อายะฮ์และซูเราะฮ์ในอัล กุรอาน

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร สาส์นจากฟากฟ้า ฉบับที่ 4

ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านในฉบับนี้เราจะมาวิเคราะห์ความหมายของคำว่า ซูเราะฮ์และอายะฮ์ รวมทั้งกล่าวถึงจำนวนอายะฮ์และคำทั้งหมดในอัล กุรอานกัน อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีแล้วว่า อัล กุรอานมี 114 ซูเราะฮ์ และในแต่ละซูเราะฮ์จะมีจำนวนโองการหรือที่เรียกว่าอายะฮ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งในช่วงแรกนี้จะขอนำเสนอความหมายเกี่ยวกับทั้งสองดังกล่าวนี้ก่อน ความหมายของคำว่าอายะฮ์ คำว่า อายะฮ์ ในทางภาษาให้ความหมายว่า สัญลักษณ์ที่ชัดเจนหรือเครื่องหมายที่ชัดแจ้ง ในอัล กุรอานให้ความหมายของคำว่าอายะฮ์ไปในรูปแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1 – ให้ความหมายว่า สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 10 ว่า قَالَ رَبِّ اجْعَلْ لِي آيَةً เขากล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้มีสัญญาณ แก่ข้าพระองค์ด้วย

2 – ให้ความหมายว่า สิ่งมหัศจรรย์ อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ อาลิ อิมรอน โองการที่ 49 ว่า أَنِّي قَدْ جِئْتُكُمْ بِآيَةٍ مِنْ رَبِّكُمْ แท้จริงนั้นได้นำสัญญาณหนึ่ง(สิ่งมหัศจรรย์)จากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว

3 – ให้ความหมายว่า หลักฐาน อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ อัล บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 145 ว่า

وَلَئِنْ أَتَيْتَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ بِكُلِّ آيَةٍ مَا تَبِعُوا قِبْلَتَكَ

และแน่นอน ถ้าหากเจ้าได้นำหลักฐานทุกอย่างมาแสดงแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์พวกเขาก็ไม่ตามกิบละฮ์ของเจ้า

4 – ให้ความหมายว่า อุทาหรณ์ อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ ฮูด โองการที่ 103

إِنَّ فِي ذَلِكَ لآيَةً لِمَنْ خَافَ عَذَابَ الآخِرَةِ

แท้จริง ในการนั้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่กลัวการลงโทษในวันอาคิเราะฮ์

5 – ให้ความหมายว่า โองของซูเราะฮ์ในอัล กุรอาน อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ ฟุศศิลัตโองการที่ 3 ว่า :

كِتَابٌ فُصِّلَتْ آيَاتُهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لِقَوْمٍ يَعْلَمُونَ

คัมภีร์ซึ่งโองการทั้งหลายได้ให้คำอธิบายไว้อย่างละเอียดเป็นอัล กุรอานภาษาอาหรับสำหรับหมู่ชนผู้มีความรู้

ส่วนคำว่า “อายะฮ์” ในสำนวนทางวิชาการหมายถึงคำหรือประโยคที่ถูกแยกออกจากประโยคก่อนและหลังซึ่งมีปรากฏในทุกซูเราะฮ์ โองการแรกและโองการสุดท้ายของอัล กุรอาน นักวิชาการและนักค้นคว้าด้านอัล กุรอานเชื่อว่า โองการแรกของอัล กุรอานที่ถูกประทานลงมาคือ 5 โองการแรกของซูเราะฮ์ อัลอะลัก โดยมีรายงานฮะดิษยืนยันถึงความเชื่อดังกล่าวอย่างชัดเจน มีรายงานจากท่านอิมาม ซอดิก (อ) ว่า : โองการแรกที่ถูกประทานให้กับท่านศาสดา(ศ็อล ฯ) คือ

اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ (١)خَلَقَ الإنْسَانَ مِنْ عَلَقٍ (٢)اقْرَأْ وَرَبُّكَ الأكْرَمُ (٣)الَّذِي عَلَّمَ بِالْقَلَمِ (٤)عَلَّمَ الإنْسَانَ مَا لَمْ يَعْلَمْ (٥)

1. จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงสร้าง
2. ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด
3. จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงเกียรติยิ่ง
4. ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา
5. ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับโองการสุดท้ายของอัล กุรอานที่ถูกประทานให้แก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ)นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปซึ่งท่าน ซัรกอนี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ مناهل العرفان ว่ามีทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 10 ทัศนะด้วยกัน ซึ่งเราจะขอนำเสนอกับท่านผู้อ่านเพียงบางทัศนะเท่านั้น

1 – อิบนิอับบาสและอิบนิอุมัรเชื่อว่า โองการสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 281 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์

2 – อิบนิอะบีฮาตัม นักตัฟซีรและนักวิชาการอิสลามในช่วงศตวรรษที่ 2 -3 เชื่อว่าโองการที่ถูกประทานลงมาเป็นโองสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 278 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์

3 – ซัรกอนี นักวิชาการด้านอุลูมกุรอานเจ้าของหนังสือ มะนาฮิลุลอิรฟาน และซูยูฎีย์ เจ้าของหนังสือ อัลอิตกอน เชื่อว่าโองการสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 282 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ โดยที่ ซัรกอนีได้นำหลักฐานมายืนยันถึงความเชื่อของตนเองว่า - เพราะโองการนี้เป็นโองการที่กล่าวถึงการให้มนุษย์เตรียมตัวไปสู่วันกิยามะฮ์และโองการยังมีความหมายที่ต้องการจะกล่าวถึงการสิ้นสุดการประทานอัล กุรอานอีกด้วย - มีรายงานจากอิบนิอะบีฮาตัมว่า หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาเพียง 9 วันหลังจากนั้นท่านศาสดาก็เสียชีวิต (อัล อิตกอน ฟี อุลูมิลกุรอาน เล่ม 1 หน้า 87)

4 – ยะอ์กูบีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เจ้าของหนังสือตารีค ยะอ์กูบีย์ เชื่อว่า โองการที่ 3 ของซูเราะฮ์ มาอิดะฮ์ คือโองการสุดท้ายของอัล กุรอานซึ่งถูกประทานลงมาในตำบล เฆาะดีคุม หลังจากที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้แต่งตั้งให้ท่านอิมามอาลี (อ) เป็นผู้นำสืบต่อจากท่าน (อัตตัมฮีด ฟี อุลูมิลกุรอาน เล่ม 1 หน้า 128 – 129)

จำนวนโองการในอัล กุรอาน

ในเรื่องจำนวนโองการในอัล กุรอานนั้นนักวิชาการด้านอัล กุรอานมีความขัดแย้งและมีทัศนะต่าง ๆ มากมาย แต่ความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่ว่าอัล กุรอานขาดตกบกพร่องหรือถูกเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่ความขัดแย้งนั้นเกิดจากกำหนดการหยุดระหว่างอายะฮ์และการนับอายะฮ์ที่แตกต่างกัน และนักวิชาการยังเชื่ออีกว่าสาเหตุของความขัดแย้งนั้นเกิดจากการที่บางครั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เริ่มต้นอ่านโองการหนึ่งและอ่านโองการต่อไปโดยหยุดระหว่างโองการเพียงเล็กน้อยจนเป็นเหตุให้บางคนเข้าใจว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยังอ่านไม่จบโองการจึงนับโองการนั้นเป็นหนึ่งโองการเท่านั้น

หรือบางครั้งความขัดแย้งเกิดจากนักอ่านอัล กุรอานและนักท่องจำในช่วงยุคแรก ๆ มีทัศนะที่แตกต่างกันในการหยุดและการเริ่มต้นของแต่ละโองการ นักอ่านอัล กุรอานหรือนักท่องจำอัล กุรอานที่อาศัยอยู่ในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของอิสลามมีทัศนะและความคิดเห็นเกี่ยวกับการหยุดและการเริ่มต้นของแต่ละโองการอีกทั้งการนับโองการที่แตกต่างกันเช่นนักท่องจำในเมืองมักกะฮ์มีทัศนะในการอ่านและการนับโองการแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างกับทัศนะของนักอ่านในเมืองกูฟะฮ์ ประชาชนของแต่ละเมืองก็จะอ่านอัล กุรอานตามนักวิชาการของตนจึงเกิดความขัดแย้งกัน

แต่ความขัดแย้งในสองประเด็นดังกล่าวนี้เป็นความขัดแย้งที่ผิวเผินไม่ได้มีผลต่อจำนวนโองการของอัล กุรอานที่แท้จริงแต่อย่างใดเลย นักอ่านกุรอานในแต่ละเมืองสำคัญของอิสลามมีความเชื่อเกี่ยวกับจำนวนของโองการกุรอานที่แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกจำนวนของโองการตามชื่อของเมืองต่าง ๆ นั้นด้วย เช่น อะดะดุ มักกีย์ หมายถึงจำนวนโองการอัลกุรอานตามความเชื่อของชาวมักกะฮ์ หรืออะดะดุ กูฟีย์ หมายถึงจำนวนของโองการอัล กุรอานตามความเชื่อของชาวกูฟะฮ์ ซึ่งตามความเชื่อของชาวกูฟะฮ์โองการในอัลกุรอาน มีทั้งหมด 6236 โองการ ซึ่งจำนวนของโองการดังกล่าวนี้ถูกกล่าวไว้ในหนังสืออัลอิตกอนว่า – จำนวนดังกล่าวนี้รายงานจาก อิบนิอะบีลัยลา ซึ่งรายงานจากอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ ที่รายงานมาจากท่านอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ (อัลอิตกอน เล่ม 1 หน้า 211 ) แต่ก็มีบางส่วนเช่นกันที่เชื่อว่าโองการอัลกุรอานทั้งหมดมี 6666 โองการ ส่วนจำนวนคำทั้งหมดในอัลกุรอ่านมีทั้งหมด 77807 คำ ซึ่งจำนวนคำดังกล่าวนี้อ้างอิงจากหนังสือ อัลมุอ์ญัมอิฮ์ซออีย์ ความหมายของคำว่า ซูเราะฮ์ บรรดานักวิชาการด้านภาษาเชื่อว่าคำว่า ซูเราะฮ์ หมายถึงความสูงส่ง หรือ สถานะภาพอันสูงส่ง อิบนิฟาริส นักวิชาการด้านภาษาอาหรับกล่าวว่า – รากศัพท์ของคำว่า ซูเราะฮ์ หมายถึงความสูงส่ง ส่วนในทางวิชาการคำว่าซูเราะฮ์หมายถึง บทเฉพาะที่เริ่มต้นด้วยบิสมิลลาฮ์ ประเภทต่าง ๆ ของซูเราะฮ์ นักวิชาการด้านอัล กุรอานได้แบ่งซูเราะฮ์ในอัล กุรอานไว้ 4 ประเภทด้วยกัน พร้อมกับตั้งชื่อประเภทต่าง ๆ ไว้ดังนี้

1 – سبع الطول (ซับอุตตุวัล) หมายถึง 7 ซูเราะฮ์ที่มีความยาวมากที่สุด ซึ่งนักวิชาการส่วนมากเห็นว่า 7 ซูเราะฮ์ดังกล่าวนั้นก็คือ ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน ซูเราะฮ์ นิสาอ์ ซูเราะฮ์ มาอิดะฮ์ ซูเราะฮ์ อันอาม และ ซูเราะฮ์ อะอ์รอฟ ในส่วนของซูเราะฮ์ อะอ์รอฟ นั้น นักวิชาการบางท่านเช่น ซะอีด อิบนิ ญุบัยร์ เชื่อว่าเป็นซูเราะฮ์ยูนุสหรืออีกบางท่านเชื่อว่า เป็นซูเราะฮ์กะฮ์ฟิ

2 – المئون (อัลมะอูน) คือบรรดาซูเราะฮ์ที่โองการมากกว่า 100 โองการซึ่งได้แก่ ซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ ซูเราะฮ์ อันนะฮล์ ซูเราะฮ์ ฮูด ซูเราะฮ์ ยูซุฟ ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ ซูเราะฮ์ ฏอฮา ซูเราะฮ์ มุอ์มินูน และซูเราะฮ์ ชูรอ

3 – المثانی (อัลมะซานีย์ ) หมายถึงซูเราะฮ์ที่โองการน้อยกว่า 100 โองการซึ่งมีด้วยกัน 20 ซูเราะฮ์

4 – المفصل (อัลมุฟัศศอล) หมายถึงซูเราะฮ์มีเนื้อหาสั้นมาก เช่นซูเราะอ์ อัลเกาซัร ซูเราะฮ์ อันนาส .....

