานตามวาระโอกาสหรือตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) โองการทั้งสองกลุ่มนี้ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการประทานอัลกุรอานที่มีสองรูปแบบ คือ แบบวาระเดียว และ แบบหลายวาระ นั่นเอง
เป้าหมายของการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ
คงจะมีคนตั้งคำถามว่าทำไมอัลกุรอานต้องประทานมาแบบหลายวาระด้วย อย่างที่บรรดาผู้ปฏิเสธได้เคยตั้งคำถามมาก่อนแล้ว เนื่องจากว่านเพราะอัลกุรอานเป็นคัมภีร์แห่งทางนำ เป็นบทบัญญัติที่จะให้มนุษย์ทั้งหลายได้ปฏิบัติตามและต้องถูกนำเสนอต่อมนุษย์ทั้งหลายอย่างเป็นระบบ แต่เหตุใจจึงมีระยะห่างของการประทานในแต่ละครั้ง ?
อันที่จริงแล้วการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระมีคุณประโยชน์และมีวิทยะปัญญามากมาย โดยจะขอกล่าวเป็นข้อ ๆ โดยยกโองการอัลกุรอานประกอบดังต่อไปนี้
1- ในโองการที่มีผู้ปฏิเสธตั้งคำถามว่า : ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา (มุฮัมมัด) ครั้งเดียว
ในโองการเดียวกันนั้น กล่าวตอบว่า “ เพื่อเราจะทำให้จิตใจของเจ้ามั่นคงหนักแน่น” (ฟุรกอน / 32)
การประทานอัลกุรอานตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ที่เลวร้าย ในช่วงวิกฤติ ช่วงสงครามต่าง ๆ จะเป็นการปลอบขวัญ และเป็นการสนับสนุนท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สมมุติว่าโองการทั้งหมดที่เป็นโองการเกี่ยวกับการสั่งเสียให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อดทน ถูกประทานลงมาหมดเพียงครั้งเดียว การประทานโองการดังกล่าวทั้งหมดเพียงครั้งเดียวคงไม่มีผลในด้านจิตใจเท่ากับการประทานลงมาในเหตุการณ์จริงที่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กำลังเผชิญกับมันอยู่ ตัวอย่างเช่น หลังจากที่มีคำพูดจากบรรดาผู้ปฏิเสธทำให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เสียใจเป็นอย่างมาก มีโองการอัลกุรอานประทานลงมาโดยกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : ดังนั้น อย่าได้ให้คำพูดของพวกเขาเป็นที่เสียใจแก่เจ้า แท้จริงเรารู้ดีถึงสิ่งที่พวกเขาปิดบัง และสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย (ยาซีน / 36)
หรือโองการที่ประทานลงมาปลอบใจท่านศาสดา (ศ็อลฯ) หลังจากที่คำสอนของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ถูกดูหมิ่นจากบรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาโดยโองการได้ตรัสว่า : และแน่นอนบรรดา ศาสนทูตก่อนหน้าเจ้าเคยถูกปฏิเสธมาแล้ว พวกเขาก็อดทนต่อสิ่งที่พวกเขาถูกปฏิเสธ และถูกทำร้ายจนกระทั่ง ความช่วยเหลือของเราได้มายังพวกเขา และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงพจนารถของอัลลอฮ์ได้ และแน่นอนไดัมีข่าวคราวบางส่วนของบรรดาผู้ที่ถูกส่งมา ได้มายังเจ้าแล้ว (อันอาม /34)
การประทานโองการในรูปแบบดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นสิ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับมุสลิมด้วย
2 – และอัลกุรอาน เราได้แยกมันไว้อย่างชัดเจน เพื่อเจ้าจะได้อ่านมันแก่มนุษย์อย่างช้าๆ และเราได้ประทานมันลงมาเป็นขั้นตอน (อัสรออ์/ 106)
สารธรรมคำสอนของอิสลามโดยเฉพาะคำสอนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจเจกชนหรือเกี่ยวข้องกับสังคมโดยรวม จะมีผลต่อเนื่องและสร้างความน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อถูกประทานและถูกบรรยายให้แก่มนุษย์อย่างต่อเนื่องและอย่างช้า ๆเป็นขั้นตอน ดังนั้นวิธีที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดในการอบรมสั่งสอนในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา คือการสั่งสอนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตทั้งคำสอนในเรื่องส่วนตัวของมนุษย์และเรื่องข้อปฏิบัติในสังคมที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่
3 - วิทยปัญญาอีกอย่างหนึ่งของการประทานกรุอานแบบหลายวาระก็คือเป็นการปกป้องอัลกุรอานให้พ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลง เพราะการประทานในรูปแบบนี้จะทำให้บรรดาสาวกและนักท่องจำอัลกุรอานสามารถจดจำโองการต่าง ๆ อย่างง่ายดาย และความสวยงามด้านภาษาของอัลกุรอานรวมทั้งการให้ความสำคัญกับอัลกุรอานของบรรดามุสลิมจะเป็นสิ่งที่สามารถปกป้องอัลกุรอานให้พ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลงได้ และมีประสิทธิภาพกว่าหากโองการต่าง ๆ ถูกประทานมาอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง
4 - โองการอัลกุรอานส่วนมากจะสอดคล้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และบรรดามุสลิม ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจะมีโองการอัลกุรอานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวประทานลงมาเสมอ เหตุการณ์ที่เป็นเหตุของการประทานโองการอัลกุรอานลงมาจึงถูกเรียกว่า อัสบาบุลนุซูล หรือสาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอาน
“อัสบาบุลนุซูล” สาเหตุการประทานโองการอัลกุรอาน
ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าอัลกุรอานได้ถูกประทานมาตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จากตรงนี้เอง เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีโองการอัลกุรอานประทานลงมาหลังจากนั้น เราเรียกเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นว่า อัสบาบุลนุซูล หรือ สาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอาน นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้เองนักวิชาการได้แบ่งโองการและซูเราะฮ์ต่าง ๆ เป็นสองประเภทด้วยกัน
1 - โองการและซูเราะฮ์อัลกุรอานที่ไม่มีสาเหตุของการประทานเฉพาะเรื่อง หมายถึงโองการเหล่านี้ถูกประทานลงมาเพื่อเป็นการชี้นำมนุษย์โดยรวมเท่านั้น
2 - โองการและซูเราะฮ์ที่มีสาเหตุการประทานเฉพาะเรื่อง โองการส่วนมากในอัลกุรอานจะเป็นโองการที่ประทานลงมาเนื่องจากมีเหตุการณ์ที่เกิดกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ ) และบรรดามุสลิม หรือบางทีมีคำถามจากบรรดามุสลิมหรือจากต่างศาสนิกชน หรือมีเหตุที่ทำให้ต้องประทานโองการหรือซูเราะฮ์จากอัลกุรอานลงมา สิ่งที่เป็นสาเหตุในการประทานอัลกุรอานนี้เองถูกเรียกว่า อัสบาบุลนุซูล
เพื่อให้เห็นภาพของประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นอย่างชัดเจนขึ้นจะขอยกตัวอย่างโองการจากอัลกุรอานดังต่อไปนี้
- และพวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับซุลก็อรนัยน์จงกล่าวเถิด “ฉันจะเล่าเรื่องของเขาแก่พวกท่าน (กะฮ์ฟ / 83)
- และพวกเขาจะถามเจ้า เกี่ยวกับวิญญาณจงกล่าวเถิดว่า “เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระผู้อภิบาลของฉันและพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (อัสรออ์ / 85)
- พวกเขาจะถามเจ้าถึงยามอวสาน (วันกิยามะฮ์) ว่า เมื่อใดเล่ามันจะเกิดขึ้น ? (นาซิอาต / 42)
โองการข้างต้นชี้ให้เห็นถึงการตั้งคำถามจากบรรดามุสลิม ในเรื่องราวต่าง ๆ คำถามนี้เองเป็นสาเหตุของการประทานโองการมาเพื่อเป็นการตอบคำถามดังกล่าวเหล่านั้น จากตรงนี้เองจะเห็นได้ว่า การที่เรามีความรู้ถึงสาเหตุการประทานในแต่ละโองการของอัลกุรอานมีผลต่อการทำความเข้าใจโองการอัลกุรอานได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เองบรรดานักวิชาการด้านอัลกุรอานจึงพยายามที่จะรวบรวมสาเหตุของการประทานอัลกุรอานโดยจัดทำเป็นเล่มที่แยกออกจากตัวบทของอัลกุรอาน หนังสือที่รวบรวมสาเหตุการประทานอัลกุรอานคือหนังสือ อัสบาบุลนุซูล ของญาลาลุดดีน สุยูฏีย์ ซึ่งสุยูฏีย์เองเชื่อว่าบุคคลที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นคนแรกคือ อะลี อิบนิ มัดยะนีย์ อาจารย์ของท่านบุคคอรีย์นักบันทึกฮะดิษชื่อดังนั่นเอง
ประโยชน์ของการรู้ถึงสาเหตุการประทานอัลกุรอาน
1 – ได้รับรู้ถึงปรัชญาของบทบัญญัติต่างๆ
2 – สามารถแยกแยะโองการและซูเราะฮ์ต่าง ๆ ว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ หรือ มะดะนียะฮ์ (ซึ่งมีผลสำคัญในการทำความเข้าใจความหมายของอัลกุรอานด้วยเช่นกัน)
3 – สามารถทำความเข้าใจความหมายของอัลกุรอานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะตามธรรมดาคำปราศัยหรือคำพูดจะมีความแตกต่างกันเมื่อผู้พูดพูดตามสถานที่ต่าง ๆ ที่หลากหลายหรืออยู่ในอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เช่นการตั้งคำถาม บางครั้งเป็นคำถามเพื่อต้องการคำตอบ บางครั้งถามเพื่อเป็นการตำหนิ บางครั้งถามเพื่อเป็นการเน้นย้ำประเด็นบางประเด็น หรือในบางครั้งถามเพื่อล้อเล่นไม่จริงจัง ผู้ฟังจะเข้าใจจุดประสงค์ของผู้พูดได้ต่อเมื่อรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวในขณะที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ ดังนั้นการเข้าใจถึงสาเหตุการประทานอัลกุรอานเพื่อสามารถทำความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของอัลกุรอานจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
4 – สามารถเข้าใจถึงขอบข่ายของคำสั่งหรือบทบัญญัติได้ : บางโองการของอัลกุรอานเป็นคำสั่ง บางคนอาจจะเข้าใจว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งเฉพาะสำหรับคนบางกลุ่ม การรู้ถึงสาเหตุการประทานโองการหรือคำสั่งนั้น ๆ จะสามารถขจัดปัญหาดังกล่าวได้
เพื่อทำให้เข้าใจประเด็นที่กล่าวไว้ข้างต้นชัดเจนยิ่งขึ้นขอยกตัวอย่างจากโองการอัลกุรอานมาประกอบดังนี้
ในโองการที่ 115 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า : และทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะผินหน้าไปทางไหน ที่นั่นแหละคือพระพักตร์ของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้
จากโองการข้างต้นนี้หากพิจารณาโดยผิวเผิน สามารถกล่าวได้ว่า ในการนมาซการหันไปทางกิบละฮ์ไม่ถือเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าเราจะอยู่ในขณะเดินทางหรือไม่ได้เดินทางก็ตาม เราสามารถหันไปทางไหนก็ได้และถือว่าการนมาซของเราถูกต้องทั้งหมดด้วย แต่หากเรากลับไปพิจารณาสาเหตุของการประทานโองการนี้แล้วจะพบว่าโองการนี้กล่าวถึงการนมาซมุซตะฮับ (ซุนนะฮ์)ในขณะเดินทางเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการนมาซวาญิบในสภาพอื่น ๆ แต่อย่างใด จากตรงนี้เองการรู้ถึงสาเหตุของการประทานอัลกุรอานจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำความหมายของอัลกุรอาน
หลักการพิจารณาตัวบทอัลกุรอานกับสาเหตุการประทานอัลกุรอาน
นักตัฟซีรอัลกุรอานใช้หลักการของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ มาพิจารณาฮะดิษที่อธิบายถึงสาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอานแต่ละโองการ โดยกล่าวว่า : ตัวบทของอัลกุรอานเป็นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก ซึ่งหากตัวบทของอัลกุรอานโองการหนึ่งให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดโดยรวม ถึงแม้ว่าฮะดิษที่มาอธิบายสาเหตุของโองการนั้นเป็นฮะดิษที่ให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น ในกรณีนี้ให้ยึดตัวบทอัลกุรอานเป็นหลัก
สุยูฏีย์กล่าวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า : ตัวบทของโองการอัลกุรอาน (ที่ให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดโดยรวม) เป็นสิ่งที่เราต้องใช้พิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะบางโองการจะมีสาเหตุเฉพาะแต่มีคำที่ให้ความหมายโดยรวม บรรดานักวิชาการส่วนมากจะเห็นตรงกันว่าความหมายของคำในโองการนั้นคือสิ่งที่อัลกุรอานต้องการจะสื่อ และคือเป้าหมายที่แท้จริงของโองการ
ในโองการอัลกุรอานหากเรายึดตามสาเหตุการประทานที่ส่วนมากจะเจาะจงเฉพาะกลุ่มเพียงอย่างเดียว โองการอัลกุรอานส่วนมากไม่มีประโยชน์อะไรเลย คัมภีร์อัลกุรอานจะเป็นเพียงคัมภีร์ของคนรุ่นเก่าเท่านั้น และเราเชื่อว่าคงไม่มีมุสลิมคนใดมีความเชื่อเช่นนี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากโองการที่เป็นบทบัญญัติให้มีการลงโทษหัวโขมยด้วยการตัดมือไม่ได้มีผลเฉพาะหัวโขมยที่อยู่ในเหตุการณ์ที่โองการนี้ประทานลงมาเท่านั้น จะทำให้บทบัญญัตินี้มีผลครอบคลุมผู้ที่ทำการในลักษณะเช่นนี้ด้วย
รายงานจากท่านอิมามบาเกร (อ.) ว่า : เมื่อโองการหนึ่งประทานมาให้ชนกลุ่มหนึ่ง หลังจากนั้นหากชนกลุ่มนั้นเสียชีวิตลง แล้วโองการนั้นก็จะตายตามชนกลุ่มนั้นไปด้วย ต่อไปก็คงไม่หลงเหลืออะไรในอัลกุรอานให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์อีก อันที่จริงแล้วคำสอนของอัลกุรอานจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ฟ้าและแผ่นดินนี้ยังคงอยู่
คำกล่าวข้างต้นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บทบัญญัติในอัลกุรอาน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ยุคใดยุคหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย แต่มีผลครอบคลุมทุกยุคทุกสมัย
ดังนั้นเราในปัจจุบันอย่าได้นึกว่าคำสอนของอิสลามและอัลกุรอานเป็นคำสอนของคนเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ทำไมเราต้องปฏิบัติตามด้วย แต่ให้รู้ไว้เถิดว่าคำสอนของอิสลามมีความทันสมัยเสมออยู่ที่ว่าเราจะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้นเอง
عنوان مقاله : نزول قرآن
تنظيم: محمد علی پرادبيات صفحه : 38
خلاصه مطالب : اين قسمت از مجله به بيان توضيحاتی در مورد نزول قرآن کريم
و انواع آن می پردازد و اشاره به راز های نزول و اسباب نزول آيات دارد
ในฉบับที่แล้วเรากล่าวถึงการประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียวพร้อมทั้งทัศนะของบรรดานักวิชาการด้านอัลกุรอานไปแล้วในฉบับนี้จะกล่าวถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระพร้อมกับรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ และในช่วงท้ายจะขออธิบายเกี่ยวกับเรื่อง “สาเหตุของการประทานอัลกุรอาน” หรือที่ในภาษาอาหรับเรียกว่า “اسباب النزول” ด้วย
อัลกุรอานเองได้กล่าวถึงการประทานอัลกุรอานตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงชีวิตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระอยู่แล้วแต่นอกเหนือจากนั้นในประวัติศาสตร์เองก็มีการบันทึกช่วงเวลาของการประทานอัลกุรอานในแต่ละสถานการณ์ด้วย สองสิ่งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ถึงการประทานอัลกุรอานในสองรูปแบบ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนจะขอยกตัวอย่างโองการที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ ซึ่งตัวอย่างของโองการที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้
- และ เราได้ประทานอัลกุรอาน ลงมาเป็นส่วน ๆ เพื่อที่จะให้เจ้าได้อ่านมันแก่มนุษยชาติอย่างช้า ๆ (อัสรออ์ / 106)
- บรรดาผู้ปฏิเสธกล่าวว่า : ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา(มุฮัมมัด)เพียงครั้งเดียว (ฟุรกอน / 32)
ตัวอย่างโองการข้างต้น แสดงให้เห็นว่าอัลกุรอานไม่ได้ถูกประทานมาวาระเดียวซึ่งจากตรงนี้เองจึงเป็นเหตุให้บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาตั้งคำถามดังกล่าวขึ้น
จากที่เราเคยกล่าวไปแล้วในฉบับก่อน ๆ ว่ามีโองการอัลกุรอานที่กล่าวถึงการประทานอัลกุรอานมีอยู่สองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มหนึ่งกล่าวถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอานเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวถึงการประทานตามวาระโอกาสหรือตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) โองการทั้งสองกลุ่มนี้ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการประทานอัลกุรอานที่มีสองรูปแบบ คือ แบบวาระเดียว และ แบบหลายวาระ นั่นเอง
เป้าหมายของการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ
คงจะมีคนตั้งคำถามว่าทำไมอัลกุรอานต้องประทานมาแบบหลายวาระด้วย อย่างที่บรรดาผู้ปฏิเสธได้เคยตั้งคำถามมาก่อนแล้ว เนื่องจากว่านเพราะอัลกุรอานเป็นคัมภีร์แห่งทางนำ เป็นบทบัญญัติที่จะให้มนุษย์ทั้งหลายได้ปฏิบัติตามและต้องถูกนำเสนอต่อมนุษย์ทั้งหลายอย่างเป็นระบบ แต่เหตุใจจึงมีระยะห่างของการประทานในแต่ละครั้ง ?
อันที่จริงแล้วการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระมีคุณประโยชน์และมีวิทยะปัญญามากมาย โดยจะขอกล่าวเป็นข้อ ๆ โดยยกโองการอัลกุรอานประกอบดังต่อไปนี้
1- ในโองการที่มีผู้ปฏิเสธตั้งคำถามว่า : ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา (มุฮัมมัด) ครั้งเดียว
ในโองการเดียวกันนั้น กล่าวตอบว่า “ เพื่อเราจะทำให้จิตใจของเจ้ามั่นคงหนักแน่น” (ฟุรกอน / 32)
การประทานอัลกุรอานตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ที่เลวร้าย ในช่วงวิกฤติ ช่วงสงครามต่าง ๆ จะเป็นการปลอบขวัญ และเป็นการสนับสนุนท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สมมุติว่าโองการทั้งหมดที่เป็นโองการเกี่ยวกับการสั่งเสียให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อดทน ถูกประทานลงมาหมดเพียงครั้งเดียว การประทานโองการดังกล่าวทั้งหมดเพียงครั้งเดียวคงไม่มีผลในด้านจิตใจเท่ากับการประทานลงมาในเหตุการณ์จริงที่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กำลังเผชิญกับมันอยู่ ตัวอย่างเช่น หลังจากที่มีคำพูดจากบรรดาผู้ปฏิเสธทำให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เสียใจเป็นอย่างมาก มีโองการอัลกุรอานประทานลงมาโดยกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : ดังนั้น อย่าได้ให้คำพูดของพวกเขาเป็นที่เสียใจแก่เจ้า แท้จริงเรารู้ดีถึงสิ่งที่พวกเขาปิดบัง และสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย (ยาซีน / 36)
หรือโองการที่ประทานลงมาปลอบใจท่านศาสดา (ศ็อลฯ) หลังจากที่คำสอนของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ถูกดูหมิ่นจากบรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาโดยโองการได้ตรัสว่า : และแน่นอนบรรดา ศาสนทูตก่อนหน้าเจ้าเคยถูกปฏิเสธมาแล้ว พวกเขาก็อดทนต่อสิ่งที่พวกเขาถูกปฏิเสธ และถูกทำร้ายจนกระทั่ง ความช่วยเหลือของเราได้มายังพวกเขา และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงพจนารถของอัลลอฮ์ได้ และแน่นอนไดัมีข่าวคราวบางส่วนของบรรดาผู้ที่ถูกส่งมา ได้มายังเจ้าแล้ว (อันอาม /34)
การประทานโองการในรูปแบบดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นสิ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับมุสลิมด้วย
2 – และอัลกุรอาน เราได้แยกมันไว้อย่างชัดเจน เพื่อเจ้าจะได้อ่านมันแก่มนุษย์อย่างช้าๆ และเราได้ประทานมันลงมาเป็นขั้นตอน (อัสรออ์/ 106)
สารธรรมคำสอนของอิสลามโดยเฉพาะคำสอนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจเจกชนหรือเกี่ยวข้องกับสังคมโดยรวม จะมีผลต่อเนื่องและสร้างความน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อถูกประทานและถูกบรรยายให้แก่มนุษย์อย่างต่อเนื่องและอย่างช้า ๆเป็นขั้นตอน ดังนั้นวิธีที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดในการอบรมสั่งสอนในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา คือการสั่งสอนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตทั้งคำสอนในเรื่องส่วนตัวของมนุษย์และเรื่องข้อปฏิบัติในสังคมที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่
3 - วิทยปัญญาอีกอย่างหนึ่งของการประทานกรุอานแบบหลายวาระก็คือเป็นการปกป้องอัลกุรอานให้พ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลง เพราะการประทานในรูปแบบนี้จะทำให้บรรดาสาวกและนักท่องจำอัลกุรอานสามารถจดจำโองการต่าง ๆ อย่างง่ายดาย และความสวยงามด้านภาษาของอัลกุรอานรวมทั้งการให้ความสำคัญกับอัลกุรอานของบรรดามุสลิมจะเป็นสิ่งที่สามารถปกป้องอัลกุรอานให้พ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลงได้ และมีประสิทธิภาพกว่าหากโองการต่าง ๆ ถูกประทานมาอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง
4 - โองการอัลกุรอานส่วนมากจะสอดคล้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และบรรดามุสลิม ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจะมีโองการอัลกุรอานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวประทานลงมาเสมอ เหตุการณ์ที่เป็นเหตุของการประทานโองการอัลกุรอานลงมาจึงถูกเรียกว่า อัสบาบุลนุซูล หรือสาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอาน
“อัสบาบุลนุซูล” สาเหตุการประทานโองการอัลกุรอาน
ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าอัลกุรอานได้ถูกประทานมาตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จากตรงนี้เอง เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีโองการอัลกุรอานประทานลงมาหลังจากนั้น เราเรียกเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นว่า อัสบาบุลนุซูล หรือ สาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอาน นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้เองนักวิชาการได้แบ่งโองการและซูเราะฮ์ต่าง ๆ เป็นสองประเภทด้วยกัน
1 - โองการและซูเราะฮ์อัลกุรอานที่ไม่มีสาเหตุของการประทานเฉพาะเรื่อง หมายถึงโองการเหล่านี้ถูกประทานลงมาเพื่อเป็นการชี้นำมนุษย์โดยรวมเท่านั้น
2 - โองการและซูเราะฮ์ที่มีสาเหตุการประทานเฉพาะเรื่อง โองการส่วนมากในอัลกุรอานจะเป็นโองการที่ประทานลงมาเนื่องจากมีเหตุการณ์ที่เกิดกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ ) และบรรดามุสลิม หรือบางทีมีคำถามจากบรรดามุสลิมหรือจากต่างศาสนิกชน หรือมีเหตุที่ทำให้ต้องประทานโองการหรือซูเราะฮ์จากอัลกุรอานลงมา สิ่งที่เป็นสาเหตุในการประทานอัลกุรอานนี้เองถูกเรียกว่า อัสบาบุลนุซูล
เพื่อให้เห็นภาพของประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นอย่างชัดเจนขึ้นจะขอยกตัวอย่างโองการจากอัลกุรอานดังต่อไปนี้
- และพวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับซุลก็อรนัยน์จงกล่าวเถิด “ฉันจะเล่าเรื่องของเขาแก่พวกท่าน (กะฮ์ฟ / 83)
- และพวกเขาจะถามเจ้า เกี่ยวกับวิญญาณจงกล่าวเถิดว่า “เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระผู้อภิบาลของฉันและพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (อัสรออ์ / 85)
- พวกเขาจะถามเจ้าถึงยามอวสาน (วันกิยามะฮ์) ว่า เมื่อใดเล่ามันจะเกิดขึ้น ? (นาซิอาต / 42)
โองการข้างต้นชี้ให้เห็นถึงการตั้งคำถามจากบรรดามุสลิม ในเรื่องราวต่าง ๆ คำถามนี้เองเป็นสาเหตุของการประทานโองการมาเพื่อเป็นการตอบคำถามดังกล่าวเหล่านั้น จากตรงนี้เองจะเห็นได้ว่า การที่เรามีความรู้ถึงสาเหตุการประทานในแต่ละโองการของอัลกุรอานมีผลต่อการทำความเข้าใจโองการอัลกุรอานได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เองบรรดานักวิชาการด้านอัลกุรอานจึงพยายามที่จะรวบรวมสาเหตุของการประทานอัลกุรอานโดยจัดทำเป็นเล่มที่แยกออกจากตัวบทของอัลกุรอาน หนังสือที่รวบรวมสาเหตุการประทานอัลกุรอานคือหนังสือ อัสบาบุลนุซูล ของญาลาลุดดีน สุยูฏีย์ ซึ่งสุยูฏีย์เองเชื่อว่าบุคคลที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นคนแรกคือ อะลี อิบนิ มัดยะนีย์ อาจารย์ของท่านบุคคอรีย์นักบันทึกฮะดิษชื่อดังนั่นเอง
ประโยชน์ของการรู้ถึงสาเหตุการประทานอัลกุรอาน
1 – ได้รับรู้ถึงปรัชญาของบทบัญญัติต่างๆ
2 – สามารถแยกแยะโองการและซูเราะฮ์ต่าง ๆ ว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ หรือ มะดะนียะฮ์ (ซึ่งมีผลสำคัญในการทำความเข้าใจความหมายของอัลกุรอานด้วยเช่นกัน)
3 – สามารถทำความเข้าใจความหมายของอัลกุรอานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะตามธรรมดาคำปราศัยหรือคำพูดจะมีความแตกต่างกันเมื่อผู้พูดพูดตามสถานที่ต่าง ๆ ที่หลากหลายหรืออยู่ในอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เช่นการตั้งคำถาม บางครั้งเป็นคำถามเพื่อต้องการคำตอบ บางครั้งถามเพื่อเป็นการตำหนิ บางครั้งถามเพื่อเป็นการเน้นย้ำประเด็นบางประเด็น หรือในบางครั้งถามเพื่อล้อเล่นไม่จริงจัง ผู้ฟังจะเข้าใจจุดประสงค์ของผู้พูดได้ต่อเมื่อรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวในขณะที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ ดังนั้นการเข้าใจถึงสาเหตุการประทานอัลกุรอานเพื่อสามารถทำความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของอัลกุรอานจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
4 – สามารถเข้าใจถึงขอบข่ายของคำสั่งหรือบทบัญญัติได้ : บางโองการของอัลกุรอานเป็นคำสั่ง บางคนอาจจะเข้าใจว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งเฉพาะสำหรับคนบางกลุ่ม การรู้ถึงสาเหตุการประทานโองการหรือคำสั่งนั้น ๆ จะสามารถขจัดปัญหาดังกล่าวได้
เพื่อทำให้เข้าใจประเด็นที่กล่าวไว้ข้างต้นชัดเจนยิ่งขึ้นขอยกตัวอย่างจากโองการอัลกุรอานมาประกอบดังนี้
ในโองการที่ 115 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า : และทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะผินหน้าไปทางไหน ที่นั่นแหละคือพระพักตร์ของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้
จากโองการข้างต้นนี้หากพิจารณาโดยผิวเผิน สามารถกล่าวได้ว่า ในการนมาซการหันไปทางกิบละฮ์ไม่ถือเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าเราจะอยู่ในขณะเดินทางหรือไม่ได้เดินทางก็ตาม เราสามารถหันไปทางไหนก็ได้และถือว่าการนมาซของเราถูกต้องทั้งหมดด้วย แต่หากเรากลับไปพิจารณาสาเหตุของการประทานโองการนี้แล้วจะพบว่าโองการนี้กล่าวถึงการนมาซมุซตะฮับ (ซุนนะฮ์)ในขณะเดินทางเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการนมาซวาญิบในสภาพอื่น ๆ แต่อย่างใด จากตรงนี้เองการรู้ถึงสาเหตุของการประทานอัลกุรอานจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำความหมายของอัลกุรอาน
หลักการพิจารณาตัวบทอัลกุรอานกับสาเหตุการประทานอัลกุรอาน
นักตัฟซีรอัลกุรอานใช้หลักการของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ มาพิจารณาฮะดิษที่อธิบายถึงสาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอานแต่ละโองการ โดยกล่าวว่า : ตัวบทของอัลกุรอานเป็นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก ซึ่งหากตัวบทของอัลกุรอานโองการหนึ่งให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดโดยรวม ถึงแม้ว่าฮะดิษที่มาอธิบายสาเหตุของโองการนั้นเป็นฮะดิษที่ให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น ในกรณีนี้ให้ยึดตัวบทอัลกุรอานเป็นหลัก
สุยูฏีย์กล่าวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า : ตัวบทของโองการอัลกุรอาน (ที่ให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดโดยรวม) เป็นสิ่งที่เราต้องใช้พิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะบางโองการจะมีสาเหตุเฉพาะแต่มีคำที่ให้ความหมายโดยรวม บรรดานักวิชาการส่วนมากจะเห็นตรงกันว่าความหมายของคำในโองการนั้นคือสิ่งที่อัลกุรอานต้องการจะสื่อ และคือเป้าหมายที่แท้จริงของโองการ
ในโองการอัลกุรอานหากเรายึดตามสาเหตุการประทานที่ส่วนมากจะเจาะจงเฉพาะกลุ่มเพียงอย่างเดียว โองการอัลกุรอานส่วนมากไม่มีประโยชน์อะไรเลย คัมภีร์อัลกุรอานจะเป็นเพียงคัมภีร์ของคนรุ่นเก่าเท่านั้น และเราเชื่อว่าคงไม่มีมุสลิมคนใดมีความเชื่อเช่นนี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากโองการที่เป็นบทบัญญัติให้มีการลงโทษหัวโขมยด้วยการตัดมือไม่ได้มีผลเฉพาะหัวโขมยที่อยู่ในเหตุการณ์ที่โองการนี้ประทานลงมาเท่านั้น จะทำให้บทบัญญัตินี้มีผลครอบคลุมผู้ที่ทำการในลักษณะเช่นนี้ด้วย
รายงานจากท่านอิมามบาเกร (อ.) ว่า : เมื่อโองการหนึ่งประทานมาให้ชนกลุ่มหนึ่ง หลังจากนั้นหากชนกลุ่มนั้นเสียชีวิตลง แล้วโองการนั้นก็จะตายตามชนกลุ่มนั้นไปด้วย ต่อไปก็คงไม่หลงเหลืออะไรในอัลกุรอานให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์อีก อันที่จริงแล้วคำสอนของอัลกุรอานจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ฟ้าและแผ่นดินนี้ยังคงอยู่
คำกล่าวข้างต้นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บทบัญญัติในอัลกุรอาน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ยุคใดยุคหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย แต่มีผลครอบคลุมทุกยุคทุกสมัย
ดังนั้นเราในปัจจุบันอย่าได้นึกว่าคำสอนของอิสลามและอัลกุรอานเป็นคำสอนของคนเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ทำไมเราต้องปฏิบัติตามด้วย แต่ให้รู้ไว้เถิดว่าคำสอนของอิสลามมีความทันสมัยเสมออยู่ที่ว่าเราจะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้นเอง
عنوان مقاله : نزول قرآن
تنظيم: محمد علی پرادبيات صفحه : 38
خلاصه مطالب : اين قسمت از مجله به بيان توضيحاتی در مورد نزول قرآن کريم
و انواع آن می پردازد و اشاره به راز های نزول و اسباب نزول آيات دارد
การประทานกุรอานกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)
อัลกุรอานกล่าวว่า
شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ
เดือนรอมฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุร-อานได้ถูกประทานลงมา (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์โองการที่ 185)
إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةٍ مُبَارَكَةٍ
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ (ซูเราะฮ์ ดุคอน โองการที่ 3)
إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอัลก็อดร์ (ซูเราะฮ์ก็อดร์ โองการที่ 1)
มุสลิมทั้งหลายรู้ดีว่าท่านศาสดา (ศอลฯ) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตเมื่อท่านอายุ 40 ปี ( ประมาณ ปี ค.ศ. 610 หรือ 611) ในเมืองมักกะฮ์ และก็รู้ว่าท่านศาสดา (ศอลฯ) ถูกแต่งตั้งในถ้ำฮิรออ์ โดยอัลลอฮ์ (ซบ.)ได้ทรงประทาน โองการช่วงต้นของซูเราะฮ์ อะลัก ลงมาด้วย สองประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่มุสลิมทั้งหลายให้การยอมรับ แต่มีประเด็นที่มีการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงคือ การแต่งตั้งท่านศาสดา(ศอลฯ) เกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งประเด็นนี้เองเป็นเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องการประทานกุรอานลงมาในครั้งแรกด้วย
มีทัศนะมากมาย เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) :
1 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 27 เดือนระญับ
2 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 17 เดือนรอมฎอน
3 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 18 เดือนรอมฎอน
4 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 24 เดือนรอมฎอน
5 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 12 เดือนรอบิอุลเอาวัล
6 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งคืนวันที่ 15 เดือนชะอ์บาน
7 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 8 เดือนรอบิอุลเอาวัล
8- ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 3 เดือนรอบิอุลเอาวัล
ส่วนชีอะฮ์เชื่อว่าท่านศาสดา(ศอลฯ) ถูกแต่งตั้งในวันที่ 27 เดือนระญับ โดยยึดหลักฐานจากรายงานฮะดีษมากมายที่รายงานมาจากบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ โดยเชื่อว่าบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดา(ศอล ฯ) ย่อมรู้ดีกว่าผู้อื่นในเรื่องของการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างแน่นอน ซึ่งบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ได้รายงานฮะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างมากมายซึ่งเราจะขอนำเสนอดังนี้
1- มีรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า – ท่านศาสดาถูกแต่งตั้งในวันที่ 27 เดือนรอญับ ใครก็ตามที่ถือศิลอดในวันนี้จะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ถือศิลอด 60 เดือน
2- มีรายงานจากท่านอิมาม มูซากาซิม (อ.) ว่า – อัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นความเมตตาแก่ชาวโลก ในวันที่ 27 เดือนรอญับ ใครก็ตามที่ถือศิลอดในวันนี้ อัลลอฮ์ (ซบ.) จะทรงตอบแทนรางวัลให้เขาเท่ากับเขาถือศิลอด 60 เดือน
3- ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า - อย่าได้ทิ้งการถือศิลอดในวันที่ 27 เดือนรอญับเป็นอันขาด เพราะวันนี้เป็นวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศอลฯ) ถูกแต่งตั้ง ซึ่งผู้ที่ถือศิลอดในวันนี้จะได้รับผลบุญเท่ากับคนถือศิลอด 60 เดือน
และยังมีรายงานฮะดีษอีกมากมายที่มีเนื้อหาในลักษณะดังกล่าว
นักวิชาการฝ่ายอะฮ์ลิซุนนะฮ์เชื่อว่าการแต่งตั้งท่านศาสดาเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอนโดยยึดหลักฐานจากโองการอัลกุรอาน ในซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ซูเราะฮ์ ดุคอน และซูเราะฮ์ ก็อดร์ พวกเขากล่าวว่า : ในอัลกุรอานไม่ได้เอ่ยถึงเดือนรอญับ หรือการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในเดือนนี้เลย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากโองการในอัลกุรอานคือ อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนรอมฎอน เช่น ในโองการที่ 185 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ กล่าวว่า :
เดือนรอมฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา
หรือโองการที่ 3 ของซูเราะฮ์ดุคอน ที่ตรัสว่า :
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ ( คืนลัยละตุลก็อดร์ )
หรือโองการที่ 1 ของซูเราะฮ์ ก็อดร์ ที่กล่าวว่า :
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอัลก็อดร์ ( คืนลัยละตุลก็อดร์ )
และแน่นอนการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) มาพร้อมกับการประทานกุรอานดังนั้นเดือนรอมฎอนก็คือเดือนที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งนั่นเอง
จากคำอธิบายข้างต้นมี 2 ประเด็นที่เป็นยังข้อสงสัยอยู่ก็คือ
ประเด็นแรก : โองการทั้งสามโองการที่ถูกหยิบยกมาข้างต้นกล่าวถึง เวลาของการประทานอัลกุรอานเท่านั้นไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ของการประทานอัลกุรอานแต่อย่างใดเลย ในขณะที่มุสลิมทั้งหลายเชื่อและเป็นที่ยอมรับกันว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งโดยมีทูตจากอัลลอฮ์ (ซบ.) มาหาท่านที่ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งทั้ง 3 โองการนี้ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ดังกล่าวเลย
ประเด็นที่สอง : ในโองการที่ 185 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ และโองการที่ 1 ของซูเราะฮ์ก็อดร์บ่งบอกถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอานในคราวเดียวซึ่งถูกประทานมาในเดือนรอมฎอน ซึ่งในโองการที่ 3 ซูเราะฮ์คุคอนกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนกว่า โดยได้กล่าวว่า – “ฮามีม ขอสาบานต่อคัมภีร์อันชัดแจ้ง แท้จริงเราได้ประทานมัน (กุรอาน) ลงมาในคืนอันจำเริญ” ซึ่งในโองการนี้คำว่า انزلناه (เราได้ประทานมันลงมา) สรรพนามคำว่า ه (มัน) ซึ่งเป็นสรรนามของบุรุษที่สาม ในที่นี้ย้อนกลับไปหาคำว่า “กิตาบ” (คัมภีร์) ก็เท่ากับว่าโองการนี้บ่งบอกว่า ทั้งหมดของอัลกุรอานถูกประทานลงมาในคราวเดียวในคืนลัยละตุลก็อดร์ แต่ทว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าการประทานกุรอานครั้งแรกที่เป็นการบ่งบอกถึงการที่ท่านศาสดาถูกแต่งตั้งในถ้ำฮิรออ์นั้นถูกประทานลงมาเพียง 5 โองการเท่านั้น
ดังนั้นเราจะกล่าวไม่ได้ว่า โองการข้างต้นทั้งสามโองการนั้น เป็นโองการที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ)
นักวิชาการร่วมสมัยท่านหนึ่ง ได้นำเสนอทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยกล่าวว่า : “ ตามรายงานฮะดิษบ่งชี้ว่าการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) เกิดขึ้นในเดือนรอญับ แต่การประทานกุรอานครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนรอมฏอน 3 ปีหลังจากนั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 3 ปีนั้นท่านศาสดา (ศอลฯ) ทำการเผยแพร่อย่างลับ ๆ จนกระทั่ง โองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์จึงได้ถูกประทานลงมา
فَاصْدَعْ بِمَا تُؤْمَرُ وَأَعْرِضْ عَنِ الْمُشْرِكِينَ
ดังนั้น จงประกาศอย่างเปิดเผยในสิ่งที่เจ้าถูกบัญชา และจงผินหลังให้พวกมุชริกีน
จากนั้นเองโองการต่าง ๆ ของอัลกุรอานก็ถูกประทานลงมาเป็นลำดับตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนอีกด้านหนึ่งมีรายงานฮะดิษที่บ่งชี้ว่าการประทานกุรอานทั้งหมดใช้เวลา 20 ปีด้วยกัน จากคำอธิบายนี้เราสามารถสรุปได้ว่า การประทานกุรอานเริ่มต้นหลังจากการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) แล้ว 3 ปีซึ่งการประทานกุรอานเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน ”
จากคำกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1- ระหว่างการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) กับการประทานอัลกุรอานไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
2- 5 โองการแรกของซูเราะฮ์ อัล อะลัก ที่ถูกประทานในถ้ำฮิรออ์ เป็นการบอกข่าวดีและบ่งชี้ถึงการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เท่านั้นไม่ถือว่าเป็นการประทานอัลกุรอาน
3- อัลกุรอานเริ่มต้นถูกประทานในฐานะกุรอานในเดือนรอมฎอน หลังจากการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ)แล้วเป็นเวลา 3 ปี
4- ระยะเวลาในการประทานอัลกุรอานทั้งหมด 20 ปีด้วยกัน
5- ความหมายของการประทานกุรอานในเดือนรอมฎอน คือการเริ่มต้นประทานในเดือนนี้ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงชีวิคของการเผยแพร่ของท่านศาสดา (ศอลฯ)
หากพิจารณาจากผลงานของนักวิชาการท่านนี้จะเห็นว่าเขาได้ยึดหลักฐานจากรายงานฮะดิษสองกลุ่มด้วยกัน
1- กลุ่มแรกเป็นกลุ่มรายงานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการเชิญชวนแบบลับ ๆ ของท่านศาสดาในมักกะฮ์ในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งตั้งก่อนการประทานโองการที่สั่งให้ท่านเผยแพร่อิสลามอย่างเปิดเผย
2- กลุ่มที่สองเป็นรายงานที่กล่าวถึงระยะเวลาในการประทานอัลกุรอานให้กับท่านศาสดา ที่กล่าวว่าระยะเวลาทั้งหมดเพียง 20 ปี ไม่ใช่ 23 ปี
จากหลักฐานและคำกล่าวของท่านอายาตุลลอฮ์ ฮาดีย์มะริฟัต มีข้อสงสัยอยู่หลายประการดังนี้
1- รายงานที่กล่าวถึงเรื่องการเผยแพร่อย่างลับในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งตั้งที่รายงานจาก อะลี บิน อิบรอฮีม กุมมี รายงานจาก ยะอ์กูบีย์ รายงานจาก มุฮัมมัด บิน อิสฮาก และคำกล่าวของท่านอิมามศอดิก (อ.) รายงานต่าง ๆ เหล่านั้นกล่าวถึงการเผยแพร่อย่างลับ ๆ ของท่านศาสดา (ศอลฯ) เท่านั้นไม่ได้กล่าวกถึงการประทานอัลอัลกุรอานหรือการไม่ประทานอัลกุรอานในช่วงเวลานั้นแต่อย่างใด และในทางกลับกันก็เป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานั้นมีการประทานอัลกุรอานมาด้วย เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรที่ในระยะเวลาตั้ง 3 ปีมีการประทานอัลกุรอานเพียงแค่ 5 โองการในถ้ำฮิรออ์เท่านั้น
2- มีรายงานว่าการประทานกุรอานอย่างต่อเนื่องเกิดขึ้นหลังจากการประทานโองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์ซึ่งหากพิจารณาแล้วโองการนี้อยู่ในซูเราะฮ์ ฮิจร์ ซึ่งเป็นซูเราะฮ์ที่ประทานลงมาที่มักกะฮ์ ซึ่งจากการเรียงลำดับการประทานอัลกุรอานของนักวิชาการท่านนั้น โดยอ้างหลักฐานจากรายงานฮะดิษของ อิบนิอับบาส และ ญาบิร บิน เซด กล่าวว่า ซูเราะฮ์ฮิจร์เป็นซูเราะฮ์ลำดับที่ 54 ของอัลกุรอาน
หากพิจารณาตามการเรียงลำดับของนักวิชาการท่านนั้น จะต้องยอมรับว่าก่อนโองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์อัลกุรอานประทานมาแล้ว 53 ซูเราะฮ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงของการเผยแพร่อย่างลับ ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ก็มีการประทานอัลกุรอานลงมาในช่วงเวลานั้นด้วย
3- และหากพิจาณาอย่างละเอียดจะพบท่านศาสดา (ศอลฯ) ต้องการการชี้แนะจากอัลลอฮ์ (ซบ.)ในช่วงแรกของการถูกแต่งตั้งให้เป็นศาสดา (ศ็อลฯ) มากกว่าเวลาอื่น โดยจะสังเกตุได้จากจำนวนโองการที่ประทานในเมืองมักกะฮ์ซึ่งถือเป็นช่วงแรกของการถูกแต่งตั้ง มีจำนวนมากกว่าโองการที่ถูกประทานในเมืองมะดีนะฮ์
4- มีรายงานมากมายที่กล่าวว่า ระยะเวลาการประทานกุรอานทั้งหมด 23 ปี
5- รายงานฮะดิษที่ที่นักวิชาการคนดังกล่าวได้อ้างถึงเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาของการประทานอัลกุรอานว่าทั้งหมดใช้เวลา 20 เท่านั้น ซึ่งถ้าหากพิจารณาให้ดีแล้วรายงานฮะดิษดังกล่าวนั้นขัดกับทัศนะของตัวเอง
ในรายงานกล่าวว่า “ ฮัฟซ์ บิน ฆิยาซกล่าวว่า ฉันได้เรียนถามท่านอิมามศอดิกว่า : ทำไมกุรอานกล่าวว่า : “ เดือนรอมฏอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ” ในขณะที่ในช่วง 20 ปีกุรอานถูกประทานลงมาตลอดเวลา ”
ท่านอิมาม กล่าวว่า : “ การประทานอัลกุรอานที่กล่าวถึงในโองการนี้นั้น เป็นการประทานทั้งหมดของกุรอานมาในบัยตุลมะอ์มูร และหลังจากนั้นเป็นระยะเวลา 20 ปีได้ประทานตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในรายงานฮะดิษนี้เป็นฮะดิษที่ถูกนำมาพิสูจน์และกล่าวถึงเรื่องการประทานกุรอานมาในบัยตุลมะอ์มูร ( คือสถานที่หนึ่งที่ที่อัลกุรอานถูกพักไว้ก่อนที่จะประทานลงมาให้กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งมีรายงานว่าเป็นสถานที่ที่อยู่ ณ ชั้นฟ้าชั้นที่ 4 ) แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในเรื่องระยะเวลาของการประทานกุรอาน และในขณะเดียวกันในฮะดิษนี้กล่าวถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอาน ไม่ได้บอกว่าอัลกุรอานถูกเริ่มต้นประทานในเดือนรอมฎอน
จากคำกล่าวทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นความเมตตาแห่งสากลโลก และการประทานอัลกุรอานที่ถือเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 27 เดือนรอญับ
(نزول قرآن و بعثت پيامبر اکرم (ص
ترجمه و تنظيم : محمد علی پرادبيات صفحه : 37
برگرفته شده از : کتاب درسنامه علوم قرآنی، صفحه 78
در اين مقاله به بيان دلايل مذهب شيعه در اين قبول بعثت پيامبر اکرم (ص) پرداخته است
همراه با توضيحاتی در مورد نزول دفعی و تدريجی قرآن کريم
شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ
เดือนรอมฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุร-อานได้ถูกประทานลงมา (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์โองการที่ 185)
إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةٍ مُبَارَكَةٍ
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ (ซูเราะฮ์ ดุคอน โองการที่ 3)
إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอัลก็อดร์ (ซูเราะฮ์ก็อดร์ โองการที่ 1)
มุสลิมทั้งหลายรู้ดีว่าท่านศาสดา (ศอลฯ) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตเมื่อท่านอายุ 40 ปี ( ประมาณ ปี ค.ศ. 610 หรือ 611) ในเมืองมักกะฮ์ และก็รู้ว่าท่านศาสดา (ศอลฯ) ถูกแต่งตั้งในถ้ำฮิรออ์ โดยอัลลอฮ์ (ซบ.)ได้ทรงประทาน โองการช่วงต้นของซูเราะฮ์ อะลัก ลงมาด้วย สองประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่มุสลิมทั้งหลายให้การยอมรับ แต่มีประเด็นที่มีการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงคือ การแต่งตั้งท่านศาสดา(ศอลฯ) เกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งประเด็นนี้เองเป็นเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องการประทานกุรอานลงมาในครั้งแรกด้วย
มีทัศนะมากมาย เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) :
1 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 27 เดือนระญับ
2 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 17 เดือนรอมฎอน
3 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 18 เดือนรอมฎอน
4 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 24 เดือนรอมฎอน
5 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 12 เดือนรอบิอุลเอาวัล
6 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งคืนวันที่ 15 เดือนชะอ์บาน
7 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 8 เดือนรอบิอุลเอาวัล
8- ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 3 เดือนรอบิอุลเอาวัล
ส่วนชีอะฮ์เชื่อว่าท่านศาสดา(ศอลฯ) ถูกแต่งตั้งในวันที่ 27 เดือนระญับ โดยยึดหลักฐานจากรายงานฮะดีษมากมายที่รายงานมาจากบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ โดยเชื่อว่าบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดา(ศอล ฯ) ย่อมรู้ดีกว่าผู้อื่นในเรื่องของการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างแน่นอน ซึ่งบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ได้รายงานฮะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างมากมายซึ่งเราจะขอนำเสนอดังนี้
1- มีรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า – ท่านศาสดาถูกแต่งตั้งในวันที่ 27 เดือนรอญับ ใครก็ตามที่ถือศิลอดในวันนี้จะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ถือศิลอด 60 เดือน
2- มีรายงานจากท่านอิมาม มูซากาซิม (อ.) ว่า – อัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นความเมตตาแก่ชาวโลก ในวันที่ 27 เดือนรอญับ ใครก็ตามที่ถือศิลอดในวันนี้ อัลลอฮ์ (ซบ.) จะทรงตอบแทนรางวัลให้เขาเท่ากับเขาถือศิลอด 60 เดือน
3- ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า - อย่าได้ทิ้งการถือศิลอดในวันที่ 27 เดือนรอญับเป็นอันขาด เพราะวันนี้เป็นวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศอลฯ) ถูกแต่งตั้ง ซึ่งผู้ที่ถือศิลอดในวันนี้จะได้รับผลบุญเท่ากับคนถือศิลอด 60 เดือน
และยังมีรายงานฮะดีษอีกมากมายที่มีเนื้อหาในลักษณะดังกล่าว
นักวิชาการฝ่ายอะฮ์ลิซุนนะฮ์เชื่อว่าการแต่งตั้งท่านศาสดาเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอนโดยยึดหลักฐานจากโองการอัลกุรอาน ในซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ซูเราะฮ์ ดุคอน และซูเราะฮ์ ก็อดร์ พวกเขากล่าวว่า : ในอัลกุรอานไม่ได้เอ่ยถึงเดือนรอญับ หรือการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในเดือนนี้เลย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากโองการในอัลกุรอานคือ อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนรอมฎอน เช่น ในโองการที่ 185 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ กล่าวว่า :
เดือนรอมฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา
หรือโองการที่ 3 ของซูเราะฮ์ดุคอน ที่ตรัสว่า :
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ ( คืนลัยละตุลก็อดร์ )
หรือโองการที่ 1 ของซูเราะฮ์ ก็อดร์ ที่กล่าวว่า :
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอัลก็อดร์ ( คืนลัยละตุลก็อดร์ )
และแน่นอนการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) มาพร้อมกับการประทานกุรอานดังนั้นเดือนรอมฎอนก็คือเดือนที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งนั่นเอง
จากคำอธิบายข้างต้นมี 2 ประเด็นที่เป็นยังข้อสงสัยอยู่ก็คือ
ประเด็นแรก : โองการทั้งสามโองการที่ถูกหยิบยกมาข้างต้นกล่าวถึง เวลาของการประทานอัลกุรอานเท่านั้นไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ของการประทานอัลกุรอานแต่อย่างใดเลย ในขณะที่มุสลิมทั้งหลายเชื่อและเป็นที่ยอมรับกันว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งโดยมีทูตจากอัลลอฮ์ (ซบ.) มาหาท่านที่ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งทั้ง 3 โองการนี้ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ดังกล่าวเลย
ประเด็นที่สอง : ในโองการที่ 185 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ และโองการที่ 1 ของซูเราะฮ์ก็อดร์บ่งบอกถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอานในคราวเดียวซึ่งถูกประทานมาในเดือนรอมฎอน ซึ่งในโองการที่ 3 ซูเราะฮ์คุคอนกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนกว่า โดยได้กล่าวว่า – “ฮามีม ขอสาบานต่อคัมภีร์อันชัดแจ้ง แท้จริงเราได้ประทานมัน (กุรอาน) ลงมาในคืนอันจำเริญ” ซึ่งในโองการนี้คำว่า انزلناه (เราได้ประทานมันลงมา) สรรพนามคำว่า ه (มัน) ซึ่งเป็นสรรนามของบุรุษที่สาม ในที่นี้ย้อนกลับไปหาคำว่า “กิตาบ” (คัมภีร์) ก็เท่ากับว่าโองการนี้บ่งบอกว่า ทั้งหมดของอัลกุรอานถูกประทานลงมาในคราวเดียวในคืนลัยละตุลก็อดร์ แต่ทว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าการประทานกุรอานครั้งแรกที่เป็นการบ่งบอกถึงการที่ท่านศาสดาถูกแต่งตั้งในถ้ำฮิรออ์นั้นถูกประทานลงมาเพียง 5 โองการเท่านั้น
ดังนั้นเราจะกล่าวไม่ได้ว่า โองการข้างต้นทั้งสามโองการนั้น เป็นโองการที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ)
นักวิชาการร่วมสมัยท่านหนึ่ง ได้นำเสนอทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยกล่าวว่า : “ ตามรายงานฮะดิษบ่งชี้ว่าการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) เกิดขึ้นในเดือนรอญับ แต่การประทานกุรอานครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนรอมฏอน 3 ปีหลังจากนั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 3 ปีนั้นท่านศาสดา (ศอลฯ) ทำการเผยแพร่อย่างลับ ๆ จนกระทั่ง โองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์จึงได้ถูกประทานลงมา
فَاصْدَعْ بِمَا تُؤْمَرُ وَأَعْرِضْ عَنِ الْمُشْرِكِينَ
ดังนั้น จงประกาศอย่างเปิดเผยในสิ่งที่เจ้าถูกบัญชา และจงผินหลังให้พวกมุชริกีน
จากนั้นเองโองการต่าง ๆ ของอัลกุรอานก็ถูกประทานลงมาเป็นลำดับตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนอีกด้านหนึ่งมีรายงานฮะดิษที่บ่งชี้ว่าการประทานกุรอานทั้งหมดใช้เวลา 20 ปีด้วยกัน จากคำอธิบายนี้เราสามารถสรุปได้ว่า การประทานกุรอานเริ่มต้นหลังจากการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) แล้ว 3 ปีซึ่งการประทานกุรอานเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน ”
จากคำกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1- ระหว่างการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) กับการประทานอัลกุรอานไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
2- 5 โองการแรกของซูเราะฮ์ อัล อะลัก ที่ถูกประทานในถ้ำฮิรออ์ เป็นการบอกข่าวดีและบ่งชี้ถึงการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เท่านั้นไม่ถือว่าเป็นการประทานอัลกุรอาน
3- อัลกุรอานเริ่มต้นถูกประทานในฐานะกุรอานในเดือนรอมฎอน หลังจากการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ)แล้วเป็นเวลา 3 ปี
4- ระยะเวลาในการประทานอัลกุรอานทั้งหมด 20 ปีด้วยกัน
5- ความหมายของการประทานกุรอานในเดือนรอมฎอน คือการเริ่มต้นประทานในเดือนนี้ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงชีวิคของการเผยแพร่ของท่านศาสดา (ศอลฯ)
หากพิจารณาจากผลงานของนักวิชาการท่านนี้จะเห็นว่าเขาได้ยึดหลักฐานจากรายงานฮะดิษสองกลุ่มด้วยกัน
1- กลุ่มแรกเป็นกลุ่มรายงานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการเชิญชวนแบบลับ ๆ ของท่านศาสดาในมักกะฮ์ในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งตั้งก่อนการประทานโองการที่สั่งให้ท่านเผยแพร่อิสลามอย่างเปิดเผย
2- กลุ่มที่สองเป็นรายงานที่กล่าวถึงระยะเวลาในการประทานอัลกุรอานให้กับท่านศาสดา ที่กล่าวว่าระยะเวลาทั้งหมดเพียง 20 ปี ไม่ใช่ 23 ปี
จากหลักฐานและคำกล่าวของท่านอายาตุลลอฮ์ ฮาดีย์มะริฟัต มีข้อสงสัยอยู่หลายประการดังนี้
1- รายงานที่กล่าวถึงเรื่องการเผยแพร่อย่างลับในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งตั้งที่รายงานจาก อะลี บิน อิบรอฮีม กุมมี รายงานจาก ยะอ์กูบีย์ รายงานจาก มุฮัมมัด บิน อิสฮาก และคำกล่าวของท่านอิมามศอดิก (อ.) รายงานต่าง ๆ เหล่านั้นกล่าวถึงการเผยแพร่อย่างลับ ๆ ของท่านศาสดา (ศอลฯ) เท่านั้นไม่ได้กล่าวกถึงการประทานอัลอัลกุรอานหรือการไม่ประทานอัลกุรอานในช่วงเวลานั้นแต่อย่างใด และในทางกลับกันก็เป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานั้นมีการประทานอัลกุรอานมาด้วย เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรที่ในระยะเวลาตั้ง 3 ปีมีการประทานอัลกุรอานเพียงแค่ 5 โองการในถ้ำฮิรออ์เท่านั้น
2- มีรายงานว่าการประทานกุรอานอย่างต่อเนื่องเกิดขึ้นหลังจากการประทานโองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์ซึ่งหากพิจารณาแล้วโองการนี้อยู่ในซูเราะฮ์ ฮิจร์ ซึ่งเป็นซูเราะฮ์ที่ประทานลงมาที่มักกะฮ์ ซึ่งจากการเรียงลำดับการประทานอัลกุรอานของนักวิชาการท่านนั้น โดยอ้างหลักฐานจากรายงานฮะดิษของ อิบนิอับบาส และ ญาบิร บิน เซด กล่าวว่า ซูเราะฮ์ฮิจร์เป็นซูเราะฮ์ลำดับที่ 54 ของอัลกุรอาน
หากพิจารณาตามการเรียงลำดับของนักวิชาการท่านนั้น จะต้องยอมรับว่าก่อนโองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์อัลกุรอานประทานมาแล้ว 53 ซูเราะฮ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงของการเผยแพร่อย่างลับ ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ก็มีการประทานอัลกุรอานลงมาในช่วงเวลานั้นด้วย
3- และหากพิจาณาอย่างละเอียดจะพบท่านศาสดา (ศอลฯ) ต้องการการชี้แนะจากอัลลอฮ์ (ซบ.)ในช่วงแรกของการถูกแต่งตั้งให้เป็นศาสดา (ศ็อลฯ) มากกว่าเวลาอื่น โดยจะสังเกตุได้จากจำนวนโองการที่ประทานในเมืองมักกะฮ์ซึ่งถือเป็นช่วงแรกของการถูกแต่งตั้ง มีจำนวนมากกว่าโองการที่ถูกประทานในเมืองมะดีนะฮ์
4- มีรายงานมากมายที่กล่าวว่า ระยะเวลาการประทานกุรอานทั้งหมด 23 ปี
5- รายงานฮะดิษที่ที่นักวิชาการคนดังกล่าวได้อ้างถึงเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาของการประทานอัลกุรอานว่าทั้งหมดใช้เวลา 20 เท่านั้น ซึ่งถ้าหากพิจารณาให้ดีแล้วรายงานฮะดิษดังกล่าวนั้นขัดกับทัศนะของตัวเอง
ในรายงานกล่าวว่า “ ฮัฟซ์ บิน ฆิยาซกล่าวว่า ฉันได้เรียนถามท่านอิมามศอดิกว่า : ทำไมกุรอานกล่าวว่า : “ เดือนรอมฏอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ” ในขณะที่ในช่วง 20 ปีกุรอานถูกประทานลงมาตลอดเวลา ”
ท่านอิมาม กล่าวว่า : “ การประทานอัลกุรอานที่กล่าวถึงในโองการนี้นั้น เป็นการประทานทั้งหมดของกุรอานมาในบัยตุลมะอ์มูร และหลังจากนั้นเป็นระยะเวลา 20 ปีได้ประทานตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในรายงานฮะดิษนี้เป็นฮะดิษที่ถูกนำมาพิสูจน์และกล่าวถึงเรื่องการประทานกุรอานมาในบัยตุลมะอ์มูร ( คือสถานที่หนึ่งที่ที่อัลกุรอานถูกพักไว้ก่อนที่จะประทานลงมาให้กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งมีรายงานว่าเป็นสถานที่ที่อยู่ ณ ชั้นฟ้าชั้นที่ 4 ) แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในเรื่องระยะเวลาของการประทานกุรอาน และในขณะเดียวกันในฮะดิษนี้กล่าวถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอาน ไม่ได้บอกว่าอัลกุรอานถูกเริ่มต้นประทานในเดือนรอมฎอน
จากคำกล่าวทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นความเมตตาแห่งสากลโลก และการประทานอัลกุรอานที่ถือเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 27 เดือนรอญับ
(نزول قرآن و بعثت پيامبر اکرم (ص
ترجمه و تنظيم : محمد علی پرادبيات صفحه : 37
برگرفته شده از : کتاب درسنامه علوم قرآنی، صفحه 78
در اين مقاله به بيان دلايل مذهب شيعه در اين قبول بعثت پيامبر اکرم (ص) پرداخته است
همراه با توضيحاتی در مورد نزول دفعی و تدريجی قرآن کريم
อายะฮ์และซูเราะฮ์ในอัล กุรอาน
บทความนี้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร สาส์นจากฟากฟ้า ฉบับที่ 4
ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านในฉบับนี้เราจะมาวิเคราะห์ความหมายของคำว่า ซูเราะฮ์และอายะฮ์ รวมทั้งกล่าวถึงจำนวนอายะฮ์และคำทั้งหมดในอัล กุรอานกัน อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีแล้วว่า อัล กุรอานมี 114 ซูเราะฮ์ และในแต่ละซูเราะฮ์จะมีจำนวนโองการหรือที่เรียกว่าอายะฮ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งในช่วงแรกนี้จะขอนำเสนอความหมายเกี่ยวกับทั้งสองดังกล่าวนี้ก่อน ความหมายของคำว่าอายะฮ์ คำว่า อายะฮ์ ในทางภาษาให้ความหมายว่า สัญลักษณ์ที่ชัดเจนหรือเครื่องหมายที่ชัดแจ้ง ในอัล กุรอานให้ความหมายของคำว่าอายะฮ์ไปในรูปแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1 – ให้ความหมายว่า สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 10 ว่า قَالَ رَبِّ اجْعَلْ لِي آيَةً เขากล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้มีสัญญาณ แก่ข้าพระองค์ด้วย
2 – ให้ความหมายว่า สิ่งมหัศจรรย์ อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ อาลิ อิมรอน โองการที่ 49 ว่า أَنِّي قَدْ جِئْتُكُمْ بِآيَةٍ مِنْ رَبِّكُمْ แท้จริงนั้นได้นำสัญญาณหนึ่ง(สิ่งมหัศจรรย์)จากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว
3 – ให้ความหมายว่า หลักฐาน อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ อัล บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 145 ว่า
وَلَئِنْ أَتَيْتَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ بِكُلِّ آيَةٍ مَا تَبِعُوا قِبْلَتَكَ
และแน่นอน ถ้าหากเจ้าได้นำหลักฐานทุกอย่างมาแสดงแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์พวกเขาก็ไม่ตามกิบละฮ์ของเจ้า
4 – ให้ความหมายว่า อุทาหรณ์ อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ ฮูด โองการที่ 103
إِنَّ فِي ذَلِكَ لآيَةً لِمَنْ خَافَ عَذَابَ الآخِرَةِ
แท้จริง ในการนั้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่กลัวการลงโทษในวันอาคิเราะฮ์
5 – ให้ความหมายว่า โองของซูเราะฮ์ในอัล กุรอาน อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ ฟุศศิลัตโองการที่ 3 ว่า :
كِتَابٌ فُصِّلَتْ آيَاتُهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لِقَوْمٍ يَعْلَمُونَ
คัมภีร์ซึ่งโองการทั้งหลายได้ให้คำอธิบายไว้อย่างละเอียดเป็นอัล กุรอานภาษาอาหรับสำหรับหมู่ชนผู้มีความรู้
ส่วนคำว่า “อายะฮ์” ในสำนวนทางวิชาการหมายถึงคำหรือประโยคที่ถูกแยกออกจากประโยคก่อนและหลังซึ่งมีปรากฏในทุกซูเราะฮ์ โองการแรกและโองการสุดท้ายของอัล กุรอาน นักวิชาการและนักค้นคว้าด้านอัล กุรอานเชื่อว่า โองการแรกของอัล กุรอานที่ถูกประทานลงมาคือ 5 โองการแรกของซูเราะฮ์ อัลอะลัก โดยมีรายงานฮะดิษยืนยันถึงความเชื่อดังกล่าวอย่างชัดเจน มีรายงานจากท่านอิมาม ซอดิก (อ) ว่า : โองการแรกที่ถูกประทานให้กับท่านศาสดา(ศ็อล ฯ) คือ
اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ (١)خَلَقَ الإنْسَانَ مِنْ عَلَقٍ (٢)اقْرَأْ وَرَبُّكَ الأكْرَمُ (٣)الَّذِي عَلَّمَ بِالْقَلَمِ (٤)عَلَّمَ الإنْسَانَ مَا لَمْ يَعْلَمْ (٥)
1. จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงสร้าง
2. ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด
3. จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงเกียรติยิ่ง
4. ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา
5. ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับโองการสุดท้ายของอัล กุรอานที่ถูกประทานให้แก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ)นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปซึ่งท่าน ซัรกอนี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ مناهل العرفان ว่ามีทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 10 ทัศนะด้วยกัน ซึ่งเราจะขอนำเสนอกับท่านผู้อ่านเพียงบางทัศนะเท่านั้น
1 – อิบนิอับบาสและอิบนิอุมัรเชื่อว่า โองการสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 281 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์
2 – อิบนิอะบีฮาตัม นักตัฟซีรและนักวิชาการอิสลามในช่วงศตวรรษที่ 2 -3 เชื่อว่าโองการที่ถูกประทานลงมาเป็นโองสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 278 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์
3 – ซัรกอนี นักวิชาการด้านอุลูมกุรอานเจ้าของหนังสือ มะนาฮิลุลอิรฟาน และซูยูฎีย์ เจ้าของหนังสือ อัลอิตกอน เชื่อว่าโองการสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 282 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ โดยที่ ซัรกอนีได้นำหลักฐานมายืนยันถึงความเชื่อของตนเองว่า - เพราะโองการนี้เป็นโองการที่กล่าวถึงการให้มนุษย์เตรียมตัวไปสู่วันกิยามะฮ์และโองการยังมีความหมายที่ต้องการจะกล่าวถึงการสิ้นสุดการประทานอัล กุรอานอีกด้วย - มีรายงานจากอิบนิอะบีฮาตัมว่า หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาเพียง 9 วันหลังจากนั้นท่านศาสดาก็เสียชีวิต (อัล อิตกอน ฟี อุลูมิลกุรอาน เล่ม 1 หน้า 87)
4 – ยะอ์กูบีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เจ้าของหนังสือตารีค ยะอ์กูบีย์ เชื่อว่า โองการที่ 3 ของซูเราะฮ์ มาอิดะฮ์ คือโองการสุดท้ายของอัล กุรอานซึ่งถูกประทานลงมาในตำบล เฆาะดีคุม หลังจากที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้แต่งตั้งให้ท่านอิมามอาลี (อ) เป็นผู้นำสืบต่อจากท่าน (อัตตัมฮีด ฟี อุลูมิลกุรอาน เล่ม 1 หน้า 128 – 129)
จำนวนโองการในอัล กุรอาน
ในเรื่องจำนวนโองการในอัล กุรอานนั้นนักวิชาการด้านอัล กุรอานมีความขัดแย้งและมีทัศนะต่าง ๆ มากมาย แต่ความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่ว่าอัล กุรอานขาดตกบกพร่องหรือถูกเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่ความขัดแย้งนั้นเกิดจากกำหนดการหยุดระหว่างอายะฮ์และการนับอายะฮ์ที่แตกต่างกัน และนักวิชาการยังเชื่ออีกว่าสาเหตุของความขัดแย้งนั้นเกิดจากการที่บางครั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เริ่มต้นอ่านโองการหนึ่งและอ่านโองการต่อไปโดยหยุดระหว่างโองการเพียงเล็กน้อยจนเป็นเหตุให้บางคนเข้าใจว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยังอ่านไม่จบโองการจึงนับโองการนั้นเป็นหนึ่งโองการเท่านั้น
หรือบางครั้งความขัดแย้งเกิดจากนักอ่านอัล กุรอานและนักท่องจำในช่วงยุคแรก ๆ มีทัศนะที่แตกต่างกันในการหยุดและการเริ่มต้นของแต่ละโองการ นักอ่านอัล กุรอานหรือนักท่องจำอัล กุรอานที่อาศัยอยู่ในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของอิสลามมีทัศนะและความคิดเห็นเกี่ยวกับการหยุดและการเริ่มต้นของแต่ละโองการอีกทั้งการนับโองการที่แตกต่างกันเช่นนักท่องจำในเมืองมักกะฮ์มีทัศนะในการอ่านและการนับโองการแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างกับทัศนะของนักอ่านในเมืองกูฟะฮ์ ประชาชนของแต่ละเมืองก็จะอ่านอัล กุรอานตามนักวิชาการของตนจึงเกิดความขัดแย้งกัน
แต่ความขัดแย้งในสองประเด็นดังกล่าวนี้เป็นความขัดแย้งที่ผิวเผินไม่ได้มีผลต่อจำนวนโองการของอัล กุรอานที่แท้จริงแต่อย่างใดเลย นักอ่านกุรอานในแต่ละเมืองสำคัญของอิสลามมีความเชื่อเกี่ยวกับจำนวนของโองการกุรอานที่แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกจำนวนของโองการตามชื่อของเมืองต่าง ๆ นั้นด้วย เช่น อะดะดุ มักกีย์ หมายถึงจำนวนโองการอัลกุรอานตามความเชื่อของชาวมักกะฮ์ หรืออะดะดุ กูฟีย์ หมายถึงจำนวนของโองการอัล กุรอานตามความเชื่อของชาวกูฟะฮ์ ซึ่งตามความเชื่อของชาวกูฟะฮ์โองการในอัลกุรอาน มีทั้งหมด 6236 โองการ ซึ่งจำนวนของโองการดังกล่าวนี้ถูกกล่าวไว้ในหนังสืออัลอิตกอนว่า – จำนวนดังกล่าวนี้รายงานจาก อิบนิอะบีลัยลา ซึ่งรายงานจากอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ ที่รายงานมาจากท่านอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ (อัลอิตกอน เล่ม 1 หน้า 211 ) แต่ก็มีบางส่วนเช่นกันที่เชื่อว่าโองการอัลกุรอานทั้งหมดมี 6666 โองการ ส่วนจำนวนคำทั้งหมดในอัลกุรอ่านมีทั้งหมด 77807 คำ ซึ่งจำนวนคำดังกล่าวนี้อ้างอิงจากหนังสือ อัลมุอ์ญัมอิฮ์ซออีย์ ความหมายของคำว่า ซูเราะฮ์ บรรดานักวิชาการด้านภาษาเชื่อว่าคำว่า ซูเราะฮ์ หมายถึงความสูงส่ง หรือ สถานะภาพอันสูงส่ง อิบนิฟาริส นักวิชาการด้านภาษาอาหรับกล่าวว่า – รากศัพท์ของคำว่า ซูเราะฮ์ หมายถึงความสูงส่ง ส่วนในทางวิชาการคำว่าซูเราะฮ์หมายถึง บทเฉพาะที่เริ่มต้นด้วยบิสมิลลาฮ์ ประเภทต่าง ๆ ของซูเราะฮ์ นักวิชาการด้านอัล กุรอานได้แบ่งซูเราะฮ์ในอัล กุรอานไว้ 4 ประเภทด้วยกัน พร้อมกับตั้งชื่อประเภทต่าง ๆ ไว้ดังนี้
1 – سبع الطول (ซับอุตตุวัล) หมายถึง 7 ซูเราะฮ์ที่มีความยาวมากที่สุด ซึ่งนักวิชาการส่วนมากเห็นว่า 7 ซูเราะฮ์ดังกล่าวนั้นก็คือ ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน ซูเราะฮ์ นิสาอ์ ซูเราะฮ์ มาอิดะฮ์ ซูเราะฮ์ อันอาม และ ซูเราะฮ์ อะอ์รอฟ ในส่วนของซูเราะฮ์ อะอ์รอฟ นั้น นักวิชาการบางท่านเช่น ซะอีด อิบนิ ญุบัยร์ เชื่อว่าเป็นซูเราะฮ์ยูนุสหรืออีกบางท่านเชื่อว่า เป็นซูเราะฮ์กะฮ์ฟิ
2 – المئون (อัลมะอูน) คือบรรดาซูเราะฮ์ที่โองการมากกว่า 100 โองการซึ่งได้แก่ ซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ ซูเราะฮ์ อันนะฮล์ ซูเราะฮ์ ฮูด ซูเราะฮ์ ยูซุฟ ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ ซูเราะฮ์ ฏอฮา ซูเราะฮ์ มุอ์มินูน และซูเราะฮ์ ชูรอ
3 – المثانی (อัลมะซานีย์ ) หมายถึงซูเราะฮ์ที่โองการน้อยกว่า 100 โองการซึ่งมีด้วยกัน 20 ซูเราะฮ์
4 – المفصل (อัลมุฟัศศอล) หมายถึงซูเราะฮ์มีเนื้อหาสั้นมาก เช่นซูเราะอ์ อัลเกาซัร ซูเราะฮ์ อันนาส .....
ซูเราะฮ์แรกและซูเราะฮ์สุดท้ายของอัล กุรอาน
เกี่ยวกับเรื่องซูเราะฮ์แรกของอัล กุรอานมีทัศนะที่แตกต่างกันมากมายในหมู่นักวิชาการด้านอัล กุรอาน นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า ซูเราะฮ์แรกของคือซูเราะฮ์อัลอะลัก บางท่านก็เชื่อว่าคือซูเราะฮ์ อัลมุดดัซซิรแต่ทัศนะที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือคือทัศนะของท่านซะมัคชะรีย์นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงด้านอัล กุรอานที่เชื่อว่าซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาครบสมบูรณ์ทั้งซูเราะฮ์คือซูเราะฮ์ อัลฟาติหะฮ์ โดยมีหลักฐานจากรายงานฮะดิษจากอะบูมัยซะเราะฮ์ อัมร์ บิน ชัรฮะบีล ว่า : ครั้งหนึ่งเมื่อท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อยู่เพียงลำพัง ท่านได้ยินเสียงเรียกทำให้ท่านเกิดอาการตื่นตระหนกและเป็นกังวล ครั้งสุดท้ายทูตสวรรค์ได้ร้องเรียกท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : โอ้มุฮัมมัด ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)ขานรับเสียงเรียกดังกล่าวนั้น หลังจากนั้นเองทูตสวรรค์ได้กล่าวว่า โอ้มุฮัมมัด จงกล่าวตามฉันเถิด ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาเมตตาปราณีเสมอ ..... (จนจบซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์) ส่วนซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมาครบทั้งซูเราะฮ์ คือซูเราะฮ์ อัลนัศร์ ท่านอิบนิอับบาสกล่าวว่า : ซูเราะฮ์นัศร์ คือซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมาโดยมีรายงานยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน มีรายงานจากหนังสือ มะนาฮิลุลอิรฟาน ว่า : หลังจากที่ซูเราะฮ์ อัล นัศร์ ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้อ่านซูเราะฮ์ดังกล่าวให้กับบรรดาสาวกได้ฟัง ทุกคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มและอิ่มเอิบ แต่มีเพียงท่านอับบาสลุงของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เท่านั้นได้ร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าทุกคนในที่นั้นรวมทั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้ถามถึงสาเหตุของการร้องให้และความโศกเศร้าดังกล่าว ท่านอับบาสกล่าวตอบว่า : ฉันคิดว่า ซูเราะฮ์นี้คือการประกาศถึงวาระสุดท้ายของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) าร ปรัชญาของการแบ่งอัล กุรอานเป็นซูเราะฮ์ บรรดานักวิชาการด้านอุลูมอัล กุรอานได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของการแบ่งอัล กุรอานให้เป็นซูเราะฮ์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งซูเราะฮ์ที่สั้นที่สุดคือซูเราะฮ์ อัลเกาซัร มีเพียง 3 โองการเท่านั้น และซูเราะฮ์ที่ยาวที่สุดคือ ซูเราะฮ์ อัล บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมี 286 โองการ ซึ่งจะขอนำเสนอเพียง 3 ข้อดังนี้
1 - เพราะอัล กุรอานมีเรื่องราวและเป้าหมายที่ต้องการนำเสนอที่หลากหลาย : ในอัล กุรอานมีโองมากมายที่มีเนื้อหาและเป้าหมายที่แตกต่างกันไปซึ่งเนื้อหาดังกล่าวส่วนมากจะถูกแบ่งไปในรูปแบบของซูเราะฮ์ โองการที่มีเป้าหมายเดียวกันจะถูกรวบรวมไว้ในซูเราะฮ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น ซูเราะฮ์ นิสาอ์ จะกล่าวถึงเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในอดีตที่เกี่ยวข้องกับบรรดาศาสดา
2 – เพื่อง่ายต่อการจดจำ : การแบ่งโองการอัล กุรอานในรูปแบบซูเราะฮ์ มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจดจำและการศึกษาค้นคว้า
3 – เพื่อปกป้องอัล กุรอานให้พ้นจากการบิดเบือนและเปลี่ยนแปลง : ด้านหนึ่งที่ถือเป็นความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานคือการที่อัล กุรอานถูกแบ่งให้เป็นบทซูเราะฮ์ต่าง ๆ นี้เอง การแบ่งในรูปแบบดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุทำให้อัล กุรอานถูกปกป้องรักษาไว้ ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายอัล กุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 9 ซูเราะฮ์ ฮิจร์ อย่างชัดเจนว่า انا نحن نزلنا الذکر وانا له لحافظون แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัล กุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน จากโองการข้างต้นอัล กุรอานมีผู้เป็นเจ้าของคือเอกองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) และพระองค์เองคือผู้ทรงรักษาอัล กุรอานให้พ้นจากการถูกตัดทอนและเพิ่มเติมอย่างแน่นอน
عنوان مقاله : برریس یظریه ها مربوط به سوره و آیه
خلاصه مطالب : - بررسی معنای کلمه سوره و آیه
بررسی نظریه ها مربوط به اولین سوره وآخرین سوره -
بررسی نظریه ها مربوط به اولین آیه و آخرین آیه -
بررسی ملاک تقسیم سوره ها از نظر کمی -
ป้ายกำกับ:
ซูเราะฮ์,
สาส์นจากฟากฟ้า,
อายะฮ์,
آیه กุรอาน,
المثانی,
سوره
การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว
1. การประทานอัลกุรอานมี 2 รูปแบบด้วยกันคือ : การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว และการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ ซึ่งโองการที่ถูกประทานมาในเดือนรอมฎอน เป็นการประทานอัลกุรอานในรูปแบบวาระเดียว
2. ตามรายงานของบรรดาอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ถึงเรื่องของการประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว เป็นการประทานลงมา ณ บัยตุลอิซซะฮ์ และฟากฟ้าแห่งโลกดุนยา และตามการรายงานของชีอะฮ์อิมามียะฮ์รายงานกล่าวไว้เช่นกันว่าการประทานอัลกุรอานถูกประทาน ณ บัยตุลมะอ์มูรและฟากฟ้าชั้นที่สี่
3. ตามแนวความคิดของท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ คือ อัลกุรอานถูกประทานลงมาสู่จิตใจของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) แบบวาระเดียว ดังโองการที่ 11 ซูเราะฮ์ฏอฮา และโองการที่ 19 ซูเราะฮ์กิยามัต ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า การประทานโองการหรือซูเราะฮ์แบบวาระเดียวยังท่านศาสดา(ศ็อลฯ) นั้น ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)รอบรู้ในทุก ๆ สิ่งที่จะถูกประทานมายังท่านก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้เองการอ่านโองการอัลกุรอานก่อนการประทานจะเสร็จสิ้นลงนั้นจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับท่านศาสดา (ศ็อลฯ)
4. ความเร้นลับหนึ่งในการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ คือ การทำให้จิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และบรรดามุสลิเกิดความมั่นคง และการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระเป็นบทบัญญัติของอิสลาม เพี่อให้อัลกุรอานพ้นจากการดัดแปลง เพิ่มเติม และเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้หลักปฏิบัติ อีกทั้งเพื่อให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างสมบูรณ์การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว สิ่งนี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่า อัลกุรอานมีการประทานลงมาหลายรูปแบบ : เนื่องจากทั้งในสายรายงานของพี่น้องซุนนะฮ์และชีอะฮ์ ต่างยอมรับและมีความเห็นตรงกันในการประทานในรูปแบบนี้
ท่านญะลาลุดดีน ซะยูฏี กล่าวว่า : รูปแบบการประทานอัลกุรอานลงมาจากบัลลังก์ของอัลลอฮ์ (ซบ.) มี 3 ทัศนะด้วยกันคือ
ทัศนะแรก : อัลกุรอานถูกประทาทนลงมายังโลกดุนยาแบบทั้งหมดเพียงวาระเดียวในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ หลังจากนั้นถูกประทานแบบเป็นระยะ ๆ ในเวลา 20-23 หรือ 25 ปี (แตกต่างกันตามระยะเวลาของการพำนักอยู่ในนครมักกะฮ์ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) หลังจากการเผยแพร่ศาสนาอย่างเปิดเผย)
ท่านชะฮีด บิน ญะบีร รายงานจากท่านอิบนิอับบาสว่า : อัลกุรอานถูกประทานมายังโลกดุนยาแบบวาระเดียวในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ หลังจากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงทยอยประทานโองการต่าง ๆ ตามกันลงมายังท่านศาสดาของพระองค์ มีรายงานอีกรายงานหนึ่ง จากท่านอิบนิอับบาส เช่นกันว่า : อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพียงครั้งเดียว ณ บัยตุลอิซซะฮ์ ในฟากฟ้าแห่งโลกดุนยา และหลังจากนั้นญิบรออีลได้นำอัลกุรอานมาประทานแก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เพื่อใช้ในการตอบคำถามของมนุษยชาติ และเพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติในการดำรงชีวิตของพวกเขา
ทัศนะที่ 2 : อัลกุรอานถูกประทานลงมาสู่โลกดุนยาในค่ำคืนที่ 20 หรือ 23 หรือ 25 ของเดือนรอมฎอน เรียกได้ว่า ทุกค่ำคืนของลัยละตุลก็อดร์ พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงประทานโองการกุรอานจำนวนหนึ่งลงมาในระยะเวลาดังกล่าวจนครบถ้วนและหลังจากนั้น โองการต่าง ๆ เหล่านี้ถูกประทานอีกครั้งแบบเป็นระยะสั้น ๆ ตลอดทั้งปี
ทัศนะที่ 3 : ความหมายของการประทานอัลกุรอานในเดือนรอมฎอน คือ ในครั้งแรกเป็นการประทานอัลกุรอานลงมาเพียงบางส่วนในเดือนรอมฎอน หลังจากนั้นเป็นการประทานส่วนที่เหลือในรูปแบบต่าง ๆ เป็นครั้งคราวตลอดทั้งปีมีอีกรายงานหนึ่งจากทางอิมามียะฮ์ รายงานว่า การประทานอัลกุรอานมีขึ้นที่บัยตุลมะอ์มูร และบางสายรายงานกล่าวว่า บัยตุลมะอ์มูร อยู่ณ ฟากฟ้าชั้นที่สี่ สำหรับฟากฟ้าชั้นที่สี่อยู่ที่ใหน และความเป็นจริงของบัยตุลมะอ์มูรคืออะไร เรื่องนี้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด รายงานนี้เป็นรายงานเดียวที่ทำให้ทราบถึงสถานที่หนึ่งที่มีนามว่า ชั้นฟ้าชั้นที่สี่และบัยตุลมะอ์มูร ซึ่งอัลกุรอานถูกประทานลงมาในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ ณ สถานที่ดังกล่าว ตามแนวความคิดของอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งสามารถกล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้คือ :
จากแนวคิดทางปัญญาในเรื่องของการประทานอัลกุรอานลงมาในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ของเดือนรอมฎอน และการอรรถาธิบายถึงการประทานอัลกุรอานลงมาแบบวาระเดียว ดังโองการกุรอานทั้งสามโองการข้างต้นนั้น มีคำอธิบายที่ตรงกันข้ามกับการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ (ซึ่งกริยาบาบ ตัฟอีล ส่วนใหญ่แล้วจะตรงกันข้ามกับกริยาบาบ อิฟอาล)
ด้วยเหตุนี้เองทำให้อัลกุรอานซึ่งมีความสัจจริงอยู่เหนือความเข้าใจโดยปกติทั่วไปของมนุษย์ จากโองการแรกของซูเราะฮ์ฮูด ได้กล่าวถึงความเป็นสัจจริงดังกล่าวไว้ดังนี้คือ
“(อัลกุรอาน) เป็นคัมภีร์ซึ่งบรรดาโองการที่ปรากฏในนั้น ถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างมั่นคง (โดยอัลลอฮ์) หลังจากนั้นโองการดังกล่าวก็ถูกจำแนกไว้อย่างชัดเจน เป็นคัมภีร์ที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮ์ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง อีกทั้งทรงตระหนักยิ่ง”
กล่าวคือ อัลกุรอานในอีกระดับหนี่งไม่มีการแบ่งออกเป็นภาคหรือเป็นส่วนย่อยแต่อย่างใด สำหรับการอรรถาธิบายและรายละเอียดย่อยของโองการอัลกุรอานซึ่งเราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นขั้นตอนภายหลังจากนั้นที่ได้ถูกประทานลงมา ดังในซูเราะฮ์อะอ์รอฟ โองการี่ 53 และซูเราะฮ์ยูนุส โองการที่ 39 เป็นโองการที่มีลักษณะดังที่ได้กล่าวไว้ และที่กระจ่างชัดที่สุดคือในซูเราะฮ์ซุครุฟ โองการที่ 1-4 ความว่า :
“ฮามีม ขอยืนยันในคัมภีร์(อัลกุรอาน) ที่แจ้งชัด แท้จริงเราได้บันดาลคัมภีร์นั้นให้เป็นกุรอานภาษาอาหรับเพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้เข้าใจ และแท้จริงอัลกุรอานมีปรากฏอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ซึ่งอยู่ที่เราเอง แน่นอนยิ่งเป็นคัมภีร์อันสูงส่ง เป็นคัมภีร์ที่ยิ่งด้วยวิทยญาณ”
โองการนี้เป็นการอรรถาธิบายคำกล่าวที่ว่า คัมภีร์ที่แจ้งชัดนั้นอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ซึ่งไม่ใช่ภาษาอาหรับ และไม่มีการแบ่งออกเป็นภาคหรือส่วนย่อย และถูกประทานมาเพื่อให้มนุษยชาติทั้งหลายได้ทำความเข้าใจโดยประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับ
จากโองการข้างต้นและโองการอื่น ๆ ทำให้เรากล่าวได้ว่า การประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นการประทานคัมภีร์อันสูงส่งมาในหัวใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)แบบทั้งหมดในวาระเดียวนั้นมีวัตถุประสงค์เดียวกับการประทานอัลกุรอานลงมาในจิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) แบบเป็นระยะ ๆ ตลอดระยะเวลาของการเป็นศาสดาของท่าน ท่านอัลลามะฮ์ ได้ยกตัวอย่างซูเราะฮ์ฏอฮา โองการที่ 114 ความว่า :
“และเจ้าอย่างเร่งรัดใน(การถ่ายทอด)อัลกุรอาน (สู่ผู้อื่น) ก่อนที่การประทานอัลกุรอานส่วนนั้นแก่เจ้าจะเรียบร้อยลง” และในซูเราะฮ์กิยามัต โองการที่ 16-17 ความว่า :
“เจ้าอย่ากระดกลิ้นของเจ้าด้วยความเร่งรัดในการอ่านอัลกุรอาน เนื่องจากการรวบรวมอัลกุรอานและการอ่านมันเป็นหน้าที่ของเรา”
จากโองการดังกล่าวทำให้เราทราบได้ว่า จริง ๆ แล้วอัลกุรอานถูกประทานลงมายังจิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)อยู่ก่อนแล้ว และท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ก็มีความรอบรู้ในสิ่งที่ได้ประทานลงมายังท่านเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) จึงทรงห้ามท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ในการรีบเร่งที่จะอ่านโองการอัลกุรอานก่อนที่การประทานจะเรียบร้อยลง
عنوان مقاله : نزول دفعی و تدریجی
خلاصه مطالب : بررسی نظریه های مربوط به نزول قرآن
ปาฏิหาริย์แห่งอัลกุรอาน
พระผู้ทรงสร้าง ทรงปรีชาสามารถสร้างแผ่นดิน ท้องฟ้า พืช ผักธัญญาหาร มนุษย์ สัตว์และ ฯลฯ ทรงสรรสร้างตั้งแต่อะตอมจนระบบสุริยจักรวาลที่ใหญ่โตและสวยงาม
ด้วยความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเรือนร่างของมนุษย์ โดยการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมไว้ให้แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักและเนื้อสัตว์ เช่นเดียวพระองค์ก็ทรงจัดเตรียมอาหารทางจิตวิญญาณไว้แก่มนุษย์ เพื่อเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตอย่างผาสุก โดยทรงประทานคัมภีร์ลงมาให้มนุษย์โดยผ่านญิบรออีลมอบให้แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เป็นคัมภีร์ที่เป็นปาฏิหาริย์แห่งศาสดา(ศ็อลฯ) ที่สืบทอดมารุ่นสู่รุ่น เพื่อให้มนุษยชาติได้ศึกษาค้นคว้า คิดใคร่ครวญในคัมภีร์ และเพื่อเขาจะได้มั่นใจว่าคำอธิบายเหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถถ่ายทอดออกมาได้ นอกจากเป็นคัมภีร์ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นพระวจนของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ
ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงปาฏิหาริย์ในบางประเด็นของคัมภีร์กุรอาน
1. ความสละสลวยในการอธิบาย
เมื่อย้อนกลับไปในยุคที่กาพย์ กลอนและบทกวีเป็นที่แพร่หลายสูงสุดในหมู่อาหรับ ได้มีศาสดาท่านหนึ่งของอิสลาม ที่ไม่รู้หนังสือ กล่าวประโยคต่างๆ ที่เป็นวะฮ์ยูแห่งพระผู้เป็นเจ้าออกมา จนทำให้นักกวีที่ยิ่งใหญ่แห่งอาหรับต้องยอมก้มหัวให้กับความสละสลวยในการอธิบาย
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้กล่าวว่าคำอธิบายเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเอง อัลกุรอานได้ให้คำตอบแก่กลุ่มพวกนี้ด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้คือ
قُلْ لَئِنِ اجْتَمَعَتِ الإنْسُ وَالْجِنُّ عَلَى أَنْ يَأْتُوا بِمِثْلِ هَذَا الْقُرْآنِ لا يَأْتُونَ بِمِثْلِهِ وَلَوْ كَانَ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ ظَهِيرًا
“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แน่นอนหากมนุษย์และญินรวมกันที่จะนำมาเช่นอัลกุรอานนี้ พวกเขาไม่อาจจะนำมาเช่นนั้นได้ และแม้ว่าพวกเขาจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ตาม” (ซูเราะฮ์อัสรออ์ โองการที่ 88)
قُلْ فَأْتُوا بِعَشْرِ سُوَرٍ مِثْلِهِ
“จงกล่าวเถิด “ดังนั้น พวกท่านจงนำมาสักสิบซูเราะฮ์ให้ได้อย่างอัลกรุอานเถิด” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 13)
فَأْتُوا بِسُورَةٍ مِنْ مِثْلِهِ
“ก็จงนำมาสักซูเราะฮ์หนึ่ให้ได้อย่างอัลกุรอานเถิด” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 23)
2. ความเป็นระเบียบและความสอดคล้อง
อย่างที่เราทราบกันดีว่า อัลกุรอานถูกประทานลงมาหลายวาระในช่วงระยะเวลา 23 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากกมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำสงคราม การทำสนธิสัญญา ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ ความสุข ความทุกข์ และ ฯลฯ แต่โองการต่างโดยรวมต่างมีระเบียบและความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งย่อมบ่งชี้ว่านี่ไม่ใช่คำพูดของมนุษย์
เราจะขอยกตัวอย่างในบางกรณีต่อไปนี้
- ความเป็นระเบียบในเนื้อหา
ทั้งๆ ที่ระหว่างโองการแรกและโองการสุดท้าย มีช่องว่างของระยะเวลาห่างกันมากมาย แต่กลับไม่เห็นความแตกต่างกันเลยในเรื่องเนื้อหา ในขณะที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาเมื่อกาลเวลาผ่านไป ประสบการณ์ที่มีมากขึ้น ย่อมทำให้เปลี่ยนแปลงในคำพูดและทำให้คำพูดต่างๆ มีความขัดแย้งกัน จนถึงขั้นที่ว่าสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ในช่วงแรกของชีวิตนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคำพูดในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา
นอกจากความเป็นระเบียบและความสอดคล้องกันในเนื้อเรื่องแล้ว จำนวนโองการที่ถูกนำมาใช้ในแต่ละเนื้อหา ล้วนมีระเบียบและน่าทึ่งอย่างน่าอัศจรรย์ในด้านวิทยาการ ซึ่งมิอาจเป็นคำพูดผู้ใดไปได้เลยนอกจากว่าจะเป็นพระวจนของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
- ความเป็นระเบียบในคำต่างๆ
ความเป็นระเบียบไม่เพียงแต่มีในเนื้อหาของอัลกุรอานเท่านั้น แต่ระหว่างคำต่างๆ ที่ถูกประทานลงมาในช่วง 23 ปี ซึ่งคำต่างๆ เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในเนื้อหาต่างๆ ก็มีความเป็นระเบียบอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าถ้อยคำเหล่านี้เกินความสามารถของมนุษย์
จะยกตัวอย่างบางคำดังต่อไปนี้
คำว่า นูร (รัศมี) กล่าวไว้ 23 ครั้ง และคำว่า ซุลุมาต (ความมืดมน) ถูกกล่าวไว้ 23 ครั้งเช่นกัน
คำว่า ดุนยา (โลกนี้) กล่าวไว้ 115 ครั้ง และคำว่า อาคิเราะฮ์ (โลกหน้า) ถูกกล่าวไว้ 115 ครั้งเช่นกัน
คำว่า ชัยฏอน (มารร้าย) กล่าวไว้ 88 ครั้ง และคำว่า มะลาอิกะฮ์ (เทวทูต) ถูกกล่าวไว้ 88 ครั้งเช่นกัน
และคำว่า ชะฮร์ (เดือน) กล่าวไว้ 12 ครั้ง และคำว่า เยาม์ (วัน) ถูกกล่าวว้า 365 ครั้งเช่นกันฯลฯ
เป็นไปได้อย่างไรกันที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเมื่อ 14 ศตวรรษที่ผ่านมาอีกทั้งท่ามกลางสังคมอานารยธรรมของอาหรับ ได้นำคำพูดที่ลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยความหมาย สละสลวย มีระเบียบและสอดคล้องกันอย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้
عنوان مقاله : اعجاز قرآن
خلاصه مطالب : بررسی ابعاد اعجازی قرآن
ป้ายกำกับ:
กุรอาน,
ปาฏิหาริย์,
اعجاز,
قرآن
การกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และมะดะนียะฮ์
ตามจำนวนสายรายงานเกี่ยวกับลำดับการประทานอัลกุรอาน บ่งชี้ว่า ซูเราะฮ์มักกียะฮ์มีจำนวน 86 ซูเราะฮ์ และซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ มีจำนวน 28 ซูเราะฮ์ ซึ่งบรรทัดฐานในการกำหนดมี 3 ประการดังนี้:
1. เวลา: นักอรรถาธิบายกุรอานส่วนมาเชื่อว่า บรรทัดฐานการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์นั้นคือ การอพยพของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จากมักกะฮ์ยังมะดีนะฮ์ ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาก่อนการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาในเมืองมะดีนะฮ์ ในระหว่างการเดินทาง หรือแม้กระทั่งจะถูกประทานลงมาในเมืองมักกะฮ์ในการเดินทางมาทำพิธีฮัจญ์หรือพิธีอุมเราะฮ์ หรือหลังจากการพิชิตมักกะฮ์ก็ตาม เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากการอพยพ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนีย์ บรรทัดฐานของการอพยพก็เข้าร่วมอยู่ในมะดีนะฮ์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้โองการที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพจากมักกะฮ์และก่อนจะเข้าสู่เมืองมะดีนะฮ์ที่ถูกประทานลงมาระหว่างทาง ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ เช่น โองการ
إِنَّ الَّذِي فَرَضَ عَلَيْكَ الْقُرْآنَ لَرَادُّكَ إِلَى مَعَادٍ
แท้จริง พระผู้ทรงประทานอัลกุรอานให้แก่เจ้า แน่นอน ย่อมทรงนำเจ้ากลับสู่ถิ่นเดิน (ซูเราะฮ์กอศอศ โองการที่ 85)
บนพื้นฐานของนิยามและบรรทัดฐานดังกล่าวซึ่งเป็นโองการที่ถูกประทานลงมาให้แก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ช่วงระหว่างทางหลังจากเดินทางออกมาจากมักกะฮ์ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์
2. สถานที่: ทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมักกะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมะดีนะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาก่อนหรือหลังจากการอพยพ ดังนั้นโองการที่ถูกประทานลงมานอกจากในสถานที่ทั้งสองนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ ซึ่งท่านญะลาลุดดีน ซะยูฏี บันทึกรายงานหนึ่งไว้ว่า: ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ดำรัสว่า “อัลกุรอานถูกประทานลงมาในสามสถานที่คือ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์และเมืองชาม” (เป้าหมายของชามในที่นี้ คือ ตะบูก)
3. รูปประโยค: ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับพวกตั้งภาคี ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับผู้ศรัทธา ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ท่านอับดุลลอฮ์ มัสอูด ได้ยกฮรายงานบทหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า: ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่มี “ยาอัยยุฮันนาส” (โอ้มวลมนุษย์) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และซูเราะฮ์ใดก็ตามที่มี “ยาอัยยุอัลละซีนะ อามะนู” (โอ้มวลผู้ศรัทธา) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ เพราะส่วนมากผู้ศรัทธาจะอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ และพวกตั้งภาคีจะอาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮ์ แต่ทว่าในซูเราะฮ์ต่างๆ ที่เป็นมะดะนียะฮ์ เช่น ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมีประโยค “ยาอัยยุฮันนา”รวมอยู่ด้วยทำให้บรรทัดฐานนี้ไม่รัดกุมทั้งนี้บรรทัดฐานในการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์มีอีกมากมาย ซึ่งไม่อาจนำแต่ละประเด็นมาเป็นบรรดทัดฐานที่ครอบคลุมและรัดกุมได้ แต่โดยรวมแล้วสามารถนำทั้งหมดมาเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดได้ในระดับหนึ่ง
عنوان مقاله : ملاک تقسیم سوره ها
خلاصه مطالب : بررسی ملاک های تقسیم سوره ها به مکی و مدنی
ความแตกต่างระหว่างผู้มีศรัทธากับผู้กลับกลอก

1. ผู้ศรัทธาจะเชิญชวนสู่การทำความดีและห้ามปรามการทำความชั่ว
“จะเชิญชวนไปสู่ความดีและห้ามปรามมิให้กระทำความชั่ว”
(ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 104)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเชิญชวนสู่การทำความชั่วและห้ามปรามการทำความดี
“ซึ่งพวกเขาจะเชิญชวนสู่การทำความชั่วและห้ามปรามการทำความดี”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)
2. ผู้ศรัทธาจะรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซบ.) และดำรงไว้ซึ่งการนมาซ
“ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด”
(ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 3)
“คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืน นั่ง และนอน”
(ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 191)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ลืมอัลลอฮ์ (ซบ.)
“พวกเขาลืมอัลลอฮ์”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)
และจะเกียจคร้านในการทำนมาซ
“และพวกเขาจะไม่ทำนมาซ นอกจากจะทำในสภาพที่เกียจคร้าน”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 54)
3. ผู้ศรัทธาจะเป็นผู้ที่บริจาคทาน
“พวกเขาจะบริจาคทาน”
(ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 3)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ตระหนี่
“และกำมือของพวกเขาไว้ (เพราะความตระหนี่)”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)
4. ผู้ศรัทธาเป็นผู้ที่มีสัจจะ ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ (ซบ.) และไม่เคยขอหยุดพักจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เลย
“บรรดาผู้ทีศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลกนั้นจะไม่ขออนุมัติต่อเจ้าในการที่พวกเขาจะเสียสละทรัพย์สิน และชีวิตของพวกเขา”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 44)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ฉวยโอกาส ขอหยุดพักและไม่ไปสมรภูมิรบ
“แท้จริงที่จะขออนุมัติต่อเจ้านั้นคือบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 45)
5. ผู้ศรัทธาคือผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตาม
“ภักดีต่ออัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 71)
ส่วนผู้กลับกลอกนั้นคือผู้ที่ทำบาป
“แท้จริงบรรดาผู้กลับกลอกนั้นคือผู้ที่ทำบาป”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)
6. พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาจะประทานสวรรค์แก่ผู้มีศรัทธา
“อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาศรัทธาชนชายและบรรดาศรัทธาชนหญิง ซึ่งสวนสวรรค์ทั้งหลายที่มีธารน้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้สวรรค์เหล่านั้น”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 72)
แต่พระองค์ทรงสัญญานรกไว้แก่ผู้กลับกลอก
“อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญานรกญะฮันนัมไว้แก่บรรดาผู้กลับกลอกชาย บรรดาผู้กลับกลอกหญิง และผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 68)
7. บรรดาผู้ศรัทธาจะเสียใจและร้องไห้จากการที่ไม่ได้รับโอกาสที่จะเข้าร่วมในสมรภูมิรบ
“พวกเขาก็ผินหลังกลับโดยที่นัยน์ตาของพวกเขาท่วมท้วนไปด้วยน้ำตา เพราะเสียใจที่พวกเขาไม่พบสิ่งที่พวกเขาจะบริจาค”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 92)
ส่วนบรรดาผู้กลับกลอกจะดีใจกับการที่ไม่ได้เข้าร่วมในสมรภูมิรบ
“บรรรดาผู้ที่ถูกปล่อยให้อยู่เบื้องหลังนั้นดีใจในการที่พวกเขานั่งอยู่เบื้องหลังของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 81 และตัฟซีรกะบีร เล่ม 16 หน้า 131)
ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 2
ในฮะดิษมีรายงานที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกะของพระองค์อยู่มากมาย โดยในฮะดิษบ่งชี้ว่าคุณลักษณะของพระองค์ที่สามารถแสดงถึงตัวตนของพระองค์ได้สมบูรณ์และงดงามที่สุดคือ คุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเอกะของพระองค์นั่นเอง ซึ่งเราจะขอยกตัวอย่างฮะดิษมาเพียงบางส่วนดังต่อไปนี้
รายงานจากท่านอิมามซอดิก(อ.) ว่า: มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งมาหาท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และกล่าวถามท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ว่า : “ขอให้ท่านอธิบายคุณลักษณะพระเจ้าของท่านให้พวกเราได้รับรู้ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวกับชาวยิวทันที โดยท่านเว้นระยะเวลาถึง 3 วัน จนกระทั่งซูเราะฮ์ อัลอะฮัด ถูกประทานลงมา” (อัลมีซาน เล่ม 20 หน้า 546) ฮะดิษนี้บงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของอัลลอฮ์คือคุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเอกะของพระองค์
อีกรายงานหนึ่งจากท่านอิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า สิ่งที่จะสามารถสาธยายคุณสมบัติของอัลลอฮ์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ โองการ ที่กล่าวว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลลอฮ์คือผู้ทรงเอกะ” (อัลมีซาน เล่ม 20 หน้า 546)
ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย หากใครก็ตาม ที่เปิดใจและมองสรรพสิ่งทั้งหลายรอบๆ ตัวจะเห็นถึงระบบระเบียบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แน่นอนผู้ควบคุมระบบระเบียบเหล่านี้จะต้องมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น มีโองการกุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 22 ว่า “หากชั้นฟ้าและผืนแผ่นดินนี้มีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ์ แน่นอนโลกนี้จะต้องสิ้นสลายอย่างแน่นอน
มีรายงานจากท่านอิมามอาลี(อ.) ที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ถ้าหากโลกนี้มีพระเจ้ามากกว่าหนึ่งองค์ พระเจ้าอีกองค์ก็คงต้องส่งคัมภีร์และศาสดาที่เป็นตัวแทนของตนเองลงมา แต่ในขณะที่เราจะเห็นว่าศาสดา124000 ท่านที่ถูกส่งลงมา ทั้งหมดต่างเรียกร้องให้กราบไหว้อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีศาสดาท่านใดเรียกร้องให้กราบไว้พระเจ้าอื่นเลย”
มุลลา ซอดรอ นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงของอิสลามได้กล่าวไว้ว่า “หลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกะของพระเจ้าก็คือระบบระเบียบที่เราเห็นได้จากสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้นั่นเองซึ่งแน่นอนจะต้องมีผู้ควบคุมระบบเพียงผู้เดียว ความเชื่อเช่นนี้ได้เคยถูกนำเสนอมาแล้วโดยอริสโตเติลนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของยุโรป”
มุลลา ซอดรอ ยังกล่าวอีกว่า “ถึงแม้ว่าสรรพสิ่งที่เราเห็นรอบๆ ตัวเราจะมีความหลากหลายแต่สรรพสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ และมีระเบียบในทุกส่วน ดังนั้นในความหลากหลายดังกล่าวมีระบบระเบียบอย่างเห็นได้ชัดและระบบระเบียบที่เกิดขึ้นจากความหลากหลายนี้เองบ่งชี้ให้เห็นว่ามีผู้ควบคุมระบบเพียงผู้เดียว” (อัซฟาร เล่ม 6 หน้า 94)
ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่า “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ์” ซึ่งเป็นคำที่บรรดามุสลิมทั้งหลายจะต้องปฏิญานตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์” ซึ่งในโองการกุรอาน มีคำกล่าวมากมายที่มีความหมายเดียวกับคำ ๆ นี้แต่จะมีรูปประโยคที่แตกต่างกันออกไปเช่น
- لا اله الا هوไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์
- لا اله الا انتไม่มีพระเจ้าอื่นได้นอกจากพระองค์
- لا اله الا انا ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากฉัน
ما من اله الا اله واحد ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ
- انما الهکم اله واحدแท้จริงพระเจ้าของท่านคือพระเจ้าผู้ทรงเอกะ
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “คำกล่าวที่ประเสริฐที่สุดคือคำว่า لا اله الا الله“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลฮ์” และคำขอพรที่ดีที่สุดคือคำว่า الحمد لله “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์”
นักวิชาการบางท่านเชื่อ ในโองการที่ 10 ของซูเราะฮ์ ฟาฏิร ที่กล่าวว่า “คำกล่าวที่ดีจะขึ้นไปสู่พระองค์” คำกล่าวดังกล่าวนั้นคือคำว่า لا اله الا الله นั่นเอง”
ท่านผู้อ่านทีรักทั้งหลายหากใครก็ตามทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความหมายของคำว่า لا اله الا الله พร้อมทั้งมีความต้องการที่จะทำให้คำดังกล่าวซาบซึมเข้าไปในหัวใจ รู้ไว้เถิดว่าคำดังกล่าวนี้จะนำพาหัวใจของเขาไปสู่ความรักที่แท้จริงนั่นก็คือความต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะและพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 1
ความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ถูกพิสูจน์ด้วยคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด และจากสองคำดังกล่าวนี้ เราจะต้องปฏิเสธการมีส่วนประกอบ หรือการประกอบขึ้นจากส่วนต่าง ๆ ของ ซาต ของอัลลอฮ์อย่างสิ้นเชิง รวมทั้งต้องปฏิเสธ การมีภาคี ผู้เทียบเคียง หรือผู้ช่วยเหลือ อย่างสิ้นเชิงอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นในซูเราะฮ์ อัล เตาฮีด ที่พระองค์ทรงตรัสว่า
โอ้มุฮัมมัดจงกล่าวเถิด พระองค์ คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ (อัลอิลาศ โองการที่ 1)
คำว่าอะฮัด (ผู้ทรงเอกะ) ในโองการนี้หมายถึง ความเป็นเอกะของซาตของพระองค์อัลลอฮ์ไม่ใช่ผู้อื่น ดังนั้นไม่ใช่อย่างที่หลายคนเข้าใจว่าการพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นหลักการแรกของหลักความเชื่อในศาสนาอิสลาม แต่เตาฮีด (การเชื่อว่าพระองค์ทรงเอกะ) ต่างหากที่เป็นหลักการแรก เพราะมนุษย์ทุกคนเชื่อถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าอยู่แล้วทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะถ้าหากเรามองไปยังมนุษย์ทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันหรือในทุกสถานที่ทั่วทุกมุมโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่จะเห็นถึงการกราบไหว้และแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า พระเจ้าในมุมมองของมนุษย์แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ก็ตาม สิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าความเชื่อของการมีอยู่ของพระเจ้าเป็น ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์อยู่แล้ว
เมื่อมนุษย์กลับมาย้อนดูสามัญสำนึกของตัวเองมนุษย์จะรู้สึกว่าในสามัญสำนึกของตัวเองมีเสียกเรียกร้องไปสู่การเชื่อในการมีพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาเสมือนกับว่าสิ่งนี้มันซ่อนเร้นอยู่ในตัวของมนุษย์นั่นเอง อีกทั้งถ้าหากมนุษย์ไปมองดูสรรพสิ่งทั้งหลายจะรู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนี้มีผู้ทรงอภิบาลและผู้คอยควบคุมดูแลเพียงผู้เดียว
ความแตกต่างของคำว่า อะฮัด และ วาเฮด นั้นก็คือ คำว่าอะฮัด จะใช้กล่าวถึงสิ่งที่ในด้านของจำนวนแล้วมีเพียงหนึ่งเท่านั้น แต่คำว่า วาเฮด หมายถึงลำดับที่หนึ่ง ซึ่งก็หมายถึงเราสามารถที่จะมโนภาพมีลำดับที่สองและที่สามตามมา แต่คำว่าอะฮัดเราจะไม่สามารถมโนภาพสิ่งดังกล่าวได้
ท่านอิมามอาลี (อ.) ได้กล่าวไว้ในนะฮ์ญุลบาลาเฆาะฮ์ว่า
ان اول عبادة الله معرفته و اصل معرفته توحیده
“สิ่งแรกของการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์คือการรู้จักพระองค์ และพื้นฐานหลักของการรู้จักพระองค์คือการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์”
และท่านอิมามยังกล่าวต่ออีกว่า
اول الدین معرفته و کمال معرفته التصدیق به و کمال التصدیق به توحیده و کمال توحیده الاخلاص له
“พื้นฐานของศาสนาคือการรู้จักอัลลอฮ์ ความสมบูรณ์สูงสุดของการรู้จักพระองค์คือการยืนยันถึงการมีอยู่ของพระองค์และความสมบูรณ์สูงสุดของการมีอยู่ของพระองค์คือการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์และความสมบูรณ์สูงสุดของการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์คือการบริสุทธ์ใจในการทำทุกอย่างเพื่อพระองค์”
(คำเทศนาที่ 1 นะฮ์ญุลบาลาเฆาะฮ์)
เดือนรอมฎอนกับการถือศิลอด
บทความนี้ลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com
เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีคุณสมบัติพิเศษเหนือเดือนทั้งหลายเป็นเดือนที่พระเจ้าทรงประทานกุรอาน เดือนรอมฎอนเดือนแห่งจิตวิญญาณ เดือนแห่งการขัดเกลาจิตใจ เดือนแห่งการประทานกุรอาน เป็นเดือนที่มีลัยละตุลกอดร์ซึ่งเป็นคืนที่หากมนุษย์ทำการภักดีต่อพระเจ้าในคืนนี้จะมีความประเสริฐเหนือกว่าการทำการภักดีในคืนอื่นกว่า 1000 เดือน
ท่านศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวไว้ในคำเทศนาของท่านตอนหนึ่งว่า: “โอ้ประชาชนทั้งหลายเดือนแห่งพระเจ้า เดือนแห่งความเมตตาและเดือนแห่งการอภัยโทษกำลังมาเยือนท่านแล้ว .... บุคคลที่โชคร้ายที่สุดคือบุคคลที่ไม่ได้รับการออภัยโทษในเดือนนี้ .... การถือศิลอดไม่ไช่แค่การที่มนุษย์ไม่ดื่มไม่กินเท่านั้น แต่ทว่าหากพวกท่านถือศิลอด สายตา คำพูด ของพวกท่านจะต้องถือศิลด้วย ... ผู้ที่ถือศิลอดที่มีการขัดเกลาตัวเองเท่านั้นที่จะได้รับความเมตตาจากพระเจ้า ...”
เดือนรอมฎอนนอกจากจะเป็นเดือนแห่งการประทานอัลกุรอานและเป็นเดือนแห่งความเมตตาดังที่กล่าวมาแล้ว ในเดือนนี้พระเจ้ายังได้มีบทบัญญัติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือพระองค์มีคำสั่งให้ผู้ศรัทธา ต้องถือศิลอด ดังโองการที่กล่าวไว้ว่า
یا ایها الذین آمنوا کتب علیکم الصیام کما کتب علی الذین من قبلکم لعلکم تـتـقون
บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้เคยถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้วเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง
ในภาษาอาหรับรวมทั้งในกุรอานเรียกการถือศิลอดว่า อัซ – เซาม์ ซึ่งในทางภาษาแล้วหมายถึง การระงับ การงดเว้น การบังคับตนเอง และในทางวิชาการหมายถึงการงดเว้นสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งหมายถึงการงดเว้นในสิ่งที่จะมีผลทำให้การถือศิลอดใช้ไม่ได้ โดยเริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงค่ำ
การถือศิลอดส่งผลต่อมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตวิญญาน สังคม สุขภาพ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะมีผลด้านจิตวิญญานของมนุษย์ ในบทความนี้จะขอนำเสนอผลที่มนุษย์จะได้รับจากการถือศิลอด
- ผลต่อสุขภาพร่างกาย
ผลของการถือศิลอดที่มีต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์มากมาย เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งดังกล่าวจะขอนำคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ที่กล่าวถึงประเด็นนี้
ดร. เฮลมุต โลเทอร์เนอร์ แพทย์ชาวเยอรมันได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า: การถือศิลอดจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ร่างกายของมนุษย์จะกลับคืนสภาพเดิมของมัน ในการละศิลอดขอให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาและให้รับประทานผักมาก ๆ การถือศิลอดยังเป็นสิ่งที่สามารถขจัดโรคภัยต่างๆ ของมนุษย์ได้อีกด้วย
- ผลด้านจิตวิญญาน
การถือศิลอดไม่เพียงการไม่ดื่มไม่กินเท่านั้น ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กล่าวว่า: การไม่กินไม่ดื่มถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดของการถือศิลอด” ดังนั้นเป้าหมายของการถือศิลอดที่แท้จริงคือการที่มนุษย์ระงับตนเองไม่ให้ตกไปในความชั่วและการกระทำบาปทั้งหลาย ท่านอิมามศอดิก(อ.) กล่าวว่า การถือศิลอดไม่ไช่เพียงการไม่ดื่มไม่กินเท่านั้นแต่การถือศิลอดที่แท้จริงคือการที่มนุษย์ระงับตนเองมิให้กระทำในสิ่งชั่วร้าย ....”
จากฮะดิษข้างต้นสามารถกล่าวได้ว่าหากมนุษย์รับรู้และปฏิบัติตามจุดประสงค์ของการถือศิลอดอย่างเคร่งครัดแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สามารถเป็นการฝึกฝนจิตใจของมนุษย์ให้มีการยับยั้งไม่กระทำในสิ่งที่ชั่วร้ายได้
- ผลด้านสังคม
หนึ่งในผลของการถือศิลอดที่เห็นได้ชัดคือการถือศิลอดเป็นการสร้างจิตสำนึกให้มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อผู้ยากไร้ บรรดาผู้มีชีวิตอย่างสุขสบายในสังคมบางครั้งไม่เคยได้ลิ้มรสของความยากลำบากเลยเป็นไปได้ว่าอาจจะหลงลืมคนจนดังนั้นการถือศิลอดสามารถเป็นเครื่องย้ำเตือนให้มนุษย์หันมาสนใจผู้ยากไร้ในสังคมของตนเองและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ท่านอิมามฮะซันอัซการีย์ถูกถามเกี่ยวกับการเป็นวาญิบของการถือศิลอด ท่านอิมามกล่าวตอบว่า: “เพื่อให้บรรดาเศรษฐีลิ้มรสความหิวโหยและหันไปมองบรรดาคนจนบ้าง”
ฮิชามกล่าวถามท่านอิมามศอดิกเกี่ยวกับบทบัญญัติของการถือศิลอด ท่านอิมามกล่าวตอบว่า : อัลลอฮ์ทรงกำหนดการถือศิลอดมาเพื่อให้เศรษฐีกับคนจนเท่าเทียมกันเพราะเศรษฐีจะไม่เคยลิ้มรสความหิวโหยเลยจึงไม่จะนึกถึงและไม่เมตตาต่อคนจนและเมื่อเขาต้องการสิ่งใดก็สามารถหามาได้ อัลลอฮ์ทรงบัญญัติการถือศิลอดเพื่อให้บ่าวของพระองค์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน....”
ฉะนั้นผลที่ได้รับจากการถือศิลอดนั้นเป็นประโยชน์สำหรับผู้ศรัทธาทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาน
เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการประทานอัลกุรอาน
บทความนี้แปลลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com
شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِنَ الْهُدَى وَالْفُرْقَانِ
“เดือนรอมฏอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกรุ-อานได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นทางนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับทางนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนก (ระหว่างความจริงกับความเท็จ)” (ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 185)
เดือนรอมฎอนคือเดือนที่ยิ่งใหญ่เดือนหนึ่งของอิสลาม ซึ่งอัลกุรอานได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนี้ไว้ในโองการข้างต้นว่า เดือนรอมฎอน เป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนี้ ดังนั้นประเด็นที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนั้นก็คือการประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมานั่นเองไม่ใช่เพราะบทบัญญัติของการถือศิลอด แม้ว่าการถือศิลอดนั้นเป็นข้อบังคับที่สำคัญก็ตาม แต่ทว่าความสำคัญของเดือนรอมฎอนนั้นอยู่ที่การประทานอัลกุรอานลงมา เท่านั้นหรอกหรือ? ใช่แล้ว เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา แต่สิ่งที่สำคัญของการประทานอัลกุรอานย่อมอยู่ที่เป้าหมายของการประทานต่างหากเล่า แน่นอนที่สุดความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของทุกๆ การงานนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้กระทำว่าไปในทิศทางใด และอัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญา พระองค์ย่อมไม่ทรงกระทำการใดที่ไร้สาระอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากโองการข้างต้นที่พระองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายสำคัญและยิ่งใหญ่ของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอน ว่าเป้าหมายของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนนั้นไม่ใช่เพื่ออื่นใดเลย นอกจากเพื่อที่ว่าอัลกุรอานจะได้เป็นทางนำ เป็นหลักฐานและเป็นข้อจำแนกแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิดแก่มนุษยชาติ และนี่คือเป้าหมายสูงสุดของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอน เพื่อนำทางมนุษย์ให้มุ่งสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อมนุษย์มุ่งสู่หนทางนี้ แน่แท้ที่สุดเขาย่อมได้รับความผาสุกทั้งโลกนี้และปรโลก
ดังนั้นบทบัญญัติที่ทรงสั่งให้ผู้ศรัทธาถือศีลอดในเดือนนี้ นั้นก็เพื่อให้มนุษยชาติมุ่งสู่หนทางดังกล่าว ในการเดินทางไปสู่จุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง หลุดพ้นจากสภาพของความเป็นสัตว์เดรัจฉาน เดือนรอมฎอนจึงเป็นเดือนแห่งการขัดเกลาจิตวิญญาณ เป็นเดือนแห่งการวิงวอนขอพรต่อพระองค์ เป็นเดือนแห่งการขออภัยโทษ เป็นเดือนแห่งการคิดไคร่ครวญ เป็นเดือนแห่งการอิบาดะฮ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่ออื่นใดเลย นอกจากเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของการเดินทางสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสูงส่งทางด้านจิตวิญญาณตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ได้ประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนอันจำเริญนี้
ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา นั่นก็คือการศึกษาและทำความเข้าใจกับอัลกุรอาน เพราะหากปราศจากความเข้าใจอัลกุรอาน เราจะสามารถนำอัลกุรอานมาเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตได้อย่างไรกัน? เราสามารถสร้างความผูกพันกับอัลกุรอานในเดือนนี้ได้โดยการอ่านอัลกุรอานด้วยการคิดไคร่ครวญในความหมายของแต่ละโองการ อย่างน้อยที่สุดถ้าไม่รู้ความหมายภาษาอาหรับก็ให้นำอัลกุรอานที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยแล้วนำมาอ่านเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความหมาย และที่สำคัญที่สุดให้นำหลักคำสอนและบทบัญญัติที่กำหนดไว้นำมาปฏิบัติ เพราะอัลกุรอานจะนำพาเราไปสู่หนทางที่เที่ยงตรงยิ่ง
การแต่งกายและความสวยงามในมุมมองของกุรอาน
บทความนี้แปลลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com

หากเราย้อนไปมองประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย จะเห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์รักความสวยงาม รักที่จะให้ตัวเองดูดีในสายตาของคนอื่น การแต่งกายให้ดูดีแสดงถึงรสนิยมและบุคลิกภาพของคนๆหนึ่งได้เป็นอย่างดี คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หากมีคนๆ หนึ่งแต่งกายสุภาพเรียบร้อยมายืนต่อหน้าเรา เราย่อมจะให้ความสำคัญและให้เกียรติกับคนๆ นั้นมากกว่าบุคคลที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อย
การแต่งกายและการรักษาความสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับชีวิตมนุษย์อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำสอนจากศาสนาก็ตาม แต่ในศาสนาอิสลามเน้นหนักเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก มุสลิมบางคนมีความคิดว่า เพียงแค่เรามีความศรัทธาอย่างบริสุทธ์ใจและมั่นคงรวมทั้งมีจิตใจที่งดงามก็เพียงพอแล้ว ภายนอกของเราจะเป็นอย่างไรก็ตามคงไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก
แนวคิดดังกล่าวนี้ในทัศนะอิสลามถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะคำสอนของอิสลามนอกจากจะเน้นให้เรามีการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดและปราศความชั่วร้ายทั้งหลายแล้วยังเน้นให้เราให้ความสำคัญกับความสะอาดและการแต่งกายภายนอกอีกทั้งยังสอนให้เรารักความสวยงามด้วย
กุรอานกล่าวว่า: โอ้บรรดาลูกหลานของอาดัม จงประดับประดาตัวของพวกท่าน (ให้สวยงาม) ......... (อะอ์รอฟ 31)
ในอีกโองการกล่าวว่า: จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ใครกันเล่าที่จะห้ามความสวยงามที่อัลลอฮ์สร้างไว้ให้กับบรรดาบ่าวของพระองค์รวมทั้งปัจจัยยังชีพที่บริสุทธิ์ที่ทรงประทานให้กับพวกเขา (อะอ์รอฟ 32) สองโองการนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุสลิมทั้งหลายจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและสวยงามที่เป็นความโปรดปรานที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้ และจะต้องไม่ห้ามตัวเองที่จะใช้ประโยชน์จากความโปรดปรานเหล่านี้
คงจะเป็นคำพูดที่ถูกต้องที่สุดที่บรรดานักจิตวิทยากล่าวว่า: มนุษย์มีจิตใต้สำนึกและความรู้สึกทางจิตวิญญาน 4 ด้านด้วยกัน ด้านความสวยงาม ด้านความดี ด้านความรู้ และด้านความเชื่อ ดังนั้นมนุษย์จะต้องเติมเต็มทั้งสี่ด้านนี้ในรูปแบบที่เหมาะสม ดังนั้นในทางวิชาการแล้วหากเราไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความสวยงามและความสะอาดแล้วจะมีผลลบเกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์ได้
หากเราย้อนกลับมาพิจารณาในแบบฉบับของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์เราจะพบว่าพวกท่านเหล่านั้นให้ความสำคัญกับการแต่งกายภายนอกและความสวยงามเป็นอย่างมาก มีฮะดิษบทหนึ่งในหนังสือ ฟุรูอุลกาฟี รายงานว่า มีชายคนหนึ่งถามท่านอิมามฮะซัน(อ.) ว่า: ทำไมเวลาท่านจะนมาซท่านต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายที่สวยงามรวมทั้งเลือกใช้เสื้อผ้าที่ดีที่สุด้วยละ ท่านอิมามฮะซัน(อ.) กล่าวตอบว่า: อัลเลาะฮ์ทรงสวยงามและรักความสวยงาม เหตุนี้เองฉันถึงสวมใส่เสื้อผ้าที่สวยงามเพื่อเข้าเฝ้าพระองค์ อีกทั้งพระองค์ยังสั่งว่า โอ้บรรดาลูกหลานของอาดัม จงประดับประดาตัวของพวกท่าน (ให้สวยงาม) เมื่อต้องการไปมัสยิด” (ฟุรูอุลกาฟี เล่ม 6 หน้า 443)
อัลกุรอานกล่าวว่า: ผู้ที่ศรัทธาทั้งหลาย! บรรดาสิ่งดี ๆ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงอนุมัติแก่พวกเจ้าจงอย่าทำให้เป็นที่ต้องห้าม ...(มาอิดะฮ์ 87)
ในฮะดิษที่กล่าวถึงสาเหตุการประทานโองการข้างต้นกล่าวว่า : หลังจากที่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กล่าวสั่งสอนบรรดาสาวกเกี่ยวกับเรื่องการตอบแทนในวันปรโลก อุศมาน บิน มัซอูน รวมทั้งบรรดาสาวกจำนวนหนึ่งตัดสินใจว่าจะไม่หลับนอนกับภรรยา และจะไปอยู่ในที่สงบและถือศิลอดตลอดปี
ต่อมาไม่นานภรรยาของ อุศมาน บิน มัซอูน มาที่บ้านของศาสดา(ศ็อลฯ) ในสภาพที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เก่าและขาด ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ได้กล่าวถามนางว่า : ทำไมท่านถึงได้ปล่อยให้ตัวเองโทรมขนาดนี้ นางจึงได้เล่าเรื่องราวของสามีให้ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ฟัง
ท่านศาสดาเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด จึงประกาศให้สาวกทุกคนรวมตัวกันที่มัสยิด และกล่าวว่า: ฉันไม่เคยสั่งให้พวกท่านเป็นเหมือนนักพรตที่ละทิ้งเรื่องทางโลกทั้งหมด การปฏิบัติแบบนี้ไม่มีในศาสนาของฉัน .... (ฟุรูอุลกาฟี เล่ม 6 หน้า 444)
จากคำกล่าวทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าอิสลามนอกจากจะให้ความสำคัญในการขัดเกลาด้านจิตใจแล้วอิสลามยังให้ความสำคัญและมีบทบัญญัติเกี่ยวกับร่างกายภายนอกด้วย ดังนั้นผู้ที่คิดว่าการให้ความสำคัญกับความสะอาดและความสวยงามภายนอกแล้วถือว่าคิดผิดเสียแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)