หัวใจดวงเดียว รักได้คนเดียว



อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 4 ซูเราะฮ์อะฮ์ซาบว่า -

مَا جَعَلَ اللَّهُ لِرَجُلٍ مِنْ قَلْبَيْنِ فِي جَوْفِهِ

อัลลอฮ์มิได้ทรงสร้างให้คน ๆ หนึ่งมีสองหัวใจในร่างเดียวกัน

ในโองการข้างต้นนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าหากเรามีความรักให้กับสิ่งใดในอีกด้านหนึ่งเราจะบอกว่าเรารักสิ่งที่มีความขัดแย้งหรืออยู่ตรงข้ามกับสิ่งนั้นด้วยเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่นหากเราบอกว่าเรารักความดีแต่ในขณะเดียวกันเราก็รักความชั่วร้ายด้วยเช่นกัน คำกล่าวอ้างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ท่านอิมามอาลีกล่าวเกี่ยวกับโองการข้างต้นไว้ว่า "ความรักที่มีต่อพวกเราและศัตรูของพวกเรา (บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์) จะไม่มีวันรวมอยู่ในหัวใจดวงเดียวอย่างแน่นอน เพราะอัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ในกุรอานว่า พระองค์ไม่ได้สร้างมนุษย์ให้มีสองหัวใจ เพื่อให้มนุษย์จะได้รักสิ่งหนึ่งและรังเกียจสิ่งที่อยู่ตรงข้าม....."

และท่านอิมามอาลียังกล่าวต่ออีกว่า " หากท่านทั้งหลายต้องการรับรู้ถึงสิ่งดังกล่าวนี้ก็จงทดสอบหัวใจของท่านเองเถิด หากอ้างว่าท่านรักพวกเราแต่ในขณะเดียวกันท่านมีใจให้กับศัตรูของเราด้วยท่านไม่ใช่พวกเรา และพวกเราก็ไม่ใช่พวกเดียวกับคนเช่นนี้ด้วย....

เป้าหมายของคำสั่งญิฮาด


ในโองการอัลกุรอานมีคำสั่งให้มุสลิมทำการญิฮาด ซึ่งเราจะมาดูกันว่า คำว่าญิฮาดที่กล่าวถึงมีเป้าหมายอย่างไร
1 - เพื่อป้องกันและทะนุบำรุงศาสนสถาน โดยมีกล่าวในโองการที่ 40 ซูเราะฮ์ฮัจ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า

وَلَوْلا دَفْعُ اللَّهِ النَّاسَ بَعْضَهُمْ بِبَعْضٍ لَهُدِّمَتْ صَوَامِعُ وَبِيَعٌ وَصَلَوَاتٌ وَمَسَاجِدُ يُذْكَرُ فِيهَا اسْمُ اللَّهِ

หากอัลลอฮ์ขัดขวาง (ไม่ออกคำสั่ง) ให้มนุษย์ต่อสู้ (ปกป้อง) ให้พ้นจากมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่ง แน่นอนบรรดา โบสถ์ทั้งของชาวคริสต์และชาวยิมรวมทั้ง มัสยิดที่มีการกล่าวถึงพระนามของอัลลอฮ์อย่างมากมายจะต้องถูกทำลาย

โองการข้างต้นจะเห็นว่าคำสั่งญิฮาดมีเป้าหมายเพื่อให้ปกป้องศาสนสถานหรือสถานที่ที่มีการปฏิบัติศาสนกิจของบรรดาศาสนิกชนทั้งหลายไม่ว่าจะศาสนาใดก็ต่าม

2 - เพื่อปราบปรามผู้กระทำผิดและสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน โดยโองการที่ 251 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

لَوْلا دَفْعُ اللَّهِ النَّاسَ بَعْضَهُمْ بِبَعْضٍ لَفَسَدَتِ الأرْضُ وَلَكِنَّ اللَّهَ ذُو فَضْلٍ عَلَى الْعَالَمِينَ

หากอัลลอฮ์ขัดขวาง (ไม่ออกคำสั่ง) ให้มนุษย์ต่อสู้ (ปราบปราม) มนุษย์บางกลุ่ม แน่นอนบนแผ่นดินนี้จะต้องเกิดความเสียหาย แต่อัลลอฮ์คือผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดินแก่โลก

ในโองการนี้กล่าวถึงคนชั่วและผู้มีจิตใจป่วยไข้ซึ่งไม่ต้องการให้มนุษย์ทั้งหลายอยู่กันอย่างสงบสุข บุคคลเหล่านี้จะคอยจ้องที่จะทำลายผู้อื่นโดยมีเป้าหมายเพื่อปกครองผู้อื่นหรือเป้าหมายอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้รังแต่จะสิ่งทำลายความสงบของมนุษย์อัลลอฮ์จึงมีคำสั่งให้ญิฮาดต่อสู้กับบุคคลเหล่านี้เพื่อเป็นการปราบปรามให้หมดสิ้นไป