ซูเราะฮ์แรกและซูเราะฮ์สุดท้ายของอัล กุรอาน


เกี่ยวกับเรื่องซูเราะฮ์แรกของอัล กุรอานมีทัศนะที่แตกต่างกันมากมายในหมู่นักวิชาการด้านอัล กุรอาน นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า ซูเราะฮ์แรกของคือซูเราะฮ์อัลอะลัก บางท่านก็เชื่อว่าคือซูเราะฮ์ อัลมุดดัซซิรแต่ทัศนะที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือคือทัศนะของท่านซะมัคชะรีย์นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงด้านอัล กุรอานที่เชื่อว่าซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาครบสมบูรณ์ทั้งซูเราะฮ์คือซูเราะฮ์ อัลฟาติหะฮ์ โดยมีหลักฐานจากรายงานฮะดิษจากอะบูมัยซะเราะฮ์ อัมร์ บิน ชัรฮะบีล ว่า : ครั้งหนึ่งเมื่อท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อยู่เพียงลำพัง ท่านได้ยินเสียงเรียกทำให้ท่านเกิดอาการตื่นตระหนกและเป็นกังวล ครั้งสุดท้ายทูตสวรรค์ได้ร้องเรียกท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : โอ้มุฮัมมัด ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)ขานรับเสียงเรียกดังกล่าวนั้น หลังจากนั้นเองทูตสวรรค์ได้กล่าวว่า โอ้มุฮัมมัด จงกล่าวตามฉันเถิด ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาเมตตาปราณีเสมอ ..... (จนจบซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์) ส่วนซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมาครบทั้งซูเราะฮ์ คือซูเราะฮ์ อัลนัศร์ ท่านอิบนิอับบาสกล่าวว่า : ซูเราะฮ์นัศร์ คือซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมาโดยมีรายงานยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน มีรายงานจากหนังสือ มะนาฮิลุลอิรฟาน ว่า : หลังจากที่ซูเราะฮ์ อัล นัศร์ ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้อ่านซูเราะฮ์ดังกล่าวให้กับบรรดาสาวกได้ฟัง ทุกคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มและอิ่มเอิบ แต่มีเพียงท่านอับบาสลุงของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เท่านั้นได้ร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าทุกคนในที่นั้นรวมทั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้ถามถึงสาเหตุของการร้องให้และความโศกเศร้าดังกล่าว ท่านอับบาสกล่าวตอบว่า : ฉันคิดว่า ซูเราะฮ์นี้คือการประกาศถึงวาระสุดท้ายของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) าร ปรัชญาของการแบ่งอัล กุรอานเป็นซูเราะฮ์ บรรดานักวิชาการด้านอุลูมอัล กุรอานได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของการแบ่งอัล กุรอานให้เป็นซูเราะฮ์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งซูเราะฮ์ที่สั้นที่สุดคือซูเราะฮ์ อัลเกาซัร มีเพียง 3 โองการเท่านั้น และซูเราะฮ์ที่ยาวที่สุดคือ ซูเราะฮ์ อัล บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมี 286 โองการ ซึ่งจะขอนำเสนอเพียง 3 ข้อดังนี้

1 - เพราะอัล กุรอานมีเรื่องราวและเป้าหมายที่ต้องการนำเสนอที่หลากหลาย : ในอัล กุรอานมีโองมากมายที่มีเนื้อหาและเป้าหมายที่แตกต่างกันไปซึ่งเนื้อหาดังกล่าวส่วนมากจะถูกแบ่งไปในรูปแบบของซูเราะฮ์ โองการที่มีเป้าหมายเดียวกันจะถูกรวบรวมไว้ในซูเราะฮ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น ซูเราะฮ์ นิสาอ์ จะกล่าวถึงเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในอดีตที่เกี่ยวข้องกับบรรดาศาสดา

2 – เพื่อง่ายต่อการจดจำ : การแบ่งโองการอัล กุรอานในรูปแบบซูเราะฮ์ มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจดจำและการศึกษาค้นคว้า

3 – เพื่อปกป้องอัล กุรอานให้พ้นจากการบิดเบือนและเปลี่ยนแปลง : ด้านหนึ่งที่ถือเป็นความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานคือการที่อัล กุรอานถูกแบ่งให้เป็นบทซูเราะฮ์ต่าง ๆ นี้เอง การแบ่งในรูปแบบดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุทำให้อัล กุรอานถูกปกป้องรักษาไว้ ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายอัล กุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 9 ซูเราะฮ์ ฮิจร์ อย่างชัดเจนว่า انا نحن نزلنا الذکر وانا له لحافظون แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัล กุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน จากโองการข้างต้นอัล กุรอานมีผู้เป็นเจ้าของคือเอกองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) และพระองค์เองคือผู้ทรงรักษาอัล กุรอานให้พ้นจากการถูกตัดทอนและเพิ่มเติมอย่างแน่นอน



عنوان مقاله : برریس یظریه ها مربوط به سوره و آیه
خلاصه مطالب : - بررسی معنای کلمه سوره و آیه
بررسی نظریه ها مربوط به اولین سوره وآخرین سوره -
بررسی نظریه ها مربوط به اولین آیه و آخرین آیه -
بررسی ملاک تقسیم سوره ها از نظر کمی -

การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว

1. การประทานอัลกุรอานมี 2 รูปแบบด้วยกันคือ : การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว และการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ ซึ่งโองการที่ถูกประทานมาในเดือนรอมฎอน เป็นการประทานอัลกุรอานในรูปแบบวาระเดียว

2. ตามรายงานของบรรดาอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ถึงเรื่องของการประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว เป็นการประทานลงมา ณ บัยตุลอิซซะฮ์ และฟากฟ้าแห่งโลกดุนยา และตามการรายงานของชีอะฮ์อิมามียะฮ์รายงานกล่าวไว้เช่นกันว่าการประทานอัลกุรอานถูกประทาน ณ บัยตุลมะอ์มูรและฟากฟ้าชั้นที่สี่

3. ตามแนวความคิดของท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ คือ อัลกุรอานถูกประทานลงมาสู่จิตใจของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) แบบวาระเดียว ดังโองการที่ 11 ซูเราะฮ์ฏอฮา และโองการที่ 19 ซูเราะฮ์กิยามัต ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า การประทานโองการหรือซูเราะฮ์แบบวาระเดียวยังท่านศาสดา(ศ็อลฯ) นั้น ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)รอบรู้ในทุก ๆ สิ่งที่จะถูกประทานมายังท่านก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้เองการอ่านโองการอัลกุรอานก่อนการประทานจะเสร็จสิ้นลงนั้นจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับท่านศาสดา (ศ็อลฯ)

4. ความเร้นลับหนึ่งในการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ คือ การทำให้จิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และบรรดามุสลิเกิดความมั่นคง และการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระเป็นบทบัญญัติของอิสลาม เพี่อให้อัลกุรอานพ้นจากการดัดแปลง เพิ่มเติม และเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้หลักปฏิบัติ อีกทั้งเพื่อให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างสมบูรณ์การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว สิ่งนี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่า อัลกุรอานมีการประทานลงมาหลายรูปแบบ : เนื่องจากทั้งในสายรายงานของพี่น้องซุนนะฮ์และชีอะฮ์ ต่างยอมรับและมีความเห็นตรงกันในการประทานในรูปแบบนี้

ท่านญะลาลุดดีน ซะยูฏี กล่าวว่า : รูปแบบการประทานอัลกุรอานลงมาจากบัลลังก์ของอัลลอฮ์ (ซบ.) มี 3 ทัศนะด้วยกันคือ

ทัศนะแรก : อัลกุรอานถูกประทาทนลงมายังโลกดุนยาแบบทั้งหมดเพียงวาระเดียวในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ หลังจากนั้นถูกประทานแบบเป็นระยะ ๆ ในเวลา 20-23 หรือ 25 ปี (แตกต่างกันตามระยะเวลาของการพำนักอยู่ในนครมักกะฮ์ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) หลังจากการเผยแพร่ศาสนาอย่างเปิดเผย)

ท่านชะฮีด บิน ญะบีร รายงานจากท่านอิบนิอับบาสว่า : อัลกุรอานถูกประทานมายังโลกดุนยาแบบวาระเดียวในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ หลังจากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงทยอยประทานโองการต่าง ๆ ตามกันลงมายังท่านศาสดาของพระองค์ มีรายงานอีกรายงานหนึ่ง จากท่านอิบนิอับบาส เช่นกันว่า : อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพียงครั้งเดียว ณ บัยตุลอิซซะฮ์ ในฟากฟ้าแห่งโลกดุนยา และหลังจากนั้นญิบรออีลได้นำอัลกุรอานมาประทานแก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เพื่อใช้ในการตอบคำถามของมนุษยชาติ และเพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติในการดำรงชีวิตของพวกเขา

ทัศนะที่ 2 : อัลกุรอานถูกประทานลงมาสู่โลกดุนยาในค่ำคืนที่ 20 หรือ 23 หรือ 25 ของเดือนรอมฎอน เรียกได้ว่า ทุกค่ำคืนของลัยละตุลก็อดร์ พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงประทานโองการกุรอานจำนวนหนึ่งลงมาในระยะเวลาดังกล่าวจนครบถ้วนและหลังจากนั้น โองการต่าง ๆ เหล่านี้ถูกประทานอีกครั้งแบบเป็นระยะสั้น ๆ ตลอดทั้งปี

ทัศนะที่ 3 : ความหมายของการประทานอัลกุรอานในเดือนรอมฎอน คือ ในครั้งแรกเป็นการประทานอัลกุรอานลงมาเพียงบางส่วนในเดือนรอมฎอน หลังจากนั้นเป็นการประทานส่วนที่เหลือในรูปแบบต่าง ๆ เป็นครั้งคราวตลอดทั้งปีมีอีกรายงานหนึ่งจากทางอิมามียะฮ์ รายงานว่า การประทานอัลกุรอานมีขึ้นที่บัยตุลมะอ์มูร และบางสายรายงานกล่าวว่า บัยตุลมะอ์มูร อยู่ณ ฟากฟ้าชั้นที่สี่ สำหรับฟากฟ้าชั้นที่สี่อยู่ที่ใหน และความเป็นจริงของบัยตุลมะอ์มูรคืออะไร เรื่องนี้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด รายงานนี้เป็นรายงานเดียวที่ทำให้ทราบถึงสถานที่หนึ่งที่มีนามว่า ชั้นฟ้าชั้นที่สี่และบัยตุลมะอ์มูร ซึ่งอัลกุรอานถูกประทานลงมาในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ ณ สถานที่ดังกล่าว ตามแนวความคิดของอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งสามารถกล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้คือ :

จากแนวคิดทางปัญญาในเรื่องของการประทานอัลกุรอานลงมาในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ของเดือนรอมฎอน และการอรรถาธิบายถึงการประทานอัลกุรอานลงมาแบบวาระเดียว ดังโองการกุรอานทั้งสามโองการข้างต้นนั้น มีคำอธิบายที่ตรงกันข้ามกับการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ (ซึ่งกริยาบาบ ตัฟอีล ส่วนใหญ่แล้วจะตรงกันข้ามกับกริยาบาบ อิฟอาล)

ด้วยเหตุนี้เองทำให้อัลกุรอานซึ่งมีความสัจจริงอยู่เหนือความเข้าใจโดยปกติทั่วไปของมนุษย์ จากโองการแรกของซูเราะฮ์ฮูด ได้กล่าวถึงความเป็นสัจจริงดังกล่าวไว้ดังนี้คือ

“(อัลกุรอาน) เป็นคัมภีร์ซึ่งบรรดาโองการที่ปรากฏในนั้น ถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างมั่นคง (โดยอัลลอฮ์) หลังจากนั้นโองการดังกล่าวก็ถูกจำแนกไว้อย่างชัดเจน เป็นคัมภีร์ที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮ์ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง อีกทั้งทรงตระหนักยิ่ง”

กล่าวคือ อัลกุรอานในอีกระดับหนี่งไม่มีการแบ่งออกเป็นภาคหรือเป็นส่วนย่อยแต่อย่างใด สำหรับการอรรถาธิบายและรายละเอียดย่อยของโองการอัลกุรอานซึ่งเราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นขั้นตอนภายหลังจากนั้นที่ได้ถูกประทานลงมา ดังในซูเราะฮ์อะอ์รอฟ โองการี่ 53 และซูเราะฮ์ยูนุส โองการที่ 39 เป็นโองการที่มีลักษณะดังที่ได้กล่าวไว้ และที่กระจ่างชัดที่สุดคือในซูเราะฮ์ซุครุฟ โองการที่ 1-4 ความว่า :

“ฮามีม ขอยืนยันในคัมภีร์(อัลกุรอาน) ที่แจ้งชัด แท้จริงเราได้บันดาลคัมภีร์นั้นให้เป็นกุรอานภาษาอาหรับเพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้เข้าใจ และแท้จริงอัลกุรอานมีปรากฏอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ซึ่งอยู่ที่เราเอง แน่นอนยิ่งเป็นคัมภีร์อันสูงส่ง เป็นคัมภีร์ที่ยิ่งด้วยวิทยญาณ”

โองการนี้เป็นการอรรถาธิบายคำกล่าวที่ว่า คัมภีร์ที่แจ้งชัดนั้นอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ซึ่งไม่ใช่ภาษาอาหรับ และไม่มีการแบ่งออกเป็นภาคหรือส่วนย่อย และถูกประทานมาเพื่อให้มนุษยชาติทั้งหลายได้ทำความเข้าใจโดยประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับ

จากโองการข้างต้นและโองการอื่น ๆ ทำให้เรากล่าวได้ว่า การประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นการประทานคัมภีร์อันสูงส่งมาในหัวใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)แบบทั้งหมดในวาระเดียวนั้นมีวัตถุประสงค์เดียวกับการประทานอัลกุรอานลงมาในจิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) แบบเป็นระยะ ๆ ตลอดระยะเวลาของการเป็นศาสดาของท่าน ท่านอัลลามะฮ์ ได้ยกตัวอย่างซูเราะฮ์ฏอฮา โองการที่ 114 ความว่า :

“และเจ้าอย่างเร่งรัดใน(การถ่ายทอด)อัลกุรอาน (สู่ผู้อื่น) ก่อนที่การประทานอัลกุรอานส่วนนั้นแก่เจ้าจะเรียบร้อยลง” และในซูเราะฮ์กิยามัต โองการที่ 16-17 ความว่า :

“เจ้าอย่ากระดกลิ้นของเจ้าด้วยความเร่งรัดในการอ่านอัลกุรอาน เนื่องจากการรวบรวมอัลกุรอานและการอ่านมันเป็นหน้าที่ของเรา”

จากโองการดังกล่าวทำให้เราทราบได้ว่า จริง ๆ แล้วอัลกุรอานถูกประทานลงมายังจิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)อยู่ก่อนแล้ว และท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ก็มีความรอบรู้ในสิ่งที่ได้ประทานลงมายังท่านเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) จึงทรงห้ามท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ในการรีบเร่งที่จะอ่านโองการอัลกุรอานก่อนที่การประทานจะเรียบร้อยลง

عنوان مقاله : نزول دفعی و تدریجی
خلاصه مطالب : بررسی نظریه های مربوط به نزول قرآن

ปาฏิหาริย์แห่งอัลกุรอาน

พระผู้ทรงสร้าง ทรงปรีชาสามารถสร้างแผ่นดิน ท้องฟ้า พืช ผักธัญญาหาร มนุษย์ สัตว์และ ฯลฯ ทรงสรรสร้างตั้งแต่อะตอมจนระบบสุริยจักรวาลที่ใหญ่โตและสวยงาม

ด้วยความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเรือนร่างของมนุษย์ โดยการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมไว้ให้แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักและเนื้อสัตว์ เช่นเดียวพระองค์ก็ทรงจัดเตรียมอาหารทางจิตวิญญาณไว้แก่มนุษย์ เพื่อเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตอย่างผาสุก โดยทรงประทานคัมภีร์ลงมาให้มนุษย์โดยผ่านญิบรออีลมอบให้แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เป็นคัมภีร์ที่เป็นปาฏิหาริย์แห่งศาสดา(ศ็อลฯ) ที่สืบทอดมารุ่นสู่รุ่น เพื่อให้มนุษยชาติได้ศึกษาค้นคว้า คิดใคร่ครวญในคัมภีร์ และเพื่อเขาจะได้มั่นใจว่าคำอธิบายเหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถถ่ายทอดออกมาได้ นอกจากเป็นคัมภีร์ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นพระวจนของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ

ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงปาฏิหาริย์ในบางประเด็นของคัมภีร์กุรอาน

1. ความสละสลวยในการอธิบาย


เมื่อย้อนกลับไปในยุคที่กาพย์ กลอนและบทกวีเป็นที่แพร่หลายสูงสุดในหมู่อาหรับ ได้มีศาสดาท่านหนึ่งของอิสลาม ที่ไม่รู้หนังสือ กล่าวประโยคต่างๆ ที่เป็นวะฮ์ยูแห่งพระผู้เป็นเจ้าออกมา จนทำให้นักกวีที่ยิ่งใหญ่แห่งอาหรับต้องยอมก้มหัวให้กับความสละสลวยในการอธิบาย

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้กล่าวว่าคำอธิบายเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเอง อัลกุรอานได้ให้คำตอบแก่กลุ่มพวกนี้ด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้คือ

قُلْ لَئِنِ اجْتَمَعَتِ الإنْسُ وَالْجِنُّ عَلَى أَنْ يَأْتُوا بِمِثْلِ هَذَا الْقُرْآنِ لا يَأْتُونَ بِمِثْلِهِ وَلَوْ كَانَ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ ظَهِيرًا

“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แน่นอนหากมนุษย์และญินรวมกันที่จะนำมาเช่นอัลกุรอานนี้ พวกเขาไม่อาจจะนำมาเช่นนั้นได้ และแม้ว่าพวกเขาจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ตาม” (ซูเราะฮ์อัสรออ์ โองการที่ 88)

قُلْ فَأْتُوا بِعَشْرِ سُوَرٍ مِثْلِهِ

“จงกล่าวเถิด “ดังนั้น พวกท่านจงนำมาสักสิบซูเราะฮ์ให้ได้อย่างอัลกรุอานเถิด” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 13)

فَأْتُوا بِسُورَةٍ مِنْ مِثْلِهِ

“ก็จงนำมาสักซูเราะฮ์หนึ่ให้ได้อย่างอัลกุรอานเถิด” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 23)

2. ความเป็นระเบียบและความสอดคล้อง


อย่างที่เราทราบกันดีว่า อัลกุรอานถูกประทานลงมาหลายวาระในช่วงระยะเวลา 23 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากกมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำสงคราม การทำสนธิสัญญา ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ ความสุข ความทุกข์ และ ฯลฯ แต่โองการต่างโดยรวมต่างมีระเบียบและความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งย่อมบ่งชี้ว่านี่ไม่ใช่คำพูดของมนุษย์
เราจะขอยกตัวอย่างในบางกรณีต่อไปนี้

- ความเป็นระเบียบในเนื้อหา


ทั้งๆ ที่ระหว่างโองการแรกและโองการสุดท้าย มีช่องว่างของระยะเวลาห่างกันมากมาย แต่กลับไม่เห็นความแตกต่างกันเลยในเรื่องเนื้อหา ในขณะที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาเมื่อกาลเวลาผ่านไป ประสบการณ์ที่มีมากขึ้น ย่อมทำให้เปลี่ยนแปลงในคำพูดและทำให้คำพูดต่างๆ มีความขัดแย้งกัน จนถึงขั้นที่ว่าสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ในช่วงแรกของชีวิตนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคำพูดในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา

นอกจากความเป็นระเบียบและความสอดคล้องกันในเนื้อเรื่องแล้ว จำนวนโองการที่ถูกนำมาใช้ในแต่ละเนื้อหา ล้วนมีระเบียบและน่าทึ่งอย่างน่าอัศจรรย์ในด้านวิทยาการ ซึ่งมิอาจเป็นคำพูดผู้ใดไปได้เลยนอกจากว่าจะเป็นพระวจนของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

- ความเป็นระเบียบในคำต่างๆ


ความเป็นระเบียบไม่เพียงแต่มีในเนื้อหาของอัลกุรอานเท่านั้น แต่ระหว่างคำต่างๆ ที่ถูกประทานลงมาในช่วง 23 ปี ซึ่งคำต่างๆ เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในเนื้อหาต่างๆ ก็มีความเป็นระเบียบอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าถ้อยคำเหล่านี้เกินความสามารถของมนุษย์

จะยกตัวอย่างบางคำดังต่อไปนี้

คำว่า นูร (รัศมี) กล่าวไว้ 23 ครั้ง และคำว่า ซุลุมาต (ความมืดมน) ถูกกล่าวไว้ 23 ครั้งเช่นกัน

คำว่า ดุนยา (โลกนี้) กล่าวไว้ 115 ครั้ง และคำว่า อาคิเราะฮ์ (โลกหน้า) ถูกกล่าวไว้ 115 ครั้งเช่นกัน

คำว่า ชัยฏอน (มารร้าย) กล่าวไว้ 88 ครั้ง และคำว่า มะลาอิกะฮ์ (เทวทูต) ถูกกล่าวไว้ 88 ครั้งเช่นกัน

และคำว่า ชะฮร์ (เดือน) กล่าวไว้ 12 ครั้ง และคำว่า เยาม์ (วัน) ถูกกล่าวว้า 365 ครั้งเช่นกันฯลฯ

เป็นไปได้อย่างไรกันที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเมื่อ 14 ศตวรรษที่ผ่านมาอีกทั้งท่ามกลางสังคมอานารยธรรมของอาหรับ ได้นำคำพูดที่ลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยความหมาย สละสลวย มีระเบียบและสอดคล้องกันอย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้

عنوان مقاله : اعجاز قرآن
خلاصه مطالب : بررسی ابعاد اعجازی قرآن

การกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และมะดะนียะฮ์

ตามจำนวนสายรายงานเกี่ยวกับลำดับการประทานอัลกุรอาน บ่งชี้ว่า ซูเราะฮ์มักกียะฮ์มีจำนวน 86 ซูเราะฮ์ และซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ มีจำนวน 28 ซูเราะฮ์ ซึ่งบรรทัดฐานในการกำหนดมี 3 ประการดังนี้:


1. เวลา: นักอรรถาธิบายกุรอานส่วนมาเชื่อว่า บรรทัดฐานการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์นั้นคือ การอพยพของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จากมักกะฮ์ยังมะดีนะฮ์ ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาก่อนการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาในเมืองมะดีนะฮ์ ในระหว่างการเดินทาง หรือแม้กระทั่งจะถูกประทานลงมาในเมืองมักกะฮ์ในการเดินทางมาทำพิธีฮัจญ์หรือพิธีอุมเราะฮ์ หรือหลังจากการพิชิตมักกะฮ์ก็ตาม เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากการอพยพ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนีย์ บรรทัดฐานของการอพยพก็เข้าร่วมอยู่ในมะดีนะฮ์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้โองการที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพจากมักกะฮ์และก่อนจะเข้าสู่เมืองมะดีนะฮ์ที่ถูกประทานลงมาระหว่างทาง ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ เช่น โองการ

إِنَّ الَّذِي فَرَضَ عَلَيْكَ الْقُرْآنَ لَرَادُّكَ إِلَى مَعَادٍ

แท้จริง พระผู้ทรงประทานอัลกุรอานให้แก่เจ้า แน่นอน ย่อมทรงนำเจ้ากลับสู่ถิ่นเดิน (ซูเราะฮ์กอศอศ โองการที่ 85)
บนพื้นฐานของนิยามและบรรทัดฐานดังกล่าวซึ่งเป็นโองการที่ถูกประทานลงมาให้แก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ช่วงระหว่างทางหลังจากเดินทางออกมาจากมักกะฮ์ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์

2. สถานที่: ทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมักกะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมะดีนะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาก่อนหรือหลังจากการอพยพ ดังนั้นโองการที่ถูกประทานลงมานอกจากในสถานที่ทั้งสองนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ ซึ่งท่านญะลาลุดดีน ซะยูฏี บันทึกรายงานหนึ่งไว้ว่า: ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ดำรัสว่า “อัลกุรอานถูกประทานลงมาในสามสถานที่คือ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์และเมืองชาม” (เป้าหมายของชามในที่นี้ คือ ตะบูก)

3. รูปประโยค: ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับพวกตั้งภาคี ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับผู้ศรัทธา ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ท่านอับดุลลอฮ์ มัสอูด ได้ยกฮรายงานบทหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า: ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่มี “ยาอัยยุฮันนาส” (โอ้มวลมนุษย์) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และซูเราะฮ์ใดก็ตามที่มี “ยาอัยยุอัลละซีนะ อามะนู” (โอ้มวลผู้ศรัทธา) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ เพราะส่วนมากผู้ศรัทธาจะอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ และพวกตั้งภาคีจะอาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮ์ แต่ทว่าในซูเราะฮ์ต่างๆ ที่เป็นมะดะนียะฮ์ เช่น ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมีประโยค “ยาอัยยุฮันนา”รวมอยู่ด้วยทำให้บรรทัดฐานนี้ไม่รัดกุมทั้งนี้บรรทัดฐานในการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์มีอีกมากมาย ซึ่งไม่อาจนำแต่ละประเด็นมาเป็นบรรดทัดฐานที่ครอบคลุมและรัดกุมได้ แต่โดยรวมแล้วสามารถนำทั้งหมดมาเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดได้ในระดับหนึ่ง

عنوان مقاله : ملاک تقسیم سوره ها
خلاصه مطالب : بررسی ملاک های تقسیم سوره ها به مکی و مدنی

ความแตกต่างระหว่างผู้มีศรัทธากับผู้กลับกลอก


1. ผู้ศรัทธาจะเชิญชวนสู่การทำความดีและห้ามปรามการทำความชั่ว

“จะเชิญชวนไปสู่ความดีและห้ามปรามมิให้กระทำความชั่ว”
(ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 104)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเชิญชวนสู่การทำความชั่วและห้ามปรามการทำความดี

“ซึ่งพวกเขาจะเชิญชวนสู่การทำความชั่วและห้ามปรามการทำความดี”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)

2. ผู้ศรัทธาจะรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซบ.) และดำรงไว้ซึ่งการนมาซ

“ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด”
(ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 3)
“คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืน นั่ง และนอน”
(ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 191)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ลืมอัลลอฮ์ (ซบ.)

