เป็นบทความที่ผมแปลจากนิตยสารบิชารัต เป็นนิตยสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกุรอานที่มืชื่อเสียงฉบับหนึ่งของอิหร่าน โดยบทความดังกล่าวได้ตีพิมพ์ในนิตยสารสาส์นจากฟากฟ้า ฉบับที่ 1 ด้วย เห็นว่าเป็นบทความบทความที่มีประโยชน์เลยนำมาฝากท่านพี่น้อง
ผู้พิพากษา: อัลลอฮ์ผู้ทรงสิทธิ์ในการตัดสิน
โจทย์: ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)
จำเลย: ประชาชาติอิสลาม
สำนวนคดี: ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงชนชาติของข้าพระองค์ได้ทอดทิ้งกุรอานนี้เสียแล้ว (ซูเราะฮ์ฟุรกอน โองการที่ 33)
คดี: ทอดทิ้งกุรอาน
พยาน: ลิ้นของพวกเขา และมือของพวกเขาและเท้าของพวกเขา (ซูเราะฮ์ นูร โองการที่ 24)
ณ ท้องทุ่งมะฮ์ซัร มนุษย์กำลังถูกสอบสวนตามด่านต่างๆ แต่ด่านนี้มนุษย์ต้องมาตอบคำถามเรื่องหน้าที่ของตนเองที่มีต่อบรรดานบี เสียงร้องตะโกนของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ดังขึ้น ท่านกำลังฟ้องร้องประชาชาติของท่านกับอัลลอฮ์(ซ.บ) ท่านศาสดากำลังฟ้องเรื่องอะไร ท่านกำลังฟ้องร้องเรื่องความอธรรมที่ท่านได้รับใช่หรือไม่? หรือเรื่องที่ประชาชาติของท่านละเลยต่อบทบัญญัติศาสนา? หรือเรื่องการกดขี่ที่ประชาชาติทำกับลูกหลานของท่านศาสดา? หรือเรื่องอะไรกันแน่?
ไม่ใช่เรื่องเหล่านั้นเลย ท่านศาสดากำลังฟ้องต่ออัลลอฮ์(ซ.บ) ถึงเรื่องที่เป็นต้นตอของความชั่วร้ายทั้งหลาย ซึ่งนั่นก็คือการละทิ้งกุรอานและการไม่ปฏิบัติตามคัมภีร์แห่งฟากฟ้า ใช่แล้ว! ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) กำลังฟ้องร้องเรื่องที่ประชาชาติของท่านละทิ้งกุรอาน แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคำร้องเรียนนี้ถูกกล่าวไว้ในกุรอานเองอีกเช่นกัน เหมือนกับว่ากุรอานกำลังร้องเรียนเรื่องนี้ด้วย
หากมุสลิม นั่งนึกถึงภาพวันกิยามะฮ์ ขณะที่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์นึกถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ คงไม่มีมุสลิมคนใดที่จะไม่กลัวต่อสภาพนั้น แน่นอนภาพนั้นจะทำให้มุสลิมได้ตื่นตัวและคิดหาหนทางในวันกิยามะฮ์
จริงๆ แล้วกุรอานกำลังกล่าวถึงใครอยู่ เราอยู่ในกลุ่มคนที่กุรอานกำลังร้อนเรียนนั้นด้วยหรือเปล่า? และกุรอานเป็นปาฏิหาริย์ที่อมตะ, เป็นทางนำสู่ความสำเร็จ, เป็นพื้นฐานสำคัญของศาสนาอิสลาม กำลังถูกประชาชาติอิสลามหลงลืมกระนั้นหรือ? คำว่า ตะฮัจญุร หมายความว่าอะไร? และมุสลิมมีหน้าที่ต่อกรอานอย่างไร?