จะเห็นได้ว่าคำสั่งทั้งสองในโองการกุรอานไม่มีคำสั่งใดเลยให้มุสลิมเริ่มต้นบุกรุกทำลายทรัพย์สินหรือชีวิตผู้ใดก่อน มีแต่คำสั่งให้ปกป้องและปราบปรามเท่านั้นดังนั้นบางคนที่เข้าใจว่าการญิฮาดคือการบุกรุกและการเข่นฆ่าผู้อื่นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างแรง

วันกิยามะฮ์ วันแห่งการ ตอบแทนความพยายามของมนุษย์

อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 39 ซูเราะฮ์นัจม์ ว่า -

وَأَنْ لَيْسَ لِلإنْسَانِ إِلا مَا سَعَى

และมนุษย์จะไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายเอาไว้

ในทัศนะกุรอานแล้ววันกิยามะฮ์มนุษย์จะไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งใดเลยนอกจากความพยายามที่ตัวเองได้ขวนขวายไว้ในโลกดุนยาเท่านั้น
คำว่า سعی ที่กล่าวถึงในโองการข้างต้นตามรากศัพท์แล้วหมายถึงการเดินด้วยความเร็ว แต่ส่วนมากจะใช้คำนี้ในการสื่อถึงความพยายามความกระตือรือร้น เพราะเวลาคนเราต้องการพยายามทำอะไรสักอย่างด้วยความตั้งใจจะแสดงถึงความกระตือรือร้นและความเร่งรีบออกมา

แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าในโองการข้างบนไม่ได้บอกว่าในวันกิยามะฮ์มนุษย์จะได้รับประโยชน์จากการกระทำที่มนุษย์ทำสำเร็จแล้ว แต่กลับกล่าวว่ามนุษย์จะได้รับประโยชน์จากความพยายาม โดยต้องการจะสื่อให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญคือความพยายามในการกระทำ ซึ่งนั่นหมายถึงความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจในการกระทำแม้บางครั้งอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ เพราะสิ่งที่อัลลอฮ์ต้องการไม่ใช่ความสำเร็จของงานที่เราทำแต่พระองค์ต้องการความจริงใจ

ความหมายของคำว่า روح القدس ดวงวิญญานบริสุทธิ์

บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอานมีทัศนะเกี่ยวกับความหมายของ روح القدس ที่แตกต่างกันไปซึ่งจะขอยกมากล่าวถึงเพียงบางส่วนดังนี้
1 - หมายถึง ญิบรออีล หลักฐานที่ว่า روح القدس คือท่านญิบรออีลก็คือโองการที่ 102 ซูเราะฮ์ นะฮ์ลิ ที่กล่าวว่า

قُلْ نَزَّلَهُ رُوحُ الْقُدُسِ مِنْ رَبِّكَ بِالْحَقِّ

จงกล่าวเถิด ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ได้นำอัลกุรอานจากพระผู้อภิบาลของเจ้าลงมาด้วยความสัจจริง
ที่เรียกญิบรออีลว่าดวงวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เพราะว่าประการแรกญิบรออีลเป็นทูตสวรรค์ซึ่งแน่นอนว่าทูตสวรรค์เป็นดวงวิญญาณซึ่งคำว่า روح ก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ส่วนประการที่สองที่มีคำว่า قدس มาต่อท้ายก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าถึงความบริสุทธิ์และความยิ่งใหญ่ที่เป็นทูตสวรรค์ที่ถูกส่งมาจากพระผู้เป็นเจ้า

2 - หมายถึง พลังอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือที่เราเรียกกันว่า มุอ์ญิซะฮ์ ที่บรรดาศาสดา ได้รับอนุญาติจากพระผู้เป็นเจ้าให้ใช้พลังอำนาจเหล่านี้ได้
เช่น พลังอำนาจที่ท่านศาสดาอีซา (อ) ได้รับที่ท่านสามารถชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วให้ฟื้นขึ้นมาได้อีก

3 - หมายถึงคัมภีร์อินญีล
จาก 3 ทัศนะข้างต้นนี้ทัศนะที่ 2 และ 3 เป็นทัศนะที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุด

สาเหตุที่ทำให้มนุษย์กลัวความตาย

สาเหตุที่ทำให้มนุษย์กลัวความตายมีด้วยกันหลายประการแต่จะขอยกมาเพียงบางส่วนเท่านั้น
1 - ไม่รู้ว่าความตายคืออะไร
เพราะหลายคนเชื่อว่าความตายก็คือการดับสูญ คือการสูญสิ้น แน่นอนถ้าเชื่อเช่นนี้ก็ต้องกลัวความตายเป็นธรรมดา มีคนมาถามท่านอิมาญาวาด(อ) ว่า ทำไมมนุษย์ส่วนมากถึงกลัวความตาย ท่านอิมามญาวาดกล่าวตอบว่า เพราะว่าพวกเขาไม่รู้ว่าที่จริงแล้วความตายคืออะไร พวกเขาจึงกลัว แต่ถ้าหากพวกเขารู้และถ้าพวกเขาเป็นผู้ที่ไม่เคยหลงลืมอัลลอฮ์แล้ว แน่นอนพวกเขาจะรักความตาย
2 - ยึดติดอยู่กับโลกแห่งวัตถุ
ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า มีชายคนหนึ่งมาถามท่านอะบูซัรว่า รู้ไหมว่าทำไมคนเราถึงกลัวความตาย ท่านอะบูซัรกล่าวตอบว่า เป็นเพราะว่าบางคนได้สร้างและสะสมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้บนโลกดุนยานี้และสิ่งเหล่านั้นได้มาโดยการทำลายสิ่งที่จะได้รับในโลกหน้า ด้วยเหตุนี้เองจึงกลัวที่จะต้องถูกพรากไปจากสิ่งที่สร้างสมเอาไว้ในโลกดุนยาไปสู่อีกบ้านหนึ่งที่ผุพังและทรุดโทรม

ดังนั้นคนที่ปฏิบัติดีและรู้ว่าความตายคือการเดินทางจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งที่เป็นโลกที่จะมีการสอบสวนการกระทำทั้งหมดบนโลกนี้พวกเขาไม่กลัวความตายอย่างแน่นอน

ความร้ายแรงของการลงโทษในวันกิยามะฮ์

อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 12 ซูเราะฮ์ อัลฟุรกอนว่า -

إِذَا رَأَتْهُمْ مِنْ مَكَانٍ بَعِيدٍ سَمِعُوا لَهَا تَغَيُّظًا وَزَفِيرًا

เมื่อนรกได้จ้องมองพวกเขาจากที่หนึ่งที่มีระยะทางไกล พวกเขาได้ยินเสียงปะทุ (ของไฟ) และเสียงเดือดพล่าน

ในโองการข้างต้นเป็นการแจ้งข่าวและแสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของการลงโทษในนรก แต่ถ้าสังเกตุจะเห็นว่ากุรอานไม่กล่าวว่า พวกเขา (คนชั่ว) ได้มองเห็นนรกในระยะไกล แต่กลับกล่าวว่านรกได้มองเห็นพวกเขาในระยะไกล เป็นการแสดงให้เห็นว่าไฟนรกก็มีความรู้สึกด้วยเช่นกัน
หากพิจารณาในโองการดังกล่าวมี 2 ประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

1 - อัลกุรอานต้องการสื่อให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่มนุษย์จะต้องอยู่ในระยะใกล้กับไฟนรกเพื่อที่จะได้รู้สึกถึงความร้อนแรงและความน่ากลัวของนรก ความรุนแรงของการลงโทษในไฟนรกสามารถรับรู้ได้ในระยะไกล ซึ่งในบางฮะดิษกล่าวว่าระยะห่างที่กล่าวในกุรอานนี้มีระยะห่างถึง 1 ปีด้วยกัน

2 - อัลกุรอานได้อธิบายถึงลักษณะของไฟในนรกโดยใช้คำว่า تغيظ ซึ่งรากศัพท์ของคำ ๆ นี้มีความหมายว่าความโกรธอย่างรุนแรง เป็นการชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของการลงโทษในนรก

ดังนั้นจากโองการนี้แสดงให้เห็นว่าไฟนรกอันร้อนแรงนี้กำลังเฝ้าดูเหยื่อของมันเหมือนกับที่สัตว์นักล่าทั้งหลายที่คอยจ้องที่จะตะครุบเหยื่อของพวกมันอยู่

วันกิยามะฮ์ วันแห่งการ ตอบแทนความพยายามของมนุษย์

อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 39 ซูเราะฮ์นัจม์ ว่า -

وَأَنْ لَيْسَ لِلإنْسَانِ إِلا مَا سَعَى

และมนุษย์จะไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายเอาไว้

ในทัศนะกุรอานแล้ววันกิยามะฮ์มนุษย์จะไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งใดเลยนอกจากความพยายามที่ตัวเองได้ขวนขวายไว้ในโลกดุนยาเท่านั้น
คำว่า سعی ที่กล่าวถึงในโองการข้างต้นตามรากศัพท์แล้วหมายถึงการเดินด้วยความเร็ว แต่ส่วนมากจะใช้คำนี้ในการสื่อถึงความพยายามความกระตือรือร้น เพราะเวลาคนเราต้องการพยายามทำอะไรสักอย่างด้วยความตั้งใจจะแสดงถึงความกระตือรือร้นและความเร่งรีบออกมา

แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าในโองการข้างบนไม่ได้บอกว่าในวันกิยามะฮ์มนุษย์จะได้รับประโยชน์จากการกระทำที่มนุษย์ทำสำเร็จแล้ว แต่กลับกล่าวว่ามนุษย์จะได้รับประโยชน์จากความพยายาม โดยต้องการจะสื่อให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญคือความพยายามในการกระทำ ซึ่งนั่นหมายถึงความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจในการกระทำแม้บางครั้งอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ เพราะสิ่งที่อัลลอฮ์ต้องการไม่ใช่ความสำเร็จของเราแต่พระองค์ต้องการความจริงใจ