“พวกเขาลืมอัลลอฮ์”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)
และจะเกียจคร้านในการทำนมาซ
“และพวกเขาจะไม่ทำนมาซ นอกจากจะทำในสภาพที่เกียจคร้าน”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 54)

3. ผู้ศรัทธาจะเป็นผู้ที่บริจาคทาน

“พวกเขาจะบริจาคทาน”
(ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 3)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ตระหนี่

“และกำมือของพวกเขาไว้ (เพราะความตระหนี่)”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)

4. ผู้ศรัทธาเป็นผู้ที่มีสัจจะ ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ (ซบ.) และไม่เคยขอหยุดพักจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เลย

“บรรดาผู้ทีศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลกนั้นจะไม่ขออนุมัติต่อเจ้าในการที่พวกเขาจะเสียสละทรัพย์สิน และชีวิตของพวกเขา”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 44)
ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ฉวยโอกาส ขอหยุดพักและไม่ไปสมรภูมิรบ

“แท้จริงที่จะขออนุมัติต่อเจ้านั้นคือบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 45)

5. ผู้ศรัทธาคือผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตาม

“ภักดีต่ออัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 71)
ส่วนผู้กลับกลอกนั้นคือผู้ที่ทำบาป

“แท้จริงบรรดาผู้กลับกลอกนั้นคือผู้ที่ทำบาป”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)

6. พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาจะประทานสวรรค์แก่ผู้มีศรัทธา

“อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาศรัทธาชนชายและบรรดาศรัทธาชนหญิง ซึ่งสวนสวรรค์ทั้งหลายที่มีธารน้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้สวรรค์เหล่านั้น”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 72)
แต่พระองค์ทรงสัญญานรกไว้แก่ผู้กลับกลอก

“อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญานรกญะฮันนัมไว้แก่บรรดาผู้กลับกลอกชาย บรรดาผู้กลับกลอกหญิง และผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 68)

7. บรรดาผู้ศรัทธาจะเสียใจและร้องไห้จากการที่ไม่ได้รับโอกาสที่จะเข้าร่วมในสมรภูมิรบ

“พวกเขาก็ผินหลังกลับโดยที่นัยน์ตาของพวกเขาท่วมท้วนไปด้วยน้ำตา เพราะเสียใจที่พวกเขาไม่พบสิ่งที่พวกเขาจะบริจาค”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 92)
ส่วนบรรดาผู้กลับกลอกจะดีใจกับการที่ไม่ได้เข้าร่วมในสมรภูมิรบ

“บรรรดาผู้ที่ถูกปล่อยให้อยู่เบื้องหลังนั้นดีใจในการที่พวกเขานั่งอยู่เบื้องหลังของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์”
(ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 81 และตัฟซีรกะบีร เล่ม 16 หน้า 131)

ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 2

ในฮะดิษมีรายงานที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกะของพระองค์อยู่มากมาย โดยในฮะดิษบ่งชี้ว่าคุณลักษณะของพระองค์ที่สามารถแสดงถึงตัวตนของพระองค์ได้สมบูรณ์และงดงามที่สุดคือ คุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเอกะของพระองค์นั่นเอง ซึ่งเราจะขอยกตัวอย่างฮะดิษมาเพียงบางส่วนดังต่อไปนี้


รายงานจากท่านอิมามซอดิก(อ.) ว่า: มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งมาหาท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และกล่าวถามท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ว่า : “ขอให้ท่านอธิบายคุณลักษณะพระเจ้าของท่านให้พวกเราได้รับรู้ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวกับชาวยิวทันที โดยท่านเว้นระยะเวลาถึง 3 วัน จนกระทั่งซูเราะฮ์ อัลอะฮัด ถูกประทานลงมา” (อัลมีซาน เล่ม 20 หน้า 546) ฮะดิษนี้บงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของอัลลอฮ์คือคุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเอกะของพระองค์

อีกรายงานหนึ่งจากท่านอิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า สิ่งที่จะสามารถสาธยายคุณสมบัติของอัลลอฮ์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ โองการ ที่กล่าวว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลลอฮ์คือผู้ทรงเอกะ” (อัลมีซาน เล่ม 20 หน้า 546)

ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย หากใครก็ตาม ที่เปิดใจและมองสรรพสิ่งทั้งหลายรอบๆ ตัวจะเห็นถึงระบบระเบียบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แน่นอนผู้ควบคุมระบบระเบียบเหล่านี้จะต้องมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น มีโองการกุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 22 ว่า “หากชั้นฟ้าและผืนแผ่นดินนี้มีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ์ แน่นอนโลกนี้จะต้องสิ้นสลายอย่างแน่นอน


มีรายงานจากท่านอิมามอาลี(อ.) ที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ถ้าหากโลกนี้มีพระเจ้ามากกว่าหนึ่งองค์ พระเจ้าอีกองค์ก็คงต้องส่งคัมภีร์และศาสดาที่เป็นตัวแทนของตนเองลงมา แต่ในขณะที่เราจะเห็นว่าศาสดา124000 ท่านที่ถูกส่งลงมา ทั้งหมดต่างเรียกร้องให้กราบไหว้อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีศาสดาท่านใดเรียกร้องให้กราบไว้พระเจ้าอื่นเลย”

มุลลา ซอดรอ นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงของอิสลามได้กล่าวไว้ว่า “หลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกะของพระเจ้าก็คือระบบระเบียบที่เราเห็นได้จากสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้นั่นเองซึ่งแน่นอนจะต้องมีผู้ควบคุมระบบเพียงผู้เดียว ความเชื่อเช่นนี้ได้เคยถูกนำเสนอมาแล้วโดยอริสโตเติลนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของยุโรป”

มุลลา ซอดรอ ยังกล่าวอีกว่า “ถึงแม้ว่าสรรพสิ่งที่เราเห็นรอบๆ ตัวเราจะมีความหลากหลายแต่สรรพสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ และมีระเบียบในทุกส่วน ดังนั้นในความหลากหลายดังกล่าวมีระบบระเบียบอย่างเห็นได้ชัดและระบบระเบียบที่เกิดขึ้นจากความหลากหลายนี้เองบ่งชี้ให้เห็นว่ามีผู้ควบคุมระบบเพียงผู้เดียว” (อัซฟาร เล่ม 6 หน้า 94)

ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่า “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ์” ซึ่งเป็นคำที่บรรดามุสลิมทั้งหลายจะต้องปฏิญานตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์” ซึ่งในโองการกุรอาน มีคำกล่าวมากมายที่มีความหมายเดียวกับคำ ๆ นี้แต่จะมีรูปประโยคที่แตกต่างกันออกไปเช่น

- لا اله الا هوไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์

- لا اله الا انتไม่มีพระเจ้าอื่นได้นอกจากพระองค์

- لا اله الا انا ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากฉัน

ما من اله الا اله واحد ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ

- انما الهکم اله واحدแท้จริงพระเจ้าของท่านคือพระเจ้าผู้ทรงเอกะ

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “คำกล่าวที่ประเสริฐที่สุดคือคำว่า لا اله الا الله“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลฮ์” และคำขอพรที่ดีที่สุดคือคำว่า الحمد لله “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์”

นักวิชาการบางท่านเชื่อ ในโองการที่ 10 ของซูเราะฮ์ ฟาฏิร ที่กล่าวว่า “คำกล่าวที่ดีจะขึ้นไปสู่พระองค์” คำกล่าวดังกล่าวนั้นคือคำว่า لا اله الا الله นั่นเอง”

ท่านผู้อ่านทีรักทั้งหลายหากใครก็ตามทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความหมายของคำว่า لا اله الا الله พร้อมทั้งมีความต้องการที่จะทำให้คำดังกล่าวซาบซึมเข้าไปในหัวใจ รู้ไว้เถิดว่าคำดังกล่าวนี้จะนำพาหัวใจของเขาไปสู่ความรักที่แท้จริงนั่นก็คือความต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะและพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 1

ความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ถูกพิสูจน์ด้วยคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด และจากสองคำดังกล่าวนี้ เราจะต้องปฏิเสธการมีส่วนประกอบ หรือการประกอบขึ้นจากส่วนต่าง ๆ ของ ซาต ของอัลลอฮ์อย่างสิ้นเชิง รวมทั้งต้องปฏิเสธ การมีภาคี ผู้เทียบเคียง หรือผู้ช่วยเหลือ อย่างสิ้นเชิงอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นในซูเราะฮ์ อัล เตาฮีด ที่พระองค์ทรงตรัสว่า


โอ้มุฮัมมัดจงกล่าวเถิด พระองค์ คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ (อัลอิลาศ โองการที่ 1)

คำว่าอะฮัด (ผู้ทรงเอกะ) ในโองการนี้หมายถึง ความเป็นเอกะของซาตของพระองค์อัลลอฮ์ไม่ใช่ผู้อื่น ดังนั้นไม่ใช่อย่างที่หลายคนเข้าใจว่าการพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นหลักการแรกของหลักความเชื่อในศาสนาอิสลาม แต่เตาฮีด (การเชื่อว่าพระองค์ทรงเอกะ) ต่างหากที่เป็นหลักการแรก เพราะมนุษย์ทุกคนเชื่อถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าอยู่แล้วทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะถ้าหากเรามองไปยังมนุษย์ทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันหรือในทุกสถานที่ทั่วทุกมุมโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่จะเห็นถึงการกราบไหว้และแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า พระเจ้าในมุมมองของมนุษย์แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ก็ตาม สิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าความเชื่อของการมีอยู่ของพระเจ้าเป็น ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์อยู่แล้ว

เมื่อมนุษย์กลับมาย้อนดูสามัญสำนึกของตัวเองมนุษย์จะรู้สึกว่าในสามัญสำนึกของตัวเองมีเสียกเรียกร้องไปสู่การเชื่อในการมีพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาเสมือนกับว่าสิ่งนี้มันซ่อนเร้นอยู่ในตัวของมนุษย์นั่นเอง อีกทั้งถ้าหากมนุษย์ไปมองดูสรรพสิ่งทั้งหลายจะรู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนี้มีผู้ทรงอภิบาลและผู้คอยควบคุมดูแลเพียงผู้เดียว

ความแตกต่างของคำว่า อะฮัด และ วาเฮด นั้นก็คือ คำว่าอะฮัด จะใช้กล่าวถึงสิ่งที่ในด้านของจำนวนแล้วมีเพียงหนึ่งเท่านั้น แต่คำว่า วาเฮด หมายถึงลำดับที่หนึ่ง ซึ่งก็หมายถึงเราสามารถที่จะมโนภาพมีลำดับที่สองและที่สามตามมา แต่คำว่าอะฮัดเราจะไม่สามารถมโนภาพสิ่งดังกล่าวได้


ท่านอิมามอาลี (อ.) ได้กล่าวไว้ในนะฮ์ญุลบาลาเฆาะฮ์ว่า

ان اول عبادة الله معرفته و اصل معرفته توحیده

“สิ่งแรกของการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์คือการรู้จักพระองค์ และพื้นฐานหลักของการรู้จักพระองค์คือการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์”

และท่านอิมามยังกล่าวต่ออีกว่า

اول الدین معرفته و کمال معرفته التصدیق به و کمال التصدیق به توحیده و کمال توحیده الاخلاص له

“พื้นฐานของศาสนาคือการรู้จักอัลลอฮ์ ความสมบูรณ์สูงสุดของการรู้จักพระองค์คือการยืนยันถึงการมีอยู่ของพระองค์และความสมบูรณ์สูงสุดของการมีอยู่ของพระองค์คือการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์และความสมบูรณ์สูงสุดของการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์คือการบริสุทธ์ใจในการทำทุกอย่างเพื่อพระองค์”
(คำเทศนาที่ 1 นะฮ์ญุลบาลาเฆาะฮ์)

เดือนรอมฎอนกับการถือศิลอด

บทความนี้ลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com

เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีคุณสมบัติพิเศษเหนือเดือนทั้งหลายเป็นเดือนที่พระเจ้าทรงประทานกุรอาน เดือนรอมฎอนเดือนแห่งจิตวิญญาณ เดือนแห่งการขัดเกลาจิตใจ เดือนแห่งการประทานกุรอาน เป็นเดือนที่มีลัยละตุลกอดร์ซึ่งเป็นคืนที่หากมนุษย์ทำการภักดีต่อพระเจ้าในคืนนี้จะมีความประเสริฐเหนือกว่าการทำการภักดีในคืนอื่นกว่า 1000 เดือน

ท่านศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวไว้ในคำเทศนาของท่านตอนหนึ่งว่า: “โอ้ประชาชนทั้งหลายเดือนแห่งพระเจ้า เดือนแห่งความเมตตาและเดือนแห่งการอภัยโทษกำลังมาเยือนท่านแล้ว .... บุคคลที่โชคร้ายที่สุดคือบุคคลที่ไม่ได้รับการออภัยโทษในเดือนนี้ .... การถือศิลอดไม่ไช่แค่การที่มนุษย์ไม่ดื่มไม่กินเท่านั้น แต่ทว่าหากพวกท่านถือศิลอด สายตา คำพูด ของพวกท่านจะต้องถือศิลด้วย ... ผู้ที่ถือศิลอดที่มีการขัดเกลาตัวเองเท่านั้นที่จะได้รับความเมตตาจากพระเจ้า ...”

เดือนรอมฎอนนอกจากจะเป็นเดือนแห่งการประทานอัลกุรอานและเป็นเดือนแห่งความเมตตาดังที่กล่าวมาแล้ว ในเดือนนี้พระเจ้ายังได้มีบทบัญญัติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือพระองค์มีคำสั่งให้ผู้ศรัทธา ต้องถือศิลอด ดังโองการที่กล่าวไว้ว่า

یا ایها الذین آمنوا کتب علیکم الصیام کما کتب علی الذین من قبلکم لعلکم تـتـقون

บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้เคยถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้วเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง

ในภาษาอาหรับรวมทั้งในกุรอานเรียกการถือศิลอดว่า อัซ – เซาม์ ซึ่งในทางภาษาแล้วหมายถึง การระงับ การงดเว้น การบังคับตนเอง และในทางวิชาการหมายถึงการงดเว้นสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งหมายถึงการงดเว้นในสิ่งที่จะมีผลทำให้การถือศิลอดใช้ไม่ได้ โดยเริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงค่ำ

การถือศิลอดส่งผลต่อมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตวิญญาน สังคม สุขภาพ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะมีผลด้านจิตวิญญานของมนุษย์ ในบทความนี้จะขอนำเสนอผลที่มนุษย์จะได้รับจากการถือศิลอด

- ผลต่อสุขภาพร่างกาย

ผลของการถือศิลอดที่มีต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์มากมาย เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งดังกล่าวจะขอนำคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ที่กล่าวถึงประเด็นนี้

ดร. เฮลมุต โลเทอร์เนอร์ แพทย์ชาวเยอรมันได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า: การถือศิลอดจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ร่างกายของมนุษย์จะกลับคืนสภาพเดิมของมัน ในการละศิลอดขอให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาและให้รับประทานผักมาก ๆ การถือศิลอดยังเป็นสิ่งที่สามารถขจัดโรคภัยต่างๆ ของมนุษย์ได้อีกด้วย

- ผลด้านจิตวิญญาน

การถือศิลอดไม่เพียงการไม่ดื่มไม่กินเท่านั้น ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กล่าวว่า: การไม่กินไม่ดื่มถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดของการถือศิลอด” ดังนั้นเป้าหมายของการถือศิลอดที่แท้จริงคือการที่มนุษย์ระงับตนเองไม่ให้ตกไปในความชั่วและการกระทำบาปทั้งหลาย ท่านอิมามศอดิก(อ.) กล่าวว่า การถือศิลอดไม่ไช่เพียงการไม่ดื่มไม่กินเท่านั้นแต่การถือศิลอดที่แท้จริงคือการที่มนุษย์ระงับตนเองมิให้กระทำในสิ่งชั่วร้าย ....”


จากฮะดิษข้างต้นสามารถกล่าวได้ว่าหากมนุษย์รับรู้และปฏิบัติตามจุดประสงค์ของการถือศิลอดอย่างเคร่งครัดแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สามารถเป็นการฝึกฝนจิตใจของมนุษย์ให้มีการยับยั้งไม่กระทำในสิ่งที่ชั่วร้ายได้

- ผลด้านสังคม

หนึ่งในผลของการถือศิลอดที่เห็นได้ชัดคือการถือศิลอดเป็นการสร้างจิตสำนึกให้มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อผู้ยากไร้ บรรดาผู้มีชีวิตอย่างสุขสบายในสังคมบางครั้งไม่เคยได้ลิ้มรสของความยากลำบากเลยเป็นไปได้ว่าอาจจะหลงลืมคนจนดังนั้นการถือศิลอดสามารถเป็นเครื่องย้ำเตือนให้มนุษย์หันมาสนใจผู้ยากไร้ในสังคมของตนเองและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ท่านอิมามฮะซันอัซการีย์ถูกถามเกี่ยวกับการเป็นวาญิบของการถือศิลอด ท่านอิมามกล่าวตอบว่า: “เพื่อให้บรรดาเศรษฐีลิ้มรสความหิวโหยและหันไปมองบรรดาคนจนบ้าง”

ฮิชามกล่าวถามท่านอิมามศอดิกเกี่ยวกับบทบัญญัติของการถือศิลอด ท่านอิมามกล่าวตอบว่า : อัลลอฮ์ทรงกำหนดการถือศิลอดมาเพื่อให้เศรษฐีกับคนจนเท่าเทียมกันเพราะเศรษฐีจะไม่เคยลิ้มรสความหิวโหยเลยจึงไม่จะนึกถึงและไม่เมตตาต่อคนจนและเมื่อเขาต้องการสิ่งใดก็สามารถหามาได้ อัลลอฮ์ทรงบัญญัติการถือศิลอดเพื่อให้บ่าวของพระองค์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน....”

ฉะนั้นผลที่ได้รับจากการถือศิลอดนั้นเป็นประโยชน์สำหรับผู้ศรัทธาทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาน

เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการประทานอัลกุรอาน

บทความนี้แปลลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com

شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِنَ الْهُدَى وَالْفُرْقَانِ

“เดือนรอมฏอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกรุ-อานได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นทางนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับทางนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนก (ระหว่างความจริงกับความเท็จ)” (ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 185)


เดือนรอมฎอนคือเดือนที่ยิ่งใหญ่เดือนหนึ่งของอิสลาม ซึ่งอัลกุรอานได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนี้ไว้ในโองการข้างต้นว่า เดือนรอมฎอน เป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนี้ ดังนั้นประเด็นที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนั้นก็คือการประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมานั่นเองไม่ใช่เพราะบทบัญญัติของการถือศิลอด แม้ว่าการถือศิลอดนั้นเป็นข้อบังคับที่สำคัญก็ตาม แต่ทว่าความสำคัญของเดือนรอมฎอนนั้นอยู่ที่การประทานอัลกุรอานลงมา เท่านั้นหรอกหรือ? ใช่แล้ว เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา แต่สิ่งที่สำคัญของการประทานอัลกุรอานย่อมอยู่ที่เป้าหมายของการประทานต่างหากเล่า แน่นอนที่สุดความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของทุกๆ การงานนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้กระทำว่าไปในทิศทางใด และอัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญา พระองค์ย่อมไม่ทรงกระทำการใดที่ไร้สาระอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากโองการข้างต้นที่พระองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายสำคัญและยิ่งใหญ่ของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอน ว่าเป้าหมายของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนนั้นไม่ใช่เพื่ออื่นใดเลย นอกจากเพื่อที่ว่าอัลกุรอานจะได้เป็นทางนำ เป็นหลักฐานและเป็นข้อจำแนกแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิดแก่มนุษยชาติ และนี่คือเป้าหมายสูงสุดของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอน เพื่อนำทางมนุษย์ให้มุ่งสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อมนุษย์มุ่งสู่หนทางนี้ แน่แท้ที่สุดเขาย่อมได้รับความผาสุกทั้งโลกนี้และปรโลก

ดังนั้นบทบัญญัติที่ทรงสั่งให้ผู้ศรัทธาถือศีลอดในเดือนนี้ นั้นก็เพื่อให้มนุษยชาติมุ่งสู่หนทางดังกล่าว ในการเดินทางไปสู่จุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง หลุดพ้นจากสภาพของความเป็นสัตว์เดรัจฉาน เดือนรอมฎอนจึงเป็นเดือนแห่งการขัดเกลาจิตวิญญาณ เป็นเดือนแห่งการวิงวอนขอพรต่อพระองค์ เป็นเดือนแห่งการขออภัยโทษ เป็นเดือนแห่งการคิดไคร่ครวญ เป็นเดือนแห่งการอิบาดะฮ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่ออื่นใดเลย นอกจากเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของการเดินทางสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสูงส่งทางด้านจิตวิญญาณตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ได้ประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนอันจำเริญนี้


ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา นั่นก็คือการศึกษาและทำความเข้าใจกับอัลกุรอาน เพราะหากปราศจากความเข้าใจอัลกุรอาน เราจะสามารถนำอัลกุรอานมาเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตได้อย่างไรกัน? เราสามารถสร้างความผูกพันกับอัลกุรอานในเดือนนี้ได้โดยการอ่านอัลกุรอานด้วยการคิดไคร่ครวญในความหมายของแต่ละโองการ อย่างน้อยที่สุดถ้าไม่รู้ความหมายภาษาอาหรับก็ให้นำอัลกุรอานที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยแล้วนำมาอ่านเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความหมาย และที่สำคัญที่สุดให้นำหลักคำสอนและบทบัญญัติที่กำหนดไว้นำมาปฏิบัติ เพราะอัลกุรอานจะนำพาเราไปสู่หนทางที่เที่ยงตรงยิ่ง

การแต่งกายและความสวยงามในมุมมองของกุรอาน

บทความนี้แปลลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com

หากเราย้อนไปมองประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย จะเห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์รักความสวยงาม รักที่จะให้ตัวเองดูดีในสายตาของคนอื่น การแต่งกายให้ดูดีแสดงถึงรสนิยมและบุคลิกภาพของคนๆหนึ่งได้เป็นอย่างดี คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หากมีคนๆ หนึ่งแต่งกายสุภาพเรียบร้อยมายืนต่อหน้าเรา เราย่อมจะให้ความสำคัญและให้เกียรติกับคนๆ นั้นมากกว่าบุคคลที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อย


การแต่งกายและการรักษาความสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับชีวิตมนุษย์อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำสอนจากศาสนาก็ตาม แต่ในศาสนาอิสลามเน้นหนักเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก มุสลิมบางคนมีความคิดว่า เพียงแค่เรามีความศรัทธาอย่างบริสุทธ์ใจและมั่นคงรวมทั้งมีจิตใจที่งดงามก็เพียงพอแล้ว ภายนอกของเราจะเป็นอย่างไรก็ตามคงไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก

แนวคิดดังกล่าวนี้ในทัศนะอิสลามถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะคำสอนของอิสลามนอกจากจะเน้นให้เรามีการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดและปราศความชั่วร้ายทั้งหลายแล้วยังเน้นให้เราให้ความสำคัญกับความสะอาดและการแต่งกายภายนอกอีกทั้งยังสอนให้เรารักความสวยงามด้วย

กุรอานกล่าวว่า: โอ้บรรดาลูกหลานของอาดัม จงประดับประดาตัวของพวกท่าน (ให้สวยงาม) ......... (อะอ์รอฟ 31)

ในอีกโองการกล่าวว่า: จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ใครกันเล่าที่จะห้ามความสวยงามที่อัลลอฮ์สร้างไว้ให้กับบรรดาบ่าวของพระองค์รวมทั้งปัจจัยยังชีพที่บริสุทธิ์ที่ทรงประทานให้กับพวกเขา (อะอ์รอฟ 32) สองโองการนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุสลิมทั้งหลายจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและสวยงามที่เป็นความโปรดปรานที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้ และจะต้องไม่ห้ามตัวเองที่จะใช้ประโยชน์จากความโปรดปรานเหล่านี้

คงจะเป็นคำพูดที่ถูกต้องที่สุดที่บรรดานักจิตวิทยากล่าวว่า: มนุษย์มีจิตใต้สำนึกและความรู้สึกทางจิตวิญญาน 4 ด้านด้วยกัน ด้านความสวยงาม ด้านความดี ด้านความรู้ และด้านความเชื่อ ดังนั้นมนุษย์จะต้องเติมเต็มทั้งสี่ด้านนี้ในรูปแบบที่เหมาะสม ดังนั้นในทางวิชาการแล้วหากเราไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความสวยงามและความสะอาดแล้วจะมีผลลบเกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์ได้

หากเราย้อนกลับมาพิจารณาในแบบฉบับของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์เราจะพบว่าพวกท่านเหล่านั้นให้ความสำคัญกับการแต่งกายภายนอกและความสวยงามเป็นอย่างมาก มีฮะดิษบทหนึ่งในหนังสือ ฟุรูอุลกาฟี รายงานว่า มีชายคนหนึ่งถามท่านอิมามฮะซัน(อ.) ว่า: ทำไมเวลาท่านจะนมาซท่านต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายที่สวยงามรวมทั้งเลือกใช้เสื้อผ้าที่ดีที่สุด้วยละ ท่านอิมามฮะซัน(อ.) กล่าวตอบว่า: อัลเลาะฮ์ทรงสวยงามและรักความสวยงาม เหตุนี้เองฉันถึงสวมใส่เสื้อผ้าที่สวยงามเพื่อเข้าเฝ้าพระองค์ อีกทั้งพระองค์ยังสั่งว่า โอ้บรรดาลูกหลานของอาดัม จงประดับประดาตัวของพวกท่าน (ให้สวยงาม) เมื่อต้องการไปมัสยิด” (ฟุรูอุลกาฟี เล่ม 6 หน้า 443)

อัลกุรอานกล่าวว่า: ผู้ที่ศรัทธาทั้งหลาย! บรรดาสิ่งดี ๆ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงอนุมัติแก่พวกเจ้าจงอย่าทำให้เป็นที่ต้องห้าม ...(มาอิดะฮ์ 87)

ในฮะดิษที่กล่าวถึงสาเหตุการประทานโองการข้างต้นกล่าวว่า : หลังจากที่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กล่าวสั่งสอนบรรดาสาวกเกี่ยวกับเรื่องการตอบแทนในวันปรโลก อุศมาน บิน มัซอูน รวมทั้งบรรดาสาวกจำนวนหนึ่งตัดสินใจว่าจะไม่หลับนอนกับภรรยา และจะไปอยู่ในที่สงบและถือศิลอดตลอดปี

ต่อมาไม่นานภรรยาของ อุศมาน บิน มัซอูน มาที่บ้านของศาสดา(ศ็อลฯ) ในสภาพที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เก่าและขาด ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ได้กล่าวถามนางว่า : ทำไมท่านถึงได้ปล่อยให้ตัวเองโทรมขนาดนี้ นางจึงได้เล่าเรื่องราวของสามีให้ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ฟัง

ท่านศาสดาเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด จึงประกาศให้สาวกทุกคนรวมตัวกันที่มัสยิด และกล่าวว่า: ฉันไม่เคยสั่งให้พวกท่านเป็นเหมือนนักพรตที่ละทิ้งเรื่องทางโลกทั้งหมด การปฏิบัติแบบนี้ไม่มีในศาสนาของฉัน .... (ฟุรูอุลกาฟี เล่ม 6 หน้า 444)

จากคำกล่าวทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าอิสลามนอกจากจะให้ความสำคัญในการขัดเกลาด้านจิตใจแล้วอิสลามยังให้ความสำคัญและมีบทบัญญัติเกี่ยวกับร่างกายภายนอกด้วย ดังนั้นผู้ที่คิดว่าการให้ความสำคัญกับความสะอาดและความสวยงามภายนอกแล้วถือว่าคิดผิดเสียแล้ว

อิมามฮุซัยน์ กับความผูกพันธ์กับกุรอาน

บทความนี้แปลลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com

ความผูกพันของมนุษย์ต่อสิ่งๆ หนึ่ง มีความสำคัญตรงที่ว่า มนุษย์ต้องมีความเชื่อต่อสิ่งๆ นั้นด้วย ผู้ที่มีความเชื่อและมีความรักต่ออัลลอฮ์หัวใจของเขารำลึกถึงพระองค์อยู่ตลอดเวลาพวกเขาจะผูกพันกับสิ่งที่พระองค์ทรงประทานลงมาด้วย ซึ่งแน่นอนบรรดาผู้ที่รักอัลลอฮ์ย่อมรักและมีความผูกพันกับกุรอานซึ่งเป็นวจนะของพระองค์ด้วย


อัลกุรอานเองเรียกร้องให้บรรดาผู้ศรัทธาให้มีความผูกพันกับอัลกุรอาน โดยในลำดับแรกเรียกร้องให้ผู้ศรัทธาอ่านกุรอานโดยกล่าวว่า:

. فَاقْرَءُوا مَا تَيَسَّرَ مِنَ الْقُرْآنِ

ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านตามสะดวกจากอัลกุรอานเถิด (ซูเราะฮ์ มุซซัมมิล โองการที่ 20)

และในอีกโองการตำหนิผู้ที่ไม่เคยคิดใคร่ครวญในกุรอานเลย โดยกล่าวว่า:

أَفَلا يَتَدَبَّرُونَ الْقُرْآنَ أَمْ عَلَى قُلُوبٍ أَقْفَالُهَا

พวกเขามิได้พิจารณาใคร่ครวญอัลกุรอานดอกหรือ? แต่ว่าบนหัวใจของพวกเขามีกุญแจหลายดอกลั่นอยู่ (ซูเราะฮ์มุฮัมมัด โองการที่ 24)

ท่านอิมามฮุซัยน์ มีความผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับกุรอาน ซึ่งท่านอิมามจะยกย่องให้เกียรติกุรอานด้วยสถาภาพอันสูงส่งอยู่ตลอดเวลาซึ่งในเรื่องนี้ มีรายงานประวัติกล่าวถึงมากมาย ซึ่งเราจะขอยกมาเพียงกตัวอย่างเดียว ตามรายงานกล่าวว่า:

“ครั้งหนึ่งสาวกของท่านอิมาม ที่ชื่อว่า อับดุลเราะฮ์มาน สอนซูเราะฮ์ ฟาติฮะฮ์ให้กับบุตรของท่านอิมาม และเมื่อบุตรของท่านอิมามมาหาท่านและได้อ่าน ซูเราะฮ์ดังกล่าวให้ท่านฟัง ท่านอิมามได้มอบรางวัลเป็นเงินถึง 100 ดีนาร มีสาวกท่านหนึ่งถามท่านอิมามถึงสาเหตุของการมอบรางวัลอันมากมายนั้น ท่านอิมามกล่าวว่า “เงินเหล่านั้นจะมาเปรียบเทียบกับคุณค่าของการท่องจำและการเรียนรู้อัลกุรอานได้อย่างไร” (ตัฟซีร บุรฮาน เล่ม 1 หน้า 4)

ความผูกพันของท่านอิมามกับอัลกุรอานเราสามารถเห็นได้จากด้านต่างๆ ในช่วงชีวิตของท่าน คำสั่งสอน คำตักเตือน วิถีชีวิต และการปฏิบัติตัวของท่านอิมามล้วนแล้วแต่มาจากความเข้าใจอันลึกซึ้งของท่านต่ออัลกุรอานทั้งสิ้น ดังนั้นบางคนที่มองว่าอิมามเป็นคนที่มีแต่ความรุนแรง มีแต่ความอาฆาตหากพวกเขามองวิถีชีวิตของท่านอย่างละเอียดจะพบว่ามันสอดคล้องกับกุรอานอย่างชัดเจน

มุสลิมทุกคนรู้ดีว่า บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์โดยเฉพาะท่านอิมามฮุซัยน์ได้รับการเลี้ยงดูและปลูกฝังมาจากท่านศาสดา(ศ๊อลฯ) จะเป็นไปได้อย่างไรที่ การปฏิบัติของท่านในทุกๆ ด้านจะไม่ได้มาจากอัลกุรอาน แน่นอน การต่อสู้ของท่านอิมามฮุซัยน์ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัลกุรอานและสอดคล้องกับกุรอานอย่างชัดเจน ซึ่งเราจะขอยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นภาพดังนี้

1- มีรายงานกล่าวว่า ขณะที่มัรวานผู้เป็นเจ้าเมืองมะดีนะฮ์ได้รับคำสั่งให้มาบังคับให้อิมามฮุซัยน์ให้สัตยาบรรณ ยืนกรานที่จะให้อิมามให้สัตยาบรรณให้ได้ ท่านอิมามได้ชี้ว่า มัรวานคือผู้ละเมิดส่วนท่านอิมามคือ ผู้บริสุทธิ์ โดยท่านอิมามได้กล่าวว่า - จงรู้ไว้เถิด ฉันมาจากครอบครัวผู้บริสุทธิ์ซึ่งเป็นครอบครัวที่อัลลอฮ์ทรงประทานโองการให้กับท่านศาสดา(ศ๊อล ฯ) เกี่ยวกับพวกเขาว่า:

إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

แท้จริงอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินออกไปจากพวกเจ้า บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ (ซูเราะฮ์ อะฮ์ซาบ โองการที่ 33 )

2- เมื่อท่านเดินทางพร้อมกับสาวกของท่าน ออกมาจากมะดีนะฮ์ไปสู่แผ่นดินกัรบาลาท่านได้อ่านโองการนี้ต่อไปนี้ตลอดเวลา:
رَبِّ نَجِّنِي مِنَ الْقَوْمِ الظَّالِمِينَ

เขากล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รอดพ้นจากหมู่ผู้อธรรม” (ซูเราะฮ์ โองการที่ 21)

โองการข้างต้นนี้เป็นโองการที่กล่าวถึงดุอาของท่านนบีมูซาเมื่อครั้งที่ท่านนำชาวอิสรออีลออกมาจากการปกครองของฟาโรห์

3- เมื่อครั้งที่ท่านอิมามฮุซัยน์เดินทางถึงเมืองมักกะฮ์ ท่านอิมามได้อ่านโองการนี้ตลอดเวลา

وَلَمَّا تَوَجَّهَ تِلْقَاءَ مَدْيَنَ قَالَ عَسَى رَبِّي أَنْ يَهْدِيَنِي سَوَاءَ السَّبِيل

และเมื่อเขามุ่งหน้าไปยัง (เมือง) มัดยัน เขากล่าวว่า “หวังว่าพระเจ้าของฉันจะทรงชี้แนะแก่ฉันสู่ทางอันเที่ยงตรง” (ซูเราะฮ์ เกาะศอศ โองการที่ 22)

อิมามได้ประกาศว่าการเดินทางของท่านเหมือนกับการเดินทางของท่านศาสดามูซาซึ่งเป็นการเดินทางเพื่อต่อสู้และปราบปรามเหล่าอธรรม

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าตลอดการเดินทางของท่านอิมามฮุซัยน์ทุกอย่างเป็นไปตามคำสอนของอัลกุรอานและสอดคล้องกับอัลกุรอานเสมอเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันธ์ของท่านอิมามฮุซัยน์กับอัลกุรอานซึ่งท่านอิมามได้สำแดงออกมาในรูปแบบของการปฏิบัติ

ศิลปะของการอ่านกุรอาน

บทความนี้แปลลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com

โดยทั่วไปแล้วมุสลิมจะมีทัศนะและใช้ประโยชน์จากกุรอานใน 2 รูปแบบด้วยกัน หนึ่งคือการอรรถาธิบาย แบบที่สองคือการอ่าน ในเรื่องเกี่ยวกับการตัฟซีรมุสลิมจะค้นคว้าอย่างหนักเพื่อทำความเข้าใจกับกุรอาน ส่วนในเรื่องของการอ่านมุสลิมจะฝึกฝนและเฟ้นหาผู้ที่มีน้ำเสียงที่ไพเราะเพื่อให้การอ่านวจนะของพระเจ้าเป็นไปแบบที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุด โดยที่ความพยามในด้านการอรรถาธิบายกุรอานก็เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจกับกุรอาน แต่ส่วนในเรื่องของการอ่านมุสลิมพยายามคงรักษาเรื่องนี้ไว้เพื่อให้กุรอานอยู่ในใจของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา

เป้าหมายของการส่งเสริมให้มีการอ่านกุรอานและรูปแบบของการอ่านกุรอานถูกกล่าวไว้ในตัวบทของกุรอานเองแล้ว โดยจะต้องอ่านกุรอานด้วยเสียงอันไพเราะ พร้อมทั้งจะต้องทำตัวให้สะอาดในทั้งร่างกายและจิตใจในขณะที่อ่านกุรอานรวมทั้งระมัดระวังในการอ่าน ในซูเราะมุซัมมิล โองการที่ 4 กล่าวว่า:

وَرَتِّلِ الْقُرْآنَ تَرْتِيلا

และเจ้าจงอ่านกุรอานเป็นท่วงทำนองอย่างช้าๆ

เป้าหมายหลักของการส่งเสริมให้มีการอ่านกุรอานนอกจากเพื่อจะเป็นการสร้างความพึงพอพระทัยให้กับอัลลอฮ์แล้ว การอ่านกุรอานยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้อ่านได้ปฏิบัติตามสิ่งที่ตนได้อ่านอีกด้วย ทั้งนี้การอ่านกุรอานก็มีบทบาทในการสร้างสังคมมุสลิมให้มีเอกภาพด้วย

รูปแบบของการอ่านกุรอานถูกกล่าวไว้ในฮะดิษมากมาย ซึ่งมีรายงายจำนวนมากกล่าวว่า ท่านศาสดาจะอ่านกุรอานด้วยเสียงอันไพเราะ ท่านจะหยุดทุกครั้งเมื่ออ่านจบแต่ละโองการ และท่านจะอ่านคำแต่ละคำในกุรอานโดยการลากเสียงเพื่อให้เกิดความไพเราะ และในหมู่บรรดาสาวกของท่านศาสดา อะบูมูซา อัชอารีย์ เป็นผู้ที่อ่านกุรอานได้ไพเราะที่สุด

ตามรายงานฮะดิษกล่าวว่า กุรอานจะต้องถูกอ่านด้วยเสียงอันไพเราะและไม่ใช่เป็นทำนองแบบเสียงคร่ำครวญ เสียงของการอ่านกุรอานจะต้องเป็นในรูปแบบที่จะสร้างความยำเกรงให้เกิดขึ้นในหัวใจของผู้ฟัง ดังที่กุรอานได้กล่าวไว้ว่า:

وَإِذَا قُرِئَ الْقُرْآنُ فَاسْتَمِعُوا لَهُ وَأَنْصِتُوا لَعَلَّكُمْ تُرْحَمُونَ

เมื่อ อัล กุรอานถูกอ่าน ท่านทั้งหลายจงสดับตรับฟัง และจงนิ่งเงียบ เพื่อพวกท่านจะได้รับความเมตตา (อะอ์รอฟ / 204)

การอ่านกุรอานถูกเรียกว่าเป็น การอิบาดะฮ์ ที่ต้องใช้ศิลปะมากที่สุดในการอิบาดะฮ์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในสมัยท่านศาสดา(ศ็อลฯ) การอ่านจึงถูกเรียกว่า “อิบาดะฮ์ที่แฝงด้วยศิลปะ” และต่อมาในสมัยท่านอบูบักรและท่านอุมัร ได้มีการก่อตั้งกลุ่มนักกอรี (นักอ่านกุรอาน) ขึ้น โดยหลังจากนั้นต่อมาได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสอนกุรอาน และพัฒนากลายเป็นโรงเรียนสอนกุรอานในรูปแบบปัจจุบัน

อิคลาส

อิคลาส หมายถึง การทำให้ความตั้งใจของเราบริสุทธิ์ ปราศจากความโสมมทั้งหลาย (หมายถึงจะต้องไม่มีกลิ่นอายของบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากพระเจ้าอยู่ในความตั้งใจนั้นเลย) สิ่งนี้เองที่อิสลามต้องการจากผู้ศรัทธา ไม่ว่าจะทำกิจการใดก็ตาม หากผู้ศรัทธามีสิ่งนี้ก็จะทำให้เขาได้รับชัยชนะ และหากไม่มีสิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นการขาดทุนอย่างยิ่ง


เพราะเหตุนี้เองกุรอานจึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมในเรื่องนี้โดยกล่าวไว้ในหลายโองการด้วยกัน

1- “ และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ ”
( อัล - บัยยินะฮ์ โองการที่ 5 )

2- “ พึงทราบเถิด การอิบาดะฮ์โดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮ์องค์เดียว ” ( อัซ - ซุมัร โองการที่ 3 )

3- “ นอกจากบรรดาผู้ที่สำนึกผิดกลับตัวและปรับปรุงแก้ไข และยึดมั่นต่ออัลลอฮ์ และได้มอบการอิบาดะฮ์ของพวกเขาให้แก่อัลลอฮ์โดยสิ้นเชิง”
( อัล – นิซาอ์ โองการที่ 146 )


ในหนังสือ อุซูล กาฟีย์ รายงานจากท่านอิมามริฎอ ว่า : ท่านอิมามอาลี กล่าวว่า : ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ทำอิบาดะฮ์และขอดุอาด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระเจ้า หัวใจของพวกเขาไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่พวกเขาได้เห็นและพบเจอ สิ่งที่พวกเขาได้ยินไม่อาจทำให้พวกเขาหลงลืมพระเจ้าได้ และพวกเขาไม่อิจฉาริษยาในสิ่งที่ผู้อื่นได้รับ

ท่านอิมามซอดิก (อ) ได้อรรถาธิบายโองการที่พระองค์ตรัสว่า “ เพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มีผลงานดียิ่ง ” ( อัล - มุลก์ โองการที่ 2 ) โดยกล่าวว่า : การประกอบกิจการงานมาก ๆ ไม่ใช่เป้าหมายของโองการนี้ แต่ด้วยความตั้งใจอันบริสุทธิ์ที่ต่อพระเจ้าพร้อมทั้งการยำเกรงต่อพระองค์เท่านั้นที่จะนำไปสู่เป้าหมายและชัยชนะที่แท้จริงได้


หลังจากนั้นท่านอิมามซอดิก (อ) ยังกล่าวอีกว่า การยืนหยัดทำกิจการใดกิจการหนึ่งเพื่อทำให้เกิดความบริสุทธิ์ใจ ย่อมมีความสำคัญกว่ากิจการนั้นเสียอีก ดังนั้นการงานที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจึงหมายถึง การงานที่ทำเพื่อพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวโดยไม่มุ่งหวังคำขอบคุณจากใครทั้งสิ้น และการมีเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ต่อพระเจ้า ดีกว่าตัวของงานเสียอีก ดังนั้นพึงทราบเถิด การกระทำก็คือการตั้งใจ(เหนียต) นั่นเอง หลังจากนั้นท่านก็ได้อ่านโองการที่พระองค์ตรัสว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ทุกคนจะกระทำไปตามรูปแบบของเขา”
(ซูเราะฮ์ อิสรอ โองการที่ 84)


มีรายงานจากท่านอิมามบาเก็ร กล่าวว่า : ไม่มีบ่าวคนใดที่เขาประกอบกิจการงานด้วยความความตั้งใจอันบริสุทธิ์ต่อพระเจ้า นอกเสียจากว่า พระองค์จะทรงทำให้เขาไม่หลงใหลในโลกดุนยา ทำให้เขาต่าสว่างรู้จักแยกแยะสิ่งถูกผิด ประทานวิทยปัญญาในหัวใจของเขา และทำให้สิ่งที่เขาพูดออกมาเปี่ยมไปด้วยวิทยปัญญา


ระดับขั้นของอิคลาส

ความอิคลาสมีระดับขั้นที่แตกต่างกันไปดังนี้

1- ระดับขั้นของบรรดาชากีรีน(ผู้ขอบคุณ) : บรรดาผู้ขอบคุณหมายถึงบรรดาผู้ซึ่งกราบไหว้และเคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณในความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานให้ ความโปรดปรานที่พระองค์ตรัสไว้ว่า : “และหากพวกเจ้าจะนับความโปรดปรานของอัลลลอฮ์แล้ว พวกเจ้าก็ไม่อาจจะคำนวณมันได้ ”
( อิบรอฮีม โองการที่ 34 )

ท่านอิมามอาลี กล่าวไว้ในนะฮ์ญุลบาลาเฆาะฮ์ว่า : ประชาชนบางกลุ่มกราบไหว้และเคารพภักดีพระเจ้าเพราะปรารถนาในผลรางวัลที่พระองค์จะทรงประทานให้ การกราบไหว้ลักษณะนี้เป็นการกราบไหว้ของบรรดาพ่อค้า บางกลุ่มกราบไหว้พระเจ้าเพราะกลัวการลงโทษของพระองค์ การกราบไหว้ลักษณะเช่นนี้เป็นการกราบไหว้ของบ่าวทาส แต่อีกบางกลุ่ม กราบไหว้พระเจ้าเพื่อเป็นการขอบคุณต่อพระองค์ การกราบไหว้ลักษณะนี้เป็นการกราบไหว้ของบรรดาอิสระชน

2- ระดับขั้นของบรรดามุก็อรรอบีน(ผู้อยู่ใกล้ชิดพระองค์) : มุก็อรรอบีน คือกลุ่มคนที่ทำการภักดีต่อพระเจ้าเพื่อหวังเข้าใกล้ชิดพระองค์

การแบ่งปันและความสุขในทัศนะกุรอาน

ชีวิตในโลกแห่งวัตถุทุกวันนี้มีเรื่องราวมากมายที่ทำให้มนุษย์หลงลืมและหันเหออกจากหนทางแห่งพระเจ้า มนุษย์ต้องตกอยู่ในวังวนของปัญหามากมายที่ดูจะซับซ้อนกว่าปัญหาของคนในยุคก่อนมากนัก และปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะทำให้ชีวิตมนุษย์มีแต่ความขมขื่น และความทุกข์ แต่ในความวุ่นวายและความทุกข์นี้หากมนุษย์หันกลับมาสู่คำสอนของกุรอาน มนุษย์จะพบหนทางแห่งแสงสว่างและจะเป็นสิ่งทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความวุ่ยวายนี้ด้วยความผาสุก

ท่านผู้อ่านที่เคารพชีวิตในโลกแห่งวัตถุทุกวันนี้มีเรื่องราวมากมายที่ทำให้มนุษย์หลงลืมและหันเหออกจากหนทางแห่งพระเจ้า มนุษย์ต้องตกอยู่ในวังวนของปัญหามากมายที่ดูจะซับซ้อนกว่าปัญหาของคนในยุคก่อนมากนัก และปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะทำให้ชีวิตมนุษย์มีแต่ความขมขื่น และความทุกข์ แต่ในความวุ่นวายและความทุกข์นี้หากมนุษย์หันกลับมาสู่คำสอนของกุรอาน มนุษย์จะพบหนทางแห่งแสงสว่างและจะเป็นสิ่งทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความวุ่ยวายนี้ด้วยความผาสุก

อัลกุรอานกล่าวว่า - ส่วนผู้ที่บริจาคและสำรวมตน อีกทั้งเชื่อมั่นในสิ่งที่ดี เราก็จะให้เขาได้รับความสะดวกสบาย (ลัยล์ 5 – 7)

ในโองการข้างต้นนี้อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงต้องการนำเสนอวิธีการทำให้ชีวิตอันเต็มไปด้วยปัญหาและมีแต่ความยากลำบากของมนุษย์ให้เป็นชีวิตที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย โดยโองการได้พูดถึงการบริจาคทาน การสำรวมตน รวมทั้งกล่าวถึงการทำให้ชีวิตเกิดความสะดวกสบายด้วย เราจะมาดูว่าสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

คำว่า อะอ์ฏอ ที่ในโองการนี้กล่าวโดยไม่ได้เชื่อมกับคำใด จะหมายถึง การให้และการบริจาคทุกสิ่งที่เป็นที่รักของมนุษย์ในหนทางที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย การให้และการบริจาคในลักษณะเช่นนี้จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นออกมาจากความเห็นแก่ตัว การเห็นตัวเองเป็นใหญ่ ไปสู่ตัวตนที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์คือความเป็นสูญ และไปสู่หนทางที่พระผู้เป็นเจ้าทรงพึงพระทัย

คำว่า อิตตะกอ ก็จะหมายถึงการละเว้นสิ่งที่เป็นสิ่งต้องห้ามทั้งหลายรวมทั้งปฏิบัติในสิ่งที่จะเป็นเหตุนำไปสู่ความพึงพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นต้นทุนให้มนุษย์ออกห่างจากหนทางที่จะนำไปสู่กิเลสตัณหาและอารมณ์ใฝ่ต่ำ

ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายเมื่อมนุษย์ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับคุณลักษณะของการเป็นผู้บริจาคในหนทางของพระเจ้าและเป็นผู้สำรวมตนอยู่ตลอดเวลา เขาจะพบกับแสงสว่างแห่งชีวิต จะมองโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยความสวยงามและความดีงาม และเขาก็จะไม่หลงใหลไปกับกิเลสตัณหาและอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเองที่มักจะฉายภาพความเลวร้ายทั้งหลายให้เป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ

ในทางตรงกันข้ามมนุษย์ที่หลงลืมพระเจ้าและไม่มีคุณลักษณะที่อัลกุรอานกล่าวไว้ข้างต้นเลย เขาจะเป็นผู้ที่ต้องการจะเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เขาจะมีชีวิตอยู่และทำทุกอย่างเพื่อตัวของเขาเองเท่านั้นและโลกนี้จะไม่มีวันเพียงพอกับความต้องการของเขาอย่างแน่นอนแล้วดวงใจของเขาก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์ ความอยาก หามาได้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันที่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ และแน่นอนมนุษย์ที่มีคุณลักษณะเช่นนี้เขาจะรู้สึกเหมือนคนยากจนอยู่ตลอดเวลา

ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายแต่สิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดกิจการทั้งหมดหยุดแม้กระทั่งแสวงหาปัจจัยยังชีพของเรา แต่ต้องการจะสื่อให้เห็นว่าการเห็นแก่ตัวการหลงอยู่แต่ในโลกแห่งวัตถุจะทำให้มนุษย์พบกับความยากลำบากและปัญหาในที่สุด

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นหากเราต้องการพบกับความสุขที่แท้จริง ให้เรากลับมาหาและปฏิบัติตัวตามคำสั่งของอัลกุรอานเถิด

สิ่งที่ทำให้หลงลืมโลกหน้า (2)

จากผลพวงของการปฏิเสธชีวิตในโลกหน้าและปฏิเสธการตอบแทนผลการกระทำในโลกหน้า ทำให้มนุษย์คิดไปว่าคนดีกับคนชั่วไม่มีอะไรแตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นความผิดอันใหญ่หลวงของมนุษย์ชาติ กุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ หรือบรรดาผู้ที่กระทำความชั่ว คิดหรือว่าเราจะทำให้พวกเขาเป็นเช่นเดียวกับบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย ให้เท่าเทียมกันทั้งในยามที่ชีวิตอยู่และหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิต สิ่งที่พวกเขาตัดสินนั้นมันชั่วแท้ ๆ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 21)

ตามความคิดของพวกเขาที่เชื่อว่า หากเรื่องการมีชีวิตในโลกหน้าและการตอบแทนผลของการกระทำทั้งหลายไม่เป็นความจริง ทุกคนจะสูญสิ้นลงหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วถ้าเป็นเช่นนี้ทุกคนก็เท่าเทียมกันไม่มีใครมีสถานะเหนือกว่าใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะความเหลื่อมล้ำและการที่สิ่งหนึ่งเหนือว่าสิ่งหนึ่งนั้นเป็นคุณสมบัติของสิ่งมีอยู่ หากทุกคนสูญสิ้น กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ไปแล้วหลังจากที่ได้เสียชีวิตลงก็ไม่มีใครมีสถานะภาพที่สู่งส่งกว่าหรือต่ำต้อยกว่าใครใดๆทั้งสิ้น ระหว่างคนกระทำความดีกับคนชั่วทุกคนเท่าเทียมกันหมด นี่เป็นความเชื่อของผู้ที่ปฏิเสธชีวิตในโลกหน้า ซึ่งอันที่จริงพวกเหล่านี้ก็คือบุคคลที่บูชาอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง และพระเจ้าของพวกเขาคือตัณหานั่นเอง กุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดถือเอาอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาเป็นพระเจ้าของเขาบ้างไหม ? และอัลลอฮฺจะทรงให้เขาหลงทางด้วยการรอบรู้ (ของพระองค์) และทรงผนึกการการฟังของเขาและหัวใจของเขาและทรงทำให้มีสิ่งบดบังดวงตาของเขา ดังนั้นผู้ใดเล่าจะชี้แนะแก่เขา(ได้อีก)หลังจากอัลลอฮฺ(ได้ทำให้เขาหลงทางไปแล้ว) พวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 23)

กุรอานกล่าวถึงตรรกของกลุ่มชนเหล่านี้ว่า “ และพวกเขากล่าวว่า ไม่มีชีวิตอื่นใดดอกนอกจากการมีชีวิตของเราในโลกนี้ เราจะตายไปและเราจะมีชีวิตอยู่ และไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายเราได้ (ให้เราตาย) นอกจากกาลเวลาเท่านั้น สำหรับพวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นดอก นอกจากพวกเขาเดาเองเท่านั้น ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 24)
นี่เป็นตรรกของพวกวัตถุนิยมในสมัยของเรา เป็นเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นกับตาและไม่เชื่อว่าบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วจะสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก พวกเขาจึงปฏิเสธการมีชีวิตหลังความตายและการตอบผลของการกระทำในโลกหน้า กุรอานกล่าวเกี่ยวกับตรรกของบุคคลเหล่านี้ว่า “... พวกเขาจะกล่าวว่า จงนำบรรพบุรุษของเราให้คืนชีพกลับมา หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 25)

อัลลอฮ์ทรงตรัสตอบว่า “ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลลอฮฺทรงให้พวกท่านมีชีวิตขึ้นมา และทรงให้พวกท่านตายไป แล้วพระองค์จะทรงรวบรวมพวกท่านในวันกิยามะฮฺ อย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในเรื่องนั้น แต่มนุษย์ส่วนมากไม่รู้ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 26)
ท่านอย่าได้กล่าวว่าธรรมชาติและวันเวลาเป็นตัวทำให้เราสิ้นสลาย เพราะอันที่จริงแล้วถึงแม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรอบตัวเราก็ตาม แต่ระบบระเบียบของสรรพสิ่งทั้งหลายยังคงที่และดำเนินไปตามระบบของมันอย่างไม่เปลี่ยนแปลงหรือมีข้อบกพร่องใด ๆ เพราะผู้ควบคุมระบบทั้งหลายนั้นคือพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงเป็นผู้ให้ชีวิตกับพวกเราอีกครั้งหลังจากที่เราเสียชีวิตไปแล้วและนำเราไปสู่อีกโลกหนึ่ง ชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับมนุษย์ทุกคน มีแต่เพียงพวกที่เขลาเท่านั้นที่ปฏิเสธชีวิตและการตอบแทนผลของการกระทำหลังความตาย กุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ และอำนาจเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นของอัลลอฮฺ วันแห่งการตอบแทนจะจะเกิดขึ้น ในวันนั้นบรรดาผู้ปฏิเสธจะขาดทุนอย่างย่อยยับ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 27)

แน่นอนวันนั้นจะเป็นวันที่บัญชีแห่งการกระทำของมนุษย์จะถูกนำเสนอต่อพระผู้เป็นเจ้า โดยกุรอานกล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “ และเจ้าจะเห็น (กลุ่มชน) ทุกชาติอยู่ในสภาพคุกเข่า ทุกชนชาติจะถูกเรียกมาตามบันทึกของตน วันนี้พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนตามที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ ” (ญาซีญะฮ์ โองการที่ 28)

ดังนั้นการระลึกถึงความตายและความเชื่อถึงชีวิตและการตอบแทนการกระทำในโลกหน้าเป็นหน้าที่ของทั้งปัจเจกชนและหน้าที่ของสังคมที่จะต้องตักเตือนให้ระลึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เพราะการระลึกถึงสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้มนุษย์ตกไปสู่การกระทำชั่วหรือทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง .

สิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงลืมโลกหน้า (ตอนที่ 1)

การปฏิเสธความเชื่อเกี่ยวกับการตอบแทนการกระทำในโลกหน้าเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงลืมความตายนอกจากนี้ยังมีการกระทำบางสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงลืมการตอบแทนในโลกหน้าอีกด้วย ซึ่งจะขอกล่าวถึงดังต่อไปนี้

1- การสุรุ่ยสุร่าย
2- หลงระเริงและยึดติดอยู่กับความสนุกสนานและความสุขที่ไม่ยั่งยืน
3- การหลงและหมกมุ่นอยู่กับการรวบรวมทรัพย์สิน
4- ความเหนื่อยล้าของมนุษย์เอง

โดยทั่วไปสามารถกล่าวได้ว่าความลำบากในการหาเลี้ยงชีพ ความหลงใหลอยู่ในความรื่นเริงและความสุขที่ไม่ยั่งยืน การคิดสาละวนอยู่กับการรวบรวมทรัพย์สิน จะเป็นสิ่งขวางกั้นมนุษย์ไม่ให้คิดถึงวันกิยามะฮ์และการตอบแทนในโลกหน้า

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือเหตุการณ์ของกอรูน อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ในกุรอานว่า กอรูนเป็นเศรษฐีคนหนึ่งในกลุ่มชนของท่านศาสดามูซาซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงประทานทรัพย์สินมากมายให้กับกอรูน และกล่าวกับกอรูนว่า “จงอย่าหยิ่งยะโสโอหังในทรัพย์สินที่เจ้าได้รับเพราะพระองค์ไม่ทรงรักผู้ที่หยิ่งยะโสโอหัง และทรงตรัสอีกว่า “และจงแสวงหาสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่เจ้าเพื่อปรโลกและอย่าลืมส่วนของเจ้าในโลกนี้” (เกาะศอศ โองการที่ 77) แต่กอรูนขวนขวายและทำทุกอย่างเพื่อโลกนี้เท่านั้น

มนุษย์ทั้งหลายเมื่ออ่านประวัติของกอรูนแล้ว ส่วนมากใฝ่ฝันที่จะมีทรัพย์สินเหมือนกับกอรูน แต่ทรัพย์สินเหล่านั้นทำให้กอรูนหลงลืมการตอบแทนและการลงโทษในโลกหน้า และเป็นเหตุทำให้กอรูนโดนธรณีสูบ อัลลอฮ์ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ ดังนั้น เราจึงให้ธรณีสูบเขาและเคหะสถานของเขา สำหรับเขาไม่มีผู้ใดจะช่วยเหลือเขาได้นอกจากอัลลอฮ์และเขาก็มิใช่เป็นผู้ช่วยเหลือตนเองได้” ( เกาะศอศ โองการที่ 81 )

และกุรอานได้ตรัสเพื่อเป็นบทสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : “ นั่นคือที่พำนักแห่งปรโลก เราได้เตรียมมันไว้สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปรารถนาหยิ่งผยองในแผ่นดิน และไม่ก่อการเสียหาย และบั้นปลายย่อมเป็นของบรรดาผู้ยำเกรง ” (เกาะศอศ โองการที่ 83)

ชีวิตอันผาสุขและยั่งยืนไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับบุคคลที่ไร้เกียรติ หยิ่งยะโส รักสนุก และหมกมุ่นอยู่กับการรวบรวมทรัพย์สินทางโลก

สาเหตุที่ทำให้มนุษย์กลัวความตาย

สาเหตุที่ทำให้มนุษย์กลัวความตายมีด้วยกันหลายประการแต่จะขอยกมาเพียงบางส่วนเท่านั้น
1 - ไม่รู้ว่าความตายคืออะไร
เพราะหลายคนเชื่อว่าความตายก็คือการดับสูญ คือการสูญสิ้น แน่นอนถ้าเชื่อเช่นนี้ก็ต้องกลัวความตายเป็นธรรมดา มีคนมาถามท่านอิมาญาวาด(อ) ว่า ทำไมมนุษย์ส่วนมากถึงกลัวความตาย ท่านอิมามญาวาดกล่าวตอบว่า เพราะว่าพวกเขาไม่รู้ว่าที่จริงแล้วความตายคืออะไร พวกเขาจึงกลัว แต่ถ้าหากพวกเขารู้และถ้าพวกเขาเป็นผู้ที่ไม่เคยหลงลืมอัลลอฮ์แล้ว แน่นอนพวกเขาจะรักความตาย
2 - ยึดติดอยู่กับโลกแห่งวัตถุ
ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า มีชายคนหนึ่งมาถามท่านอะบูซัรว่า รู้ไหมว่าทำไมคนเราถึงกลัวความตาย ท่านอะบูซัรกล่าวตอบว่า เป็นเพราะว่าบางคนได้สร้างและสะสมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้บนโลกดุนยานี้และสิ่งเหล่านั้นได้มาโดยการทำลายสิ่งที่จะได้รับในโลกหน้า ด้วยเหตุนี้เองจึงกลัวที่จะต้องถูกพรากไปจากสิ่งที่สร้างสมเอาไว้ในโลกดุนยาไปสู่อีกบ้านหนึ่งที่ผุพังและทรุดโทรม

ดังนั้นคนที่ปฏิบัติดีและรู้ว่าความตายคือการเดินทางจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งที่เป็นโลกที่จะมีการสอบสวนการกระทำทั้งหมดบนโลกนี้พวกเขาไม่กลัวความตายอย่างแน่นอน

กุรอานคือทางนำสำหรับผู้ยำเกรง

คำถาม - ในขณะที่อัลกุรอานบางโองการกล่าวว่า อัลกุรอานคือทางนำสำหรับมนุษยชาติ แต่ทำไมในโองการที่ 1 ของซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์อัลกุรอานจึงกล่าวว่า - อัลกุรอานคือทางนำสำหรับบรรดาผู้ยำเกรง

คำตอบที่ 1 - อัลกุรอานจะเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติโดยรวมแต่ผู้ที่สามารถจะเข้าใจอัลกุรอานได้อย่างลึกซึ้งและให้กุรอานมีผลต่อจิตใจของเขาได้ต้องเป็นผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์เท่านั้น ซึ่งโองการกุรอานเองก็กล่าวถึงและยกตัวอย่างบางกรณีให้เห็นอย่างชัดเจนด้วย เช่นโองการที่ 45 ซูเราะฮ์นาซิอาตกล่าวว่า -

إِنَّمَا أَنْتَ مُنْذِرُ مَنْ يَخْشَاهَا

แท้จริงเจ้า (มูฮัมมัด (ศ็อล ฯ) จะเป็นผู้ตักเตือน (การตักเตือนของเจ้าจะมีผล) กับผู้ที่เกรงกลัววันกิยามะฮ์เท่านั้น

คำตอบที่ 2 - นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า อัลกุรอานมีผลและชี้ทางนำแก่มวลมนุษย์เท่านั้น และในทัศนะกุรอานเองผู้ที่มีความยำเกรงเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ เพราะหากพิจารณาในโองการกุรอานจะเห็นว่าผู้ที่ไม่มีความยำเกรงบุคคลเหล่านี้จัดอยู่ในจำพวกสัตว์เดรัจฉาน เช่นในโองการที่ 179 ซูเราะฮ์อะอ์รอฟ กล่าวไว้ว่า -

أُولَئِكَ كَالأنْعَامِ بَلْ هُمْ أَضَلُّ

พวกเขาเป็นดังเช่นสัตว์เดรัจฉาน แต่ทว่าต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำ

ท่านอิมามอาลีกล่าวเกี่ยวกับผู้ที่ไม่มีความยำเกรงว่า - รูปร่างของพวกเขาเป็นคนก็จริงแต่มีหัวใจเป็นสัตว์

คนลืมตาย

เคยคิดบ้างไหมว่า ในระหว่างที่เราดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน ในแต่ละขณะที่เรายังมีลมหายใจ
และรับรู้การมีอยู่ของตัวเรา มีอีกกี่ชีวิตที่ต้องจากไป...จากไปอย่างไม่หวนกลับ การจากไปที่เราเรียกมันว่า
“ความตาย”
ณ ขณะปัจจุบันของชีวิตเรานั้น ความตายดูเหมือนห่างไกลเรายิ่งนัก ไกลจนเกินกว่าจะคาดคิด ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยก็ตาม แต่ความตายก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกหนแห่ง...ตลอดเวลา
มีเพียงบางช่วงขณะที่ความตายเฉียดเข้ามาใกล้ตัวเราเท่านั้น ที่จะเป็นช่วงเวลาที่ทำเรารู้ซึ้งว่าความตายมีอยู่จริง และอยู่แนบชิดกับเราเพียงใด มันอาจจะเป็นช่วงขณะที่เราได้สัมผัสกับวินาทีแห่งความตายหรือช่วงเวลาที่บุคคลที่ใกล้ชิดกับเราได้จากไป เป็นช่วงขณะที่ทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างมีปลายทาง และชีวิตมีวันสิ้นสุด ช่วงขณะแห่งความจริงที่ทำให้เรารู้ซึ้งว่า...เราเองก็หนีมันไม่พ้นเช่นกัน
สำหรับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ความตายเป็นเพียงการก้าวผ่านประตูจากห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่ง
แต่สำหรับผู้ยังคงอยู่ การรำลึกถึงความตายให้อะไรแก่เรา
ท่านอิมาม อาลีกล่าวว่า
“การระลึกถึงความตายจะทำให้เรามองโลกนี้ ด้วยความเป็นจริง เพราะส่วนมากคนหนุ่มสาวจะหนีความจริงในเรื่องนี้ .....” (นะญุลบะลาเฆาะฮ์ คุตบะฮ์ที่ 132)
ท่านอิมามอาลียังกล่าวอีกว่า
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ว่า ความตายคือความเป็นจริงที่จะเกิดกับมนุษย์ทุกคน เราทุกคนรู้จักความตาย ยอมรับว่าความตายจะต้องเกิดขึ้นจริง แต่มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเชื่อ ขอเตือนพวกท่านทั้งหลายว่าความตายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่าให้ผู้คนที่อยู่รายรอบเจ้าทำให้เจ้าหลงลืมเรื่องนี้ เจ้าไม่ได้มองดูผู้คนในอดีตหรอกหรือพวกที่คอยกอบโกยหาผลประโยชน์ สะสมทรัพย์สมบัติ สะสมยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ในที่สุดพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องจากโลกนี้ไป” (นะญุลบะลาเฆาะฮ์ คุตบะฮ์ที่ 132)
อิสลามไม่ได้ห้ามให้เราใส่ใจในการใช้ชีวิตในโลกนี้ แต่อิสลามต้องการกำชับเตือนไม่ให้เรา
“ลืมตาย”