เป็นที่หน้าเสียใจว่ากุรอาน กำลังถูกหลงลืมจริงๆ คำว่าตะฮัจญุร ในโองการที่กล่าวมาข้างต้น หมายความว่ากุรอานกำลังถูกทอดทิ้ง เรามาดูกันว่ากุรอานถูกทิ้งอยางไร
1. กุรอานจะถูกอ่านในหลุมฝังศพเวลามีคนตาย
2. กุรอานจะถูกนำมาวางเป็นเครื่องประดับในพิธีสมรส
3. กุรอานถูกนำมาเป็นเครื่องสาบานเวลาขึ้นศาล
4. กุรอานจะถูกให้เกียรติโดยถูกวางไว้บนที่สูง
5. กุรอานจะถูกนำมาใช้ให้คนลอดเวลาจะเดินทาง
6. กุรอานจะถูกใช้อ่านเวลาเปิดและปิดงาน
7. กุรอานจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการประชันน้ำเสียง
8. กุรอานจะถูกวางไว้ในมัสยิดโดยไม่ได้รับความสนใจ
9. กุรอานถูกนำมาเป็นเครื่องมือของพวกขอทาน
10. กุรอานจะถูกนำมาเป็นสินสอดที่ไม่มีใครสนใจในพิธีแต่งงาน
เราไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ป็นสิ่งไม่ดี หรือเป็นสิ่งที่บงบอกว่าเราละทิ้งกุรอาน แต่ในสังคมของเราได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นประเด็นหลักโดยหลงลืมเป้าหมายหลักของกุรอาน การทิ้งเป้าหมายหลักนี้ต่างหากคือความหมายของคำว่า “ละทิ้งกุรอาน” หมายความว่าทำไมกุรอานที่เป็น “ยาบำบัดและความเมตตาแก้บรรดาผู้ศรัทธา” “เป็นข่าวดีแก่บรรดามุสลิม” “เป็นการตกเตือนสำหรับผู้ยำเกรงทั้งหลาย” “และที่สำคัญที่สุดเป็นทางนำสำหรับมวลมนุษย์” แต่กลับถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างที่กล่าวมาข้างตนเท่านั้น
กุรอานเป็นความเมตตา การอ่านกุรอานที่จะทำให้เราได้รับการอภัยในความผิดทั้งหลาย แต่ทำไมกุรอานถูกอ่านในหลุมฝังศพเวลามีคนตายเท่านั้นหรือ? หรือว่าความหมายที่ว่ากุรอานเป็นความเมตตาคือเมตตาเฉพาะสำหรับคนตายเท่านั้น
“กุรอานเป็นความเมตตา การอ่านกุรอานจะทำให้เราได้รับการอภัยในความผิดทั้งหลายแต่ทำไมกุรอานถูกอ่านในหลุมฝังศพเวลามีคนตายเท่านั้นหรือ? หรือความหมายที่ว่ากุรอานเป็นความเมตตาคือเมตตาเฉพาะสำหรับคนตายเท่านั้น”
เวลาได้ยินเสียงกุรอานจากสถานที่หนึ่ง ประชาชนจะถามกันและกันว่า มีใครตายหรือ นี่เป็นสิ่งที่หน้าเสียใจยิ่ง
ขอย้ำอีกครั้งว่าการอ่านกุรอานในหลุมฝังศพหรือเวลามีคนตายเป้นสิ่งที่ดี แต่นำกุรอานมาใช้ประโยชน์เวลามีคนเสียชีวิตหรือตามงานมงคลต่างๆ เพียงเท่านั้น คือ “การละทิ้งกุรอาน”
กุรอานคือคัมภีร์แห่งท่างนำ เป็นของขวัญอันล้ำค่าของอัลลอฮ์ที่ทรงมอบให้มนุษย์และเป็นสายเชือกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์ เราอย่าปล่อยของขวัญอันล้ำค่านี้ไว้โดยไม่ให้ความสนใจ
เราหันกับมาสนใจกุรอานกันเถอะก่อนที่กุรอานจะฟ้องร้องเราในวันกิยามะฮ์
วันกิยามะฮ์ วันแห่งการเปิดเผยการกระทำของมนุษย์
อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 15 - 16 ขูเราะฮ์ ฆอฟิร ว่า :
لِيُنْذِرَ يَوْمَ التَّلاقِ يَوْمَ هُمْ بَارِزُونَ لا يَخْفَى عَلَى اللَّهِ مِنْهُمْ شَيْءٌ
เพื่อเป็นการเตือนให้รับรู้เกี่ยวกับวันแห่งการที่มนุษย์จะต้องได้พบกัน วันที่มนุษย์จะปรากฏตัวออกมาโดยที่ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นอัลลอฮ์ได้
โองการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในวันกิยามะฮ์เป็นวันที่บรรดามนุษย์ทั้งหลายได้พบเจอกันและทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยจะไม่มีสิ่งใดถูกปิดบังอีกต่อไป มนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยจะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากหลุมฝังศพ
กุรอานกล่าวเกียวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 43 ซูเราะฮ์มะอาริจว่า :
يَوْمَ يَخْرُجُونَ مِنَ الأجْدَاثِ سِرَاعًا
(วันกิยามะฮ์ ) เป็นวันที่พวกเขา (มนุษย์) ออกมาจากหลุมฝังศพอย่างรีบเร่ง
และวันกิยามะฮ์เป็นวันที่การกระทำทั้งหมดของมนุษย์ที่ทำไว้ในโลกดุนยาจะถูกเปิดเผยและถูกสอบสวนกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการ 40 ซูเราะฮ์ อันนะบะอ์ ว่า -
يَوْمَ يَنْظُرُ الْمَرْءُ مَا قَدَّمَتْ يَدَاهُ
วันที่มนุษย์จะเห็นสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไว้ในโลกดุนยา
เป็นวันที่พื้นดิน ท้องฟ้า และทุกสรรพสิ่งที่รายล้อมรอบกายมนุษย์จะออกมาเป็นพยานให้กับการกระทำทั้งดีและร้ายของมนุษย์ กุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องไว้ในโองการที่ 4 ซูเราะฮ์ ซัลซะละฮ์ ว่า -
يَوْمَئِذٍ تُحَدِّثُ أَخْبَارَهَا
วันนั้นพื้นแผ่นดินจะเปิดเผยข่าวต่าง ๆ ของมันออกมา
จากโองการทั้งหมดนี้คนฉลาดจะรีบปรับปรุงแก้ไขการกระทำของตัวเองก่อนที่จะถึงวันกิยามะฮ์วันที่ไม่สามารถแก้ไจอะไรได้แล้ว
لِيُنْذِرَ يَوْمَ التَّلاقِ يَوْمَ هُمْ بَارِزُونَ لا يَخْفَى عَلَى اللَّهِ مِنْهُمْ شَيْءٌ
เพื่อเป็นการเตือนให้รับรู้เกี่ยวกับวันแห่งการที่มนุษย์จะต้องได้พบกัน วันที่มนุษย์จะปรากฏตัวออกมาโดยที่ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นอัลลอฮ์ได้
โองการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในวันกิยามะฮ์เป็นวันที่บรรดามนุษย์ทั้งหลายได้พบเจอกันและทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยจะไม่มีสิ่งใดถูกปิดบังอีกต่อไป มนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยจะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากหลุมฝังศพ
กุรอานกล่าวเกียวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 43 ซูเราะฮ์มะอาริจว่า :
يَوْمَ يَخْرُجُونَ مِنَ الأجْدَاثِ سِرَاعًا
(วันกิยามะฮ์ ) เป็นวันที่พวกเขา (มนุษย์) ออกมาจากหลุมฝังศพอย่างรีบเร่ง
และวันกิยามะฮ์เป็นวันที่การกระทำทั้งหมดของมนุษย์ที่ทำไว้ในโลกดุนยาจะถูกเปิดเผยและถูกสอบสวนกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการ 40 ซูเราะฮ์ อันนะบะอ์ ว่า -
يَوْمَ يَنْظُرُ الْمَرْءُ مَا قَدَّمَتْ يَدَاهُ
วันที่มนุษย์จะเห็นสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไว้ในโลกดุนยา
เป็นวันที่พื้นดิน ท้องฟ้า และทุกสรรพสิ่งที่รายล้อมรอบกายมนุษย์จะออกมาเป็นพยานให้กับการกระทำทั้งดีและร้ายของมนุษย์ กุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องไว้ในโองการที่ 4 ซูเราะฮ์ ซัลซะละฮ์ ว่า -
يَوْمَئِذٍ تُحَدِّثُ أَخْبَارَهَا
วันนั้นพื้นแผ่นดินจะเปิดเผยข่าวต่าง ๆ ของมันออกมา
จากโองการทั้งหมดนี้คนฉลาดจะรีบปรับปรุงแก้ไขการกระทำของตัวเองก่อนที่จะถึงวันกิยามะฮ์วันที่ไม่สามารถแก้ไจอะไรได้แล้ว
ศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ) คือความเมตตาแห่งมนุษยชาติ
อัลกุรอานโองการที่ 107 ของซูเราะฮ์ อันบิยาอ์ กล่าวว่า “เราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกเสียจากว่าเป็นความเมตตาแก่มนุษยชาติทั้งมวล”
บางท่านอาจจะสงสัยว่าการที่บอกว่าการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เป็นความเมตตาของมนุษยชาติทั้งมวลหมายถึงอะไร ความเมตตาที่ว่านั้นเป็นอย่างไร อันที่จริงแล้วการความเมตตาดังกล่าวนั้นเป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงส่งท่านศาสดา(ศ็อลฯ) โดยที่ท่านมาพร้อมกับบทบัญญัติและคำสอนที่ถ้าหากใครก็ตามยึดมั่นตามบทบัญญัติและคำสอนดังกล่าวผู้นั้นจะได้รับความผาสุขในการดำเนินชีวิตในโลกนี้อีกทั้งในโลกหน้าก็จะได้รับผลรางวัลอันยิ่งใหญ่จากพระผู้เป็นเจ้าด้วย นี่คือความหมายที่ว่า “มุฮัมมัดคือความเมตตาแห่งมนุษยชาติทั้งมวล”
บางท่านอาจจะสงสัยว่าการที่บอกว่าการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เป็นความเมตตาของมนุษยชาติทั้งมวลหมายถึงอะไร ความเมตตาที่ว่านั้นเป็นอย่างไร อันที่จริงแล้วการความเมตตาดังกล่าวนั้นเป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงส่งท่านศาสดา(ศ็อลฯ) โดยที่ท่านมาพร้อมกับบทบัญญัติและคำสอนที่ถ้าหากใครก็ตามยึดมั่นตามบทบัญญัติและคำสอนดังกล่าวผู้นั้นจะได้รับความผาสุขในการดำเนินชีวิตในโลกนี้อีกทั้งในโลกหน้าก็จะได้รับผลรางวัลอันยิ่งใหญ่จากพระผู้เป็นเจ้าด้วย นี่คือความหมายที่ว่า “มุฮัมมัดคือความเมตตาแห่งมนุษยชาติทั้งมวล”
ความหมายของคำว่า وجه اللهพระพักตร์ของอัลลอฮ์
อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 115 ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ว่า: "ทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดเจ้าจะพบกับพระพักตร์ของอัลลอฮ์...."
ซาตของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะซาตของพระองค์ไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด ความคิดหรือความรู้ของมนุษย์ก็เป็นเพียงการจำกัดของเขคทางความคิดของเราให้กับซาตของพระองค์นั่นเอง
คำว่าوجه หมายถึงใบหน้าหรือด้านหน้า สิ่งๆ หนึ่งที่ต้องการเผยหรือฉายภาพให้ผู้อื่นได้เห็นจะเผยด้านหน้าให้ผู้อื่นได้เห็น ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า ด้านหน้าของสิ่งๆ หนึ่งก็คือด้านที่ผู้อื่นสามารถเห็นได้
จากตรงนี้เองคำว่า وجه الله คือคุณลักษณะอันไพจิตรของพระองค์นั่นเอง เป็นคุณสมบัติที่พระองค์ทรงเผยให้บรรดาบ่าวของพระองค์ได้เห็น และคุณลักษณะเหล่านี้นั่นเองที่บ่าวของพระองค์จะสามารถทำความรู้จักกับพระองค์
ซาตของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะซาตของพระองค์ไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด ความคิดหรือความรู้ของมนุษย์ก็เป็นเพียงการจำกัดของเขคทางความคิดของเราให้กับซาตของพระองค์นั่นเอง
คำว่าوجه หมายถึงใบหน้าหรือด้านหน้า สิ่งๆ หนึ่งที่ต้องการเผยหรือฉายภาพให้ผู้อื่นได้เห็นจะเผยด้านหน้าให้ผู้อื่นได้เห็น ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า ด้านหน้าของสิ่งๆ หนึ่งก็คือด้านที่ผู้อื่นสามารถเห็นได้
จากตรงนี้เองคำว่า وجه الله คือคุณลักษณะอันไพจิตรของพระองค์นั่นเอง เป็นคุณสมบัติที่พระองค์ทรงเผยให้บรรดาบ่าวของพระองค์ได้เห็น และคุณลักษณะเหล่านี้นั่นเองที่บ่าวของพระองค์จะสามารถทำความรู้จักกับพระองค์
อัลลอฮ์คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพให้กับสรรพสิ่งทั้งหลาย
อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 6 ซูเราะฮ์ฮูด ว่า:
وَمَا مِنْ دَابَّةٍ فِي الأرْضِ إِلا عَلَى اللَّهِ رِزْقُهَا
ไม่มีสรรพสัตว์ชนิดใดที่อาศัยบนหน้าแผ่นดินนี้นอกเสียจากว่าจะได้รับปัจจัยยังชีพจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)
การประทานปัจจัยยังชีพให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายของอัลลอฮ์เป็นไปในรูปแบบที่แตกต่างกันไปและเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงแมลงตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นดิน หรือแม้กระทั่งบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในซอกหินหรือหุบเหวที่ลึกแสนลึกเหล่านี้ก็ได้รับปัจจัยยังชีพเพื่อการอยู่รอดจากเอกองค์อัลลอฮ์เช่นเดียวกัน
บางทีเราจะเห็นว่าปัจจัยยังชีพหรืออาหารของนกตัวหนึ่งอยู่ที่ซอกฟันของปลาขนาดใหญ่ในท้องทะเล สิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณที่ถูกชี้นำจากเอกองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.) นั่นเอง
وَمَا مِنْ دَابَّةٍ فِي الأرْضِ إِلا عَلَى اللَّهِ رِزْقُهَا
ไม่มีสรรพสัตว์ชนิดใดที่อาศัยบนหน้าแผ่นดินนี้นอกเสียจากว่าจะได้รับปัจจัยยังชีพจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)
การประทานปัจจัยยังชีพให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายของอัลลอฮ์เป็นไปในรูปแบบที่แตกต่างกันไปและเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงแมลงตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นดิน หรือแม้กระทั่งบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในซอกหินหรือหุบเหวที่ลึกแสนลึกเหล่านี้ก็ได้รับปัจจัยยังชีพเพื่อการอยู่รอดจากเอกองค์อัลลอฮ์เช่นเดียวกัน
บางทีเราจะเห็นว่าปัจจัยยังชีพหรืออาหารของนกตัวหนึ่งอยู่ที่ซอกฟันของปลาขนาดใหญ่ในท้องทะเล สิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณที่ถูกชี้นำจากเอกองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.) นั่นเอง
ความหมายของการสร้างโลกภายใน 6 วัน
อัลกุรอานโองการที่ 7 ของซูเราะฮ์ฮูด กล่าวว่า:
وَهُوَ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ
และพระองค์ผู้ซึ่งสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินภายในเวลาหกวัน
หากดูตามทัศนะของบรรดานักวิชาการที่เชื่อว่าจักรวาลใช้เวลากว่าพันล้านปีจนกว่าจะวิวัฒนาการจนเป็นอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันดังนั้นที่กุรอานกล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายภายในเวลาหกวันมีความหมายว่าอย่างไร?
Earth
คำตอบก็คือคำว่าหกวันที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานหมายถึงหกขั้นตอนในการสร้าง เพราะตั้งแต่แรกไม่มีชั้นฟ้าและแผ่นดินอยู่ที่จะสามารถกำหนดกลางวันกลางคืนได้หรือกำหนดระยะเวลาได้ และอัลกุรอานก็ใช้คำว่า يوم ที่ในภาษาอาหรับแปลว่า วัน ไปในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะไม่ได้มีความหมายถึงวันเวลาที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น อัลกุรอานกล่าวถึงโลกหลังว่าตาย ว่า يوم القيامه (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) ซึ่งวันแห่งการฟื้นคืนชีพและชีวิตหลังความตายเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานแต่อัลกุรอานใช้คำว่าวัน
หรือในบางกรณีอัลกุรอานนับระยะเวลาแห่งการสอบสวนการกระทำของมนุษย์ในวันฟื้นคืนชีพว่าจะใช้เวลาห้าหมื่นปี เช่นในโองการที่ที่ 4 ของซูเราะฮ์ มาอาริจกล่าวว่า
فِي يَوْمٍ كَانَ مِقْدَارُهُ خَمْسِينَ أَلْفَ سَنَةٍ
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำว่า يوم ในกุรอานหมายถึงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นความหมายของการสร้างโลกภายในหกวันที่กุรอานกล่าวถึงจึงหมายความว่า อัลลอฮ์ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินหกขั้นตอนหรือหกช่วงเวลานั่นเอง
وَهُوَ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ
และพระองค์ผู้ซึ่งสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินภายในเวลาหกวัน
หากดูตามทัศนะของบรรดานักวิชาการที่เชื่อว่าจักรวาลใช้เวลากว่าพันล้านปีจนกว่าจะวิวัฒนาการจนเป็นอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันดังนั้นที่กุรอานกล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายภายในเวลาหกวันมีความหมายว่าอย่างไร?
Earth
คำตอบก็คือคำว่าหกวันที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานหมายถึงหกขั้นตอนในการสร้าง เพราะตั้งแต่แรกไม่มีชั้นฟ้าและแผ่นดินอยู่ที่จะสามารถกำหนดกลางวันกลางคืนได้หรือกำหนดระยะเวลาได้ และอัลกุรอานก็ใช้คำว่า يوم ที่ในภาษาอาหรับแปลว่า วัน ไปในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะไม่ได้มีความหมายถึงวันเวลาที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น อัลกุรอานกล่าวถึงโลกหลังว่าตาย ว่า يوم القيامه (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) ซึ่งวันแห่งการฟื้นคืนชีพและชีวิตหลังความตายเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานแต่อัลกุรอานใช้คำว่าวัน
หรือในบางกรณีอัลกุรอานนับระยะเวลาแห่งการสอบสวนการกระทำของมนุษย์ในวันฟื้นคืนชีพว่าจะใช้เวลาห้าหมื่นปี เช่นในโองการที่ที่ 4 ของซูเราะฮ์ มาอาริจกล่าวว่า
فِي يَوْمٍ كَانَ مِقْدَارُهُ خَمْسِينَ أَلْفَ سَنَةٍ
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำว่า يوم ในกุรอานหมายถึงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นความหมายของการสร้างโลกภายในหกวันที่กุรอานกล่าวถึงจึงหมายความว่า อัลลอฮ์ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินหกขั้นตอนหรือหกช่วงเวลานั